บทที่ 635: ของกำนัลที่ไม่ปรารถนา
เจียงเซี่ยได้รับนาฬิกาข้อมือที่กู้เยว่ตั้งใจนำมามอบให้ในวันที่สามถัดมา หลังจากสิ้นสุดคาบเรียนวิชาภาษาต่างประเทศ เธอจัดการเก็บรวบรวมเอกสารประกอบการสอนของตัวเองอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะก้าวออกจากห้องเรียน นี่เป็นคาบสุดท้ายของเธอแล้ว เพราะในวันรุ่งขึ้น เธอมีกำหนดการต้องเดินทางโดยเครื่องบินไปยังกวางโจว
ทันทีที่เจียงเซี่ยก้าวพ้นธรณีประตูห้องเรียน เสียงฝีเท้าที่รีบร้อนก็ดังตามหลังมาอย่างกระชั้นชิด กู้เยว่ในชุดนักเรียนวิ่งตามมาจนทัน พร้อมกับยื่นกล่องนาฬิกาในมือส่งให้พลางฉีกยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตร
“อาจารย์เจียงคะ คือว่าคุณพ่อกับคุณแม่ของฉันท่านคงจะไม่ได้นัดแนะกันน่ะค่ะ ท่านเลยซื้อนาฬิกามาให้ฉันเป็นของขวัญทั้งคู่เลย ฉันเองก็มีข้อมือเดียว จะให้ใส่สองเรือนพร้อมกันก็คงจะแปลกพิลึก พอดีฉันเห็นว่าอาจารย์มักจะใส่นาฬิกาเข้ากับชุดสวยๆ อยู่เสมอ ฉันก็เลยอยากจะมอบเรือนนี้ให้อาจารย์ค่ะ”
เจียงเซี่ยเหลือบสายตามองนาฬิกาเรือนงามในกล่องเพียงครู่เดียว ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธออกไปอย่างนุ่มนวล “ขอบคุณสำหรับน้ำใจนะ แต่ของมันมีราคาแพงเกินไปจริงๆ เธอเก็บไว้ใช้เองเถอะ”
กล่าวจบ เธอก็เบี่ยงตัวเดินผ่านกู้เยว่ไปทันที ทิ้งให้เด็กสาวยืนนิ่งอยู่กับที่ แต่เพียงชั่วอึดใจ กู้เยว่ก็รีบวิ่งตามไปดักหน้าอีกครั้ง
“ฉันมีแบบเดียวกันเป๊ะๆ อยู่อีกเรือนแล้วค่ะ เรือนนี้มันซ้ำกัน เก็บไว้ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร อาจารย์รับไว้เถอะนะคะ”
ความจริงแล้ว เรื่องราวไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสียทีเดียว นาฬิกาเรือนที่กู้เยว่นำมาให้นี้ คือเรือนที่เธอเคยสวมใส่มาก่อน แต่หลังจากที่พ่อของเธอซื้อนาฬิกาเรือนใหม่ให้เจียงเซี่ย ซึ่งในสายตาของกู้เยว่แล้วมันดูสวยงามกว่าเรือนเดิมของเธอ เธอจึงตัดสินใจนำนาฬิกาเรือนเก่าของตัวเองมาทำความสะอาดอย่างดี แล้วนำมามอบให้กับเจียงเซี่ยแทน
กู้เยว่ไม่แน่ใจว่าเจียงเซี่ยจะเคยสังเกตเห็นนาฬิกาที่ข้อมือของเธอหรือไม่ จึงได้แต่งเรื่องขึ้นมาเช่นนี้ และหากในอนาคตเจียงเซี่ยเอ่ยถามว่าทำไมเธอถึงไม่ใส่นาฬิกาเรือนเดิมแล้ว เธอก็เตรียมคำตอบไว้แล้วว่าจะบอกว่าได้ให้คุณแม่ไป
