บทที่ 634: ผู้อำนวยการนั่งไม่ติด
ณ กรุงปักกิ่ง ในขณะที่เจียงเซี่ยกำลังง่วนอยู่กับการคำนวณจำนวนสินค้าคงคลังที่เหลืออยู่ ทางฝั่งโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าเอง ผู้อำนวยการก็ได้สั่งให้พนักงานฝ่ายการเงินรวบรวมตัวเลขยอดขายทั้งหมดที่ระบายออกไปได้จนถึงปัจจุบันเช่นกัน
พนักงานฝ่ายการเงินรายงานด้วยน้ำเสียงที่เจือความตื่นเต้นระคนยินดี “ถ้ารวมยอดที่เพิ่งส่งออกไปเมื่อคืนนี้อีกหนึ่งหมื่นชุด ตอนนี้เราสามารถระบายสินค้าคงคลังออกไปได้ทั้งหมดประมาณสองหมื่นสองพันสามร้อยชุดแล้วครับท่าน”
ผู้อำนวยการขมวดคิ้วเล็กน้อย ต้องการรายละเอียดที่ชัดเจนกว่าเดิม “ยังไม่ต้องนับรวมหนึ่งหมื่นชุดล่าสุดนั่น เอาเฉพาะยอดก่อนหน้านี้ สรุปแล้วเราขายชุดฤดูร้อนไปได้เท่าไหร่ แล้วก็ชุดสำหรับฤดูใบไม้ร่วงกับฤดูหนาวไปอีกเท่าไหร่”
“ถ้าไม่นับรวมยอดล่าสุดหนึ่งหมื่นชุดนะครับ เฉพาะชุดฤดูร้อนเราขายไปได้หกพันชุด ซึ่งตอนนี้ถือว่าสินค้าคงคลังของฤดูร้อนใกล้จะหมดเกลี้ยงแล้ว เหลืออยู่แค่ประมาณหนึ่งพันชุดเท่านั้น ส่วนชุดสำหรับฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว เมื่อรวมกันแล้วจะขายไปได้ทั้งหมดหกพันสามร้อยกว่าชุดครับ”
ผู้อำนวยการคำนวณตัวเลขในใจอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความทึ่งอย่างไม่อาจปิดบัง “นั่นหมายความว่า...ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สหายเจียงเซี่ยทำเงินไปได้มากกว่าสามหมื่นเจ็ดพันหยวนอย่างนั้นหรือ”
ผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณอย่างคร่าวๆ นี้ทำให้เขาตกตะลึงจนแทบไม่เชื่อหูตัวเอง!
พนักงานฝ่ายการเงินเองก็อดรู้สึกอิจฉาไม่ได้ พลางเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความชื่นชม “ตัวเลขที่แน่ชัดคือประมาณสามหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยหยวน…”
ระยะเวลาเพียงไม่กี่วันสั้นๆ แต่กลับสามารถสร้างรายได้มหาศาลถึงสามหมื่นเจ็ดพันกว่าหยวน ชายหนุ่มพนักงานฝ่ายการเงินได้แต่ทอดถอนใจ นึกเสียดายที่ตนเองกลับคิดหาวิธีการเช่นนี้เพื่อช่วยโรงงานระบายสินค้าคงคลังออกไปไม่ได้ตั้งแต่แรก
หากนับแค่ยอดขายเจ็ดพันกว่าชุดที่ขายได้บริเวณหน้าโรงงานเพียงอย่างเดียว แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีเงินหมื่นได้แล้ว!
ผู้อำนวยการโรงงาน “…”
ณ วินาทีนี้ แม้แต่ตัวของผู้อำนวยการโรงงานเองก็เริ่มจะนั่งไม่ติดเก้าอี้แล้ว!
เขาขมวดคิ้วถามย้ำเพื่อความแน่ใจ “หมายความว่าเสื้อผ้าฤดูร้อนขายหมดแล้วเหรอ ที่เหลืออยู่ก็เป็นเสื้อผ้าสำหรับฤดูใบไม้ร่วงกับฤดูหนาวทั้งหมดเลยงั้นสิ”
พนักงานฝ่ายการเงินพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น “ใช่แล้วครับท่าน”
นั่นหมายความว่าทุกชุดของเสื้อผ้าสำหรับฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวที่ขายออกไปได้หลังจากนี้ เจียงเซี่ยจะได้รับกำไรเหนาะๆ ชุดละห้าหยวนเต็มๆ!
และหากเป็นการขายที่กรุงปักกิ่ง ราคาอาจจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ห้าหยวน แต่อาจจะขยับขึ้นไปถึงหกหยวน หรือเจ็ดหยวนก็เป็นได้
“คุณลองคำนวณให้ผมดูหน่อยสิว่า ถ้าหากสหายเจียงเซี่ยสามารถขายเสื้อผ้าทั้งหมดของโรงงานเราจนหมดคลังได้ เธอจะทำเงินไปได้ทั้งหมดเท่าไหร่”
พนักงานฝ่ายการเงินราวกับเตรียมคำตอบนี้ไว้ในใจอยู่แล้ว เขาตอบกลับอย่างฉะฉานทันที “ผมคำนวณดูคร่าวๆ แล้ว… ถ้าหากเธอสามารถระบายสินค้าคงคลังที่ค้างสต็อกทั้งหมดออกไปได้ คาดว่าเธอน่าจะทำกำไรได้ประมาณหนึ่งแสนสามหมื่นเจ็ดพันหยวนครับ”
ผู้อำนวยการโรงงาน “…”
หนึ่งแสนสามหมื่นกว่าหยวน! เขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการมานานหลายปี แต่ก็ยังไม่เคยหาเงินได้มากขนาดนี้มาก่อน!
หากไม่นับรวมมูลค่าของเสื้อผ้าที่ค้างสต็อกอยู่ โรงงานเก่าแก่ที่เปิดดำเนินการมานานกว่ายี่สิบปีแห่งนี้มีราคาประเมินในการเซ้งกิจการอยู่ที่เพียงสองแสนหยวนเท่านั้น นั่นหมายความว่าขอเพียงแค่สหายเจียงเซี่ยหาเงินมาเพิ่มอีกแค่เจ็ดหมื่นหยวน เธอก็จะสามารถครอบครองโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าแห่งนี้ได้อย่างสมบูรณ์
ผู้อำนวยการโรงงานรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเผชิญหน้าอยู่กับยอดฝีมือที่หาตัวจับได้ยาก!
เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง “หลังจากที่สหายเจียงเซี่ยเข้ามาดูแลโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าแห่งนี้แล้ว พวกคุณทุกคนก็คงไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกเลิกจ้างอีกต่อไปแล้วสินะ”
ในใจของพนักงานฝ่ายการเงินเองก็เชื่อมั่นเช่นกันว่าเจียงเซี่ยมีความสามารถมากพอที่จะพลิกฟื้นกิจการของโรงงานแห่งนี้ให้กลับมารุ่งเรืองได้อย่างแน่นอน