เมื่อเห็นว่ากู้เยว่ยังคงพยายามคะยั้นคะยอไม่เลิกรา เจียงเซี่ยจึงตัดสินใจพูดออกไปตรงๆ อย่างชัดเจน “ฉันมีนาฬิกาเยอะเกินความจำเป็นแล้วล่ะ เธอเอาไปให้คนอื่นเถอะนะ อีกอย่าง…ฉันไม่นิยมใช้ของมือสอง”
กู้เยว่ “…”
คำพูดประโยคสุดท้ายของเจียงเซี่ยราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจของกู้เยว่ เด็กสาวเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เธอรู้ได้อย่างไรว่าเป็นของมือสอง ในเมื่อเธออุตส่าห์ขัดเช็ดมันจนดูแวววาวราวกับของใหม่แกะกล่อง แถมยังใส่ไปได้ไม่นานเท่าไหร่ด้วยซ้ำ
กู้เยว่ก้มลงมองนาฬิกาในมือของตนเองอย่างละเอียด พลิกดูซ้ำไปซ้ำมา แต่ก็ไม่พบร่องรอยใดๆ ที่บ่งบอกว่าเคยผ่านการใช้งานมาก่อน
ช่างเถอะ ในเมื่อเจียงเซี่ยไม่ต้องการ เธอก็จะได้มีนาฬิกาสองเรือนไว้สลับสับเปลี่ยนกันใส่! ไว้ค่อยกลับไปออดอ้อนขอเงินคุณพ่อเพิ่มเพื่อไปซื้อของขวัญอย่างอื่นให้แทนแล้วกัน
เมื่อกู้เยว่กลับถึงบ้าน เธอก็เล่าให้กู้เหิงผู้เป็นบิดาฟังว่าเจียงเซี่ยปฏิเสธที่จะรับนาฬิกาเรือนนั้น
“นาฬิกาอะไรกัน?” เสียงของต่งเยี่ยนดังแทรกขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
กู้เหิง “…”
เขาไม่คาดคิดเลยว่าภรรยาของตนจะบังเอิญมาได้ยินบทสนทนาเข้าพอดี
“ก็คุณพ่อบอกให้หนูลองเอานาฬิกาไปให้เจียงเซี่ยดูค่ะ เผื่อว่าจะได้สร้างสัมพันธ์อันดีเอาไว้ จะได้มีโอกาสดีๆ เข้ามาในอนาคต” กู้เยว่ตอบไปตามความจริง
ต่งเยี่ยนถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโมโห
นาฬิการาคาตั้งร้อยกว่าหยวน นึกอยากจะให้ใครก็ให้กันง่ายๆแบบนี้เลยหรือ กว่ากู้เยว่จะได้นาฬิกาสักเรือน เธอต้องร้องขอออดอ้อนอยู่ตั้งนานสองนานกว่าเขาจะใจอ่อนยอมควักเงินซื้อให้
ลำเอียงกันเห็นๆ ขนาดนี้ ต่อไปในภายภาคหน้า บ้านหลังนี้ก็คงจะถูกยกให้กับลูกนอกคอกคนนั้นไปด้วยเลยสินะ
ต่งเยี่ยนหันไปจ้องหน้าสามีของตนเขม็ง
กู้เหิงทำทีเป็นไม่รู้ไม่ชี้ จัดการชุดถ้วยชาบนโต๊ะกาแฟอย่างใจเย็น “เจียงเซี่ยเป็นครูของเสี่ยวเยว่ แล้วก็ยังรู้จักกับท่านผู้เฒ่าเหอด้วย”
ต่งเยี่ยนแค่นเสียงในลำคอ “เหอะ!”
คุณปู่ของเธอก็รู้จักกับท่านผู้เฒ่าเหอเหมือนกันนั่นแหละ!