“ถึงแม้ว่าจะไม่ต้องกังวลเรื่องตกงานแล้ว แต่พอถึงวัยเกษียณ เราก็จะไม่มีเงินบำนาญเหมือนเดิมใช่ไหมครับ”
“นั่นเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การมีงานทำก็ย่อมดีกว่าไม่มีงานทำอยู่แล้ว”
เงินบำนาญเป็นสวัสดิการที่ทางภาครัฐเป็นผู้จัดสรรให้ จะมีใครที่ไหนที่มีทั้งความสามารถและจิตใจเมตตามากพอที่จะยังคงจ่ายเงินบำนาญให้กับพนักงานต่อไปหลังจากที่พวกเขาเกษียณอายุไปแล้วกันเล่า
“นั่นก็จริงครับ”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่นั้นเอง พนักงานรักษาความปลอดภัยก็เดินเข้ามาในห้องทำงาน พร้อมกับรายงาน “ท่านผู้อำนวยการครับ มีคนมาขอพบ บอกว่าสนใจอยากจะขอเช่าโรงงานครับ”
…
ณ กรุงปักกิ่ง
เรื่องการขายเสื้อผ้า เจียงเซี่ยได้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนอื่นจัดการไปโดยสิ้นเชิง นั่นเพราะตารางเวลาในแต่ละวันของเธอนั้นแน่นขนัดไปหมด นอกจากจะต้องเข้าเรียนตามปกติแล้ว เธอยังต้องรับหน้าที่ในการฝึกสอนเหล่านางแบบอีกด้วย
กิจกรรมการเดินแบบขนาดใหญ่ที่จะจัดขึ้นในงานมหกรรมการค้ากวางเจานั้นต้องการนางแบบเป็นจำนวนมาก ตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้ เธอจึงทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการคัดเลือกและฝึกฝนเหล่านางแบบ รวมถึงการวางแผนและจัดลำดับการเดินบนเวทีให้กับพวกเธออย่างพิถีพิถัน
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจอันแสนวุ่นวายในวันนั้น เจียงเซี่ยก็ปั่นจักรยานของเธอออกจากประตูมหาวิทยาลัย และก็ได้พบกับกู้เหิงที่มารอรับกู้เยว่พอดิบพอดี
ทั้งสองคนกำลังเดินตรงมายังประตูทางออกของมหาวิทยาลัย
กู้เหิงไม่ได้เจอหน้าเจียงเซี่ยมาหลายวันแล้ว วันนี้เขาจึงตั้งใจเลิกงานเร็วเป็นพิเศษเพื่อมารับลูกสาวคนเล็ก และถือโอกาสแวะมาเยี่ยมเยียนลูกสาวคนโต(มโน)ไปในตัว เขาได้ยินมาว่าอีกไม่นานเธอจะต้องเดินทางไปเข้าร่วมงานมหกรรมการค้ากวางเจา นาฬิกาข้อมือที่เขาอุตส่าห์ซื้อเตรียมไว้ให้เป็นของขวัญก็ยังหาจังหวะเหมาะๆ ที่จะมอบให้ไม่ได้เสียที วันนี้เขาจึงนำนาฬิกาเรือนนั้นติดตัวมาด้วย หวังว่าอาจจะมีโอกาสได้มอบมันให้กับเธอในวันนี้
ทันทีที่กู้เยว่เห็นเจียงเซี่ย เธอก็รีบส่งยิ้มหวานพร้อมกับเอ่ยทักทายขึ้น “อาจารย์เจียงคะ!”