เช้าวันที่สิบสาม เวลาเก้านาฬิกาตรง เจียงเซี่ยและโจวเฉิงเหล่ยพร้อมด้วยลูกแฝดสามของพวกเขา ได้ขึ้นเครื่องบินมุ่งหน้าสู่เมืองกวางโจว โดยมีคุณตาคุณยายร่วมเดินทางไปด้วย ส่วนจางฟู่เหยียนและเจียงตงนั้นได้ออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อนแล้วสองวัน โดยเจียงตงได้แวะกลับบ้านเกิดก่อนหนึ่งครั้ง จากนั้นจึงขับรถยนต์มุ่งหน้าสู่กวางโจว
หลังจากใช้เวลาเดินทางอยู่บนฟากฟ้าเป็นเวลาหลายชั่วโมง ในที่สุดเครื่องบินก็ร่อนลงจอดที่สนามบินกวางโจวอย่างนุ่มนวลในเวลาบ่ายโมงกว่า เจียงตงที่มารอรับอยู่ก่อนแล้วได้ขับรถพาพวกเขาทั้งหมดไปยังที่พักซึ่งท่านผู้เฒ่าเหอได้จัดเตรียมไว้ให้ เมื่อเดินทางไปถึงก็เป็นเวลาใกล้บ่ายสามโมงแล้ว
การพักอาศัยในโรงแรมอาจไม่สะดวกนักสำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็กถึงสามคน โดยเฉพาะเรื่องการซักและตากผ้าอ้อมจำนวนมหาศาล ท่านผู้เฒ่าเหอจึงได้จัดเตรียมห้องชุดไว้ให้พวกเขาอย่างพร้อมสรรพ ห้องชุดแห่งนี้ประกอบไปด้วยห้องนอนสามห้อง ห้องครัวหนึ่งห้อง ห้องน้ำหนึ่งห้อง และระเบียงถึงสองแห่ง ที่สำคัญคือมีคนมาทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว เรียกได้ว่าสามารถหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลยทันที
เจียงเซี่ยอุ้มลูกสาวคนเล็กไว้ในอ้อมแขนพลางเดินสำรวจไปรอบๆ ห้องด้วยความพึงพอใจ ที่นี่มีเฟอร์นิเจอร์ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็นหรือพัดลมก็มีเตรียมไว้ให้พร้อม
ป้าสะใภ้รองซึ่งเดินทางมาถึงก่อนหน้าแล้วเห็นว่าเด็กๆ เริ่มหลับใหลจึงเอ่ยขึ้น “เตียงเด็กก็ติดตั้งไว้ให้เรียบร้อยแล้วนะจ้ะ พวกเธอเอาเด็กๆ ไปนอนบนเตียงได้เลย”
เจียงเซี่ย โจวเฉิงเหล่ย และเจียงตงจึงช่วยกันอุ้มเจ้าตัวน้อยทั้งสามเข้าไปในห้องนอน แล้วค่อยๆ วางพวกเขาลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา
ก่อนที่เจียงตงจะออกไปรับเจียงเซี่ยและครอบครัวที่สนามบิน เขาได้แวะไปรับป้าสะใภ้รองที่สถานีรถไฟมาก่อนแล้วตั้งแต่ช่วงเช้า ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่เขาขับรถมายังกวางโจว เขายังได้นำข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับเด็กๆ ทั้งหมดติดรถมาด้วย ซึ่งของเหล่านี้โจวเฉิงเหล่ยได้เตรียมและแพ็คเอาไว้เรียบร้อยตั้งแต่ช่วงวันหยุดวันชาติ โดยฝากให้เจียงตงเป็นธุระนำมาให้ที่กวางโจว
เมื่อวานนี้ เจียงตงได้ขนของลงจากรถมาเป็นจำนวนมาก จากนั้นเขากับจางฟู่เหยียนก็ได้ช่วยกันทำความสะอาดห้องพักและติดตั้งเตียงเด็กอีกครั้ง และในเช้าวันนี้ ป้าสะใภ้รองก็ลงมือทำความสะอาดซ้ำอีกรอบหนึ่ง จัดเตรียมข้าวของเครื่องใช้ของเด็กๆ ออกมาวางให้พร้อมใช้งาน ทั้งยังออกไปสำรวจตลาดสดในบริเวณใกล้เคียงเพื่อจับจ่ายซื้อวัตถุดิบกลับมาทำอาหาร เธอกลัวว่าทุกคนจะรับประทานอาหารบนเครื่องบินได้ไม่เต็มที่ จึงได้เตรียมขนมและโจ๊กร้อนๆ เอาไว้ให้รองท้องก่อน ส่วนมื้อเย็นค่อยจัดหนักจัดเต็มอีกที