จากนั้น สายตาของเธอก็เริ่มสำรวจการแต่งกายของเจียงเซี่ยอย่างละเอียดถี่ถ้วน ตั้งแต่นาฬิกาบนข้อมือจรดรองเท้าที่สวมใส่
วันนี้เจียงเซี่ยสวมเสื้อไหมพรมขนกระต่ายสีขาวสะอาดตาคู่กับกางเกงยีนส์ขาม้า เสื้อไหมพรมตัวสวยนี้เป็นฝีมือการถักของหลี่ชิวเฟิ่ง โดยมีเจียงเซี่ยเป็นผู้ออกแบบและกำหนดรูปแบบด้วยตนเอง
น่าแปลกที่วันนี้กู้เยว่เองก็แต่งตัวในลักษณะเดียวกัน! เพียงแต่เสื้อของเธอเป็นไหมพรมขนแกะธรรมดา ไม่ได้มีขนปุกปุยฟูฟ่องที่ดูนุ่มนวลและน่าสัมผัสเหมือนกับเสื้อของเจียงเซี่ย
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด แม้จะเป็นการจับคู่ระหว่างเสื้อไหมพรมกับกางเกงยีนส์เหมือนกัน แต่เมื่ออยู่บนเรือนร่างของเจียงเซี่ยแล้วกลับดูงดงามลงตัวเป็นพิเศษ สัดส่วนที่สมบูรณ์แบบของเธอทำให้ทุกสายตาต้องจับจ้องด้วยความประทับใจ
นาฬิกาข้อมือที่เธอสวมใส่คือยี่ห้อ Longines ซึ่งกู้เยว่เคยเห็นมาก่อน เธอสืบเสาะจนรู้มาว่าเจียงเซี่ยมีนาฬิกาข้อมืออยู่ทั้งหมดสี่เรือน หรืออย่างน้อยที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมาก็มีเพียงสี่เรือนเท่านั้น ในขณะที่คนอื่นอยากจะได้นาฬิกาสักเรือนยังไม่มีเงินซื้อ แต่เจียงเซี่ยกลับครอบครองนาฬิกาถึงสี่เรือน และแต่ละเรือนก็มีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ
กู้เยว่มีความรู้เรื่องนาฬิกาเป็นอย่างดี เพียงแค่มองดูรูปแบบ เธอก็สามารถบอกได้ทันทีว่านาฬิกาเรือนนั้นผลิตขึ้นในปีใดและมีราคาประมาณเท่าไหร่ การซื้อนาฬิกาของเจียงเซี่ยนั้นเป็นไปในลักษณะที่ว่าแต่ละเรือนที่ซื้อมาใหม่จะมีราคาแพงกว่าเรือนเก่าเสมอ!
เรือนที่แพงที่สุดคือนาฬิกาโรเล็กซ์ ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด!
เรือนต่อไป...คงจะไม่ใช่ปาเต็ก ฟิลิปป์หรอกนะ?
“อาจารย์คะ เสื้อไหมพรมตัวนี้ซื้อที่ไหนเหรอคะ สวยจังเลย”
เจียงเซี่ยไม่ได้หันไปมองกู้เหิงเลยแม้แต่น้อย “ไม่ใช่ของซื้อหรอก ถักเองน่ะ มีอะไรหรือเปล่า”
หากกู้เยว่ไม่ใช่นักเรียนที่เธอสอนอยู่ เจียงเซี่ยคงไม่อยากจะเสียเวลาเสวนาด้วยเลยแม้แต่น้อย
กู้เยว่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “ฉันได้ยินมาว่างานมหกรรมการค้ากวางเจาต้องการนางแบบ หนูอยากจะสมัครเข้าร่วมด้วย อาจารย์ว่าพอจะได้ไหมคะ”
เจียงเซี่ยส่ายหน้าปฏิเสธทันที “ไม่ได้แล้วจ้ะ ตอนนี้คนครบแล้ว”
แววตาของกู้เยว่ฉายแววผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด “อาจารย์เจียงคะ ช่วยฉันหน่อยนะคะ อาจารย์ยังเลือกเยว่ซานเพื่อนร่วมชั้นของฉันไปเลย เธอบอกว่าอาจารย์เป็นคนเข้าไปชวนเธอเองด้วยซ้ำ หนูอยากไปจริงๆ นะคะ! หนูเพิ่งจะมารู้เรื่องวันนี้เอง ไม่อย่างนั้นคงจะรีบมาสมัครไปนานแล้ว”
เจียงเซี่ยยังคงยืนกรานคำเดิมพลางส่ายหน้า “ฉันช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ จำนวนคนมันครบแล้วจริงๆ เอาไว้คราวหน้าค่อยมาสมัครใหม่แล้วกันนะ!”