หลังจากจัดแจงให้ลูกๆ เข้านอนเรียบร้อยแล้ว เจียงเซี่ยก็ออกมาเดินสำรวจห้องพักอีกครั้งอย่างละเอียด “บ้านหลังนี้ดีมากเลยนะคะ แสงสว่างส่องถึง อากาศก็ถ่ายเทสะดวก แถมยังมีระเบียงตั้งสองแห่ง ใหญ่พอที่จะตากผ้าอ้อมได้สบายๆโดยไม่ต้องกังวล”
นอกจากระเบียงในห้องนั่งเล่นแล้ว ห้องนอนใหญ่ยังมีระเบียงส่วนตัวอีกด้วย ซึ่งนับว่าเป็นการออกแบบที่ใส่ใจในรายละเอียดอย่างยิ่ง
ป้าสะใภ้รองพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ ดีมากจริงๆ พอป้าก้าวเข้ามาครั้งแรกก็รู้สึกชอบบ้านหลังนี้เลย”
เจียงตงอธิบายเสริม “ท่านผู้เฒ่าเหอถามผมว่าพวกพี่จะพักโรงแรมหรือจะพักที่นี่ ผมเห็นว่าบ้านหลังนี้ดีมาก ก็เลยเลือกที่นี่ให้”
เจียงเซี่ยเอ่ยด้วยความซาบซึ้งใจ “อยู่ที่นี่สะดวกกว่าเยอะ”
ถึงแม้จะเป็นการพักอาศัยเพียงแค่ยี่สิบวันโดยประมาณ แต่การที่ท่านผู้เฒ่าเหอลงทุนลงแรงจัดหาสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายให้ถึงขนาดนี้ก็นับเป็นความกรุณาอย่างสูงแล้ว
ในช่วงพลบค่ำ ท่านผู้เฒ่าเหอยังอุตส่าห์แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนด้วยตนเอง เพื่อไต่ถามว่าพวกเขาต้องการสิ่งใดเพิ่มเติมหรือไม่
ป้าสะใภ้รองได้แสดงฝีมือทำอาหารพื้นบ้านรสเลิศเต็มโต๊ะ เจียงเซี่ยจึงถือโอกาสนี้เชิญท่านผู้เฒ่าเหอร่วมรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน และจะได้ปรึกษาหารือเกี่ยวกับเรื่องงานมหกรรมการค้ากวางเจาไปในตัว
ป้าสะใภ้รองให้การต้อนรับอย่างกระตือรือร้นและอบอุ่นยิ่ง “ท่านผู้เฒ่าคะ ไก่ตัวนี้เป็นไก่บ้านที่พวกเราเลี้ยงเองนะคะ เนื้อแน่น หวานอร่อย ท่านลองชิมดูสิคะว่ารสชาติแตกต่างจากไก่ที่ปักกิ่งหรือเปล่า”
ท่านผู้เฒ่าเหอหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ได้เลยๆ”
ป้าสะใภ้รองได้นำของดีของเด็ดจากบ้านเกิดมาด้วยเป็นจำนวนมาก เธอหาบสัมภาระมาถึงสองคาน อัดแน่นไปด้วยผักแห้งสารพัดชนิด ของดองต่างๆ นานา ซอสพริก เต้าเจี้ยว ผลไม้แห้งนานาพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นมะเฟืองแห้ง ลำไยแห้ง ลิ้นจี่แห้ง ขนุนแห้ง และอื่นๆ อีกมากมาย ยังไม่นับรวมไก่และห่านเป็นๆ ที่จับมาอย่างละสองตัว สัมภาระทั้งหมดที่หาบมานั้นหนักร่วมร้อยกว่าจิน
หากไม่ใช่เพราะกลัวว่าไข่ไก่ ไข่ห่าน และไข่เป็ดจะแตกเสียหายระหว่างการเดินทาง เธอก็คงอยากจะขนมาด้วยอีกเช่นกัน
เจียงเซี่ยเห็นแล้วถึงกับพูดไม่ออกด้วยความทึ่งในความสามารถของป้าสะใภ้รอง
เธอกะประมาณด้วยสายตาแล้วว่าของทั้งหมดนี้คงจะกินกันไม่หมดภายในยี่สิบวันนี้เป็นแน่ ป้าสะใภ้รองยังบอกอีกว่าก่อนที่พวกเธอจะเดินทางกลับปักกิ่ง ลุงรองของเธอก็จะส่งของมาเพิ่มอีกรอบหนึ่ง เพื่อให้พวกเธอนำกลับไปกินที่ปักกิ่งได้ จะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้อทุกอย่าง