พูดจบ เธอก็ถีบเท้าลงบนบันไดจักรยานแล้วปั่นออกไปทันที
กู้เยว่เบะปากด้วยความไม่พอใจ “ไม่มีน้ำใจเอาซะเลย อุตส่าห์เรียกอาจารย์ทุกครั้งที่เจอหน้า!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กู้เหิงซึ่งไม่ต้องการให้ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องต้องบาดหมางกันจึงรีบกล่าวปลอบ “ถ้าคนครบแล้วก็คงจะช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ จำนวนคนที่ต้องการไม่ใช่สิ่งที่เธอจะตัดสินใจได้เองตามใจชอบ ในฐานะที่เป็นอาจารย์ก็ย่อมมีข้อจำกัดของตัวเอง ถ้าลูกไปหาเธอตั้งแต่แรกก็คงจะช่วยลูกอย่างแน่นอน”
“แล้วตอนแรกหนูจะไปรู้ได้ยังไงล่ะคะ! ตอนแรกอาจารย์ก็ไม่เห็นจะมาชวนหนูเลย แต่กลับไปชวนเพื่อนคนอื่นแทน”
กู้เหิงเผลอพูดเข้าข้างเจียงเซี่ยออกไปโดยไม่รู้ตัว “บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าเธอยังไม่ค่อยสนิทกับลูกเท่าไหร่ เลยไม่รู้ว่าลูกเองก็สนใจอยากจะเข้าร่วมกิจกรรมนี้เหมือนกัน”
กู้เหิงยังคงหวังว่าลูกสาวทั้งสองคนจะสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกันได้ “ต่อไปนี้ลูกก็หมั่นไปทำความรู้จักกับอาจารย์ในชั้นเรียนของลูกให้มากขึ้นสิ พอมีโอกาสอะไรดีๆ เข้ามาก็จะนึกถึงลูกเป็นคนแรก ลูกบอกเองไม่ใช่เหรอว่าเจียงเซี่ยรู้จักกับท่านผู้เฒ่าเหอ ถ้าลูกหาโอกาสไปพูดคุยกับเจียงเซี่ยบ่อยๆ ไปเรียนภาษาต่างประเทศด้วย ก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ตัวเองได้เข้าไปทำงานในแผนกแปลภาษาต่างประเทศในอนาคตได้นะ”
“หนูก็พยายามตามเธอตลอดหลังเลิกเรียนทุกครั้งนะคะ แต่ดูเธอไม่ค่อยจะสนใจหนูเลย” กู้เยว่รู้สึกน้อยใจอย่างสุดซึ้ง
เธออยากจะสนิทสนมกับเจียงเซี่ยจะตายไป ทั่วทั้งมหาวิทยาลัยนี้ไม่มีใครแต่งตัวเก่งเท่าเจียงเซี่ยอีกแล้ว สมกับที่เป็นนักศึกษาในสาขาการออกแบบเสื้อผ้าจริงๆ
กู้เหิงมองตามร่างของเจียงเซี่ยที่ค่อยๆ ลับหายไปจากสายตาด้วยความอาวรณ์ “พวกหนูอายุใกล้เคียงกัน น่าจะเข้ากันได้ไม่ยากนะ”
ลูกสาวคนเล็กของเขาชอบให้ความสนใจเจียงเซี่ยเป็นพิเศษ บางทีอาจจะเป็นเพราะสายเลือดที่เข้มข้นที่ทำให้เธออยากจะใกล้ชิดกับพี่สาวคนนี้โดยไม่รู้ตัว
“ลูกลองชวนเธอไปเดินเล่นซื้อของด้วยกัน…ทานข้าวด้วยกันสิ พอถึงวันครูหรือวันสำคัญอื่นๆ ก็ลองหาของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ไปให้ ค่อยๆสร้างความสัมพันธ์กันไปเรื่อยๆ แบบนี้ เดี๋ยวก็สนิทกันเหมือนพี่น้องเองนั่นแหละ เจียงเซี่ยเป็นคนเก่งและมีความสามารถขนาดนั้น การที่ลูกได้ใช้เวลากับเธอมากๆได้เรียนรู้จากเธอเยอะๆ มันไม่มีอะไรเสียหายหรอก ถ้าไม่มีเงินซื้อของขวัญก็มาขอที่พ่อได้”
นี่เป็นเพียงวิธีเดียวที่เขาคิดออกในตอนนี้เพื่อที่จะชดเชยให้กับลูกสาวคนโต(?)ของเขาได้บ้าง
กู้เยว่นึกถึงเรื่องของหลิวเหว่ยเจินเพื่อนร่วมห้องของเธอ ที่เคยนำของฝากจากบ้านเกิดมามอบให้กับเจียงเซี่ย
ในฐานะที่เป็นอาจารย์ เจียงเซี่ยไม่สะดวกใจที่จะรับของจากนักเรียน ดังนั้นในวันรุ่งขึ้น เจียงเซี่ยจึงนำกระโปรงผ้าขนสัตว์ลายสก็อตมามอบให้เธอเป็นการตอบแทน กระโปรงตัวนั้นสวยงามมาก แค่มองดูก็รู้แล้วว่าต้องมีราคาแพงอย่างแน่นอน เป็นชุดใหม่ที่เจียงเซี่ยยังไม่เคยใส่มาก่อนเลยด้วยซ้ำ
เธอบอกว่าตอนนี้ตัวเองผอมลงแล้วใส่ไม่พอดีตัว เป็นของขวัญที่เพื่อนมอบให้ในช่วงที่เธอกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ ตอนที่ได้รับมาอากาศที่บ้านเกิดยังไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่ เลยยังไม่มีโอกาสได้ใส่ พออากาศเริ่มหนาวจนใส่ได้ ท้องก็ดันมาโตเกินไปจนใส่ไม่ได้เสียอีก ตอนนี้อากาศกำลังดีพอที่จะใส่ได้แล้ว แต่เธอกลับใส่ไม่พอดีตัวเสียแล้ว อีกทั้งการให้นมลูกก็ทำให้การใส่กระโปรงไม่ค่อยสะดวกนัก
หลิวเหว่ยเจินกับเจียงเซี่ยมีความสูงไล่เลี่ยกัน แต่เธอเป็นคนที่มีรูปร่างอ้วนง่ายกว่า เลยดูมีน้ำมีนวลกว่าเจียงเซี่ยเล็กน้อย ทำให้กระโปรงตัวนั้นพอดีกับตัวเธออย่างน่าอัศจรรย์
เจียงเซี่ยช่างเป็นคนใจกว้างอะไรเช่นนี้ แม้แต่เสื้อผ้าดีๆ แบบนั้นก็ยังยอมมอบให้คนอื่นได้อย่างง่ายดาย
ถ้าเธอให้ของขวัญเจียงเซี่ยบ้าง ของที่เจียงเซี่ยจะให้ตอบแทนกลับมาก็คงไม่ธรรมดาเหมือนกันใช่ไหม?
เธออยากให้เจียงเซี่ยให้ของขวัญเธอเป็นนาฬิกาสักเรือน!
“พ่อคะ พ่อพูดถูกค่ะ! แล้วพ่อว่าหนูควรจะซื้ออะไรให้เธอดีคะ เจียงเซี่ยชอบนาฬิกาข้อมือ หนูอยากจะซื้อนาฬิกาข้อมือสักเรือนให้ พ่อให้เงินหนูหน่อยสิคะหนูจะไปซื้อนาฬิกาให้เธอ”
ช่างเป็นพ่อลูกที่ใจตรงกันเสียจริง!
แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถนำนาฬิกาออกมาได้ กู้เหิงจึงยังไม่ตอบตกลงในทันที “เอาไว้พ่อจะให้เงินทีหลังแล้วกัน”
(จบบท)
ผู้แปล J
เพจ: Jnovelread