ตอนนี้ลูกพี่ลูกน้องของเธอต่างก็แต่งงานและแยกบ้านกันไปหมดแล้ว เหลือเพียง ลุงรองที่ทำไร่ทำนาอยู่ที่บ้านคนเดียว ผลผลิตที่ปลูกได้ก็มีมากมายจนกินไม่ทัน อีกทั้งลูกพี่ลูกน้องของสามีเองก็ปลูกพืชผักไว้เป็นจำนวนมากเช่นกัน เมื่อ ลุงรองได้ยินว่าข้าวของในปักกิ่งมีราคาแพง เขาจึงเก็บผลผลิตทั้งหมดไว้โดยไม่นำไปขาย เพื่อรอให้ป้าสะใภ้รองนำกลับไปยังปักกิ่ง
เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงเซี่ยและโจวเฉิงเหล่ยก็เตรียมตัวเดินทางไปยังศูนย์จัดแสดงสินค้าเพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมงาน ทั้งสองตัดสินใจพาลูกๆ ไปด้วย
คุณตา คุณยาย และป้าสะใภ้รองต่างก็ช่วยกันเข็นรถเข็นเด็กตามไปด้วย เพื่อจะได้ถือโอกาสสำรวจเส้นทางไปในตัว ที่พักของพวกเขาอยู่ไม่ไกลจากศูนย์จัดแสดงงานเพียงไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น
เจียงเซี่ยอุ้มเสี่ยวเป่าไว้ในอ้อมอก โจวเฉิงเหล่ยอุ้มต้าเป่า ส่วนป้าสะใภ้รองรับหน้าที่อุ้มเอ้อร์เป่า
เจ้าแฝดสามตัวน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนของผู้ใหญ่ต่างก็หันมองซ้ายทีขวาทีด้วยความอยากรู้อยากเห็น พวกเขาที่คุ้นเคยกับการออกไปเดินเล่นทุกวัน คงกำลังนึกสงสัยอยู่ในใจเป็นแน่ว่าเหตุใดทิวทัศน์รอบตัวในวันนี้ถึงได้ดูแปลกตาไปจากเดิม
ครอบครัวใหญ่ที่เดินอยู่บนท้องถนนกลายเป็นจุดสนใจของผู้คนที่สัญจรไปมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เสียงซุบซิบพูดคุยดังขึ้นเป็นระยะ
“แฝดสามเหรอเนี่ย?”
“ใช่จริงๆ ด้วย! เกิดมาเพิ่งเคยเห็นตัวเป็นๆ ก็วันนี้แหละ”
“ฉันก็เพิ่งเคยเห็นเหมือนกัน เลี้ยงดูกันดีจริงๆ เลยนะ ดูสิ จ้ำม่ำน่าฟัดกันทุกคน! น่ารักน่าชังจริงๆ!”
“น่ารักอะไรอย่างนี้! ผิวของเด็กๆ ขาวจั๊วะเลย!”
“คงจะเหมือนคุณแม่เขาล่ะมั้ง ดูสิ คุณแม่เขาก็ผิวขาว.. แถมยังสวยอีกด้วย”
“เป็นผู้หญิงทั้งสามคนเลยหรือเปล่า?”
…
ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างก็เอ่ยชมด้วยภาษาถิ่นของกวางโจว
ทุกคนในครอบครัวต่างคุ้นเคยกับสถานการณ์เช่นนี้เป็นอย่างดี เมื่อต้องเผชิญกับคำถามที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจจากผู้คน คุณยายของเด็กๆ ก็จะตอบคำถามเหล่านั้นด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุข
เมื่อทุกคนได้ยินว่าเป็นเด็กชายสองคนและเด็กหญิงหนึ่งคน ก็ยิ่งแสดงความรู้สึกอิจฉาออกมาอย่างไม่ปิดบัง
ในยุคสมัยที่รัฐบาลส่งเสริมนโยบายลูกคนเดียวอย่างจริงจัง การมีลูกได้ถึงสามคน แถมยังมีทั้งลูกชายและลูกสาวครบถ้วนเช่นนี้ ไม่ว่าใครได้ยินก็ต้องพากันอิจฉาตาร้อนเป็นธรรมดา ความคิดความเชื่อของผู้คนในยุคนี้แตกต่างจากคนในยุคสมัยใหม่อย่างสิ้นเชิง ผู้คนในยุคนี้นิยมมีลูกหลายคน เพราะเชื่อว่าจะนำมาซึ่งความสุขและความเจริญรุ่งเรือง
ในไม่ช้า ขบวนของพวกเขาก็มาถึงอาคารจัดแสดงงาน และทันทีที่เจียงเซี่ยก้าวเท้าเข้าไปในบริเวณทางเข้า เธอก็ถูกเสียงเรียกที่คุ้นเคยรั้งไว้
(จบบท)
ผู้แปล J
เพจ: Jnovelread