บทที่ 640: ปลงตก
เจียงเซี่ยนำพากลุ่มนักธุรกิจชาวต่างชาติเดินเยี่ยมชมไปทีละบูธอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่ว่าจะเป็นบูธที่เธอทำงานพาร์ทไทม์ให้หรือไม่ เธอก็ยังคงทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยโปรโมตสินค้าใหม่ๆ ของทุกเจ้าอย่างเต็มความสามารถ
สินค้าเก่าๆ ที่วางโชว์อยู่นั้น นักธุรกิจต่างชาติส่วนใหญ่ล้วนคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลาอธิบายอะไรเพิ่มเติม อีกทั้งสินค้าส่งออกของจีนยังมีจุดเด่นอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ในประเภทเดียวกันที่มีให้เลือกสรรอย่างละลานตา
เจียงเซี่ยเลือกที่จะพุ่งเป้าไปที่สินค้าใหม่ๆ ของโรงงานต่างๆ ให้นักธุรกิจได้ลองชิม แล้วจึงค่อยช่วยโปรโมต "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับสปาเก็ตตี้พวกนี้เป็นสินค้าใหม่ของพวกคุณเหรอคะ"
พนักงานรีบตอบกลับอย่างกระตือรือร้น "ใช่ครับ นี่เป็นสายการผลิตใหม่ที่เราเพิ่งนำเข้ามาเมื่อเดือนมิถุนายนปีนี้เอง บะหมี่ที่ผลิตออกมาเหนียวนุ่มมากเลยนะครับ ตรงนี้มีที่ลวกไว้แล้ว เชิญชิมได้เลยครับ"
เจียงเซี่ยหยิบตะเกียบไม้ไผ่ใช้แล้วทิ้งและถ้วยกระดาษพับขึ้นมาคีบเส้นสปาเก็ตตี้เข้าปาก รสชาติที่ได้ลิ้มลองนั้นยอดเยี่ยมไม่เบา จากนั้นเธอก็หันไปลองชิมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซึ่งก็อร่อยไม่แพ้กัน ทั้งเหนียวนุ่มและรสชาติกลมกล่อม
"บะหมี่นี่ทานแบบดิบๆ ได้เลยไหมคะ" เธอเอ่ยถาม
"ได้เลยครับ! แบบนี้ทานดิบๆ ได้เลย ลองชิมดูสิครับ" พนักงานยื่นบะหมี่ซองหนึ่งให้เจียงเซี่ย
เธอรับมา ฉีกซอง เทผงปรุงรสลงไปเล็กน้อย แล้วก็ลองชิมแบบแห้งๆ ทันที
หลังจากได้ลิ้มรสทั้งสองรูปแบบ เจียงเซี่ยก็กวักมือเรียกนักธุรกิจชาวเวียดนามคนหนึ่งที่เคยสั่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปเป็นจำนวนมากเมื่อคราวก่อน ให้เขามาลองชิมบะหมี่ของโรงงานนี้ดูบ้าง
นักธุรกิจชาวเวียดนามผู้นี้เคยทำยอดขายถล่มทลายจากการนำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปจับคู่กับซอสปรุงรสสูตรพิเศษของเจียงเซี่ย สินค้าขายดีจนขาดตลาด และต้องเพิ่มยอดสั่งซื้อทุกเดือน
สินค้าที่เจียงเซี่ยแนะนำนั้นเกือบทั้งหมดมักจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจจะขายได้ไม่ดีเท่าเมื่อเทียบกับสินค้าตัวอื่น ดังนั้นเขาจึงเชื่อมั่นในตัวเธออย่างเต็มเปี่ยม เมื่อเจียงเซี่ยเรียกให้ลองชิม เขาก็รีบเข้าไปชิมทันที พอได้ลิ้มรสก็ยกนิ้วโป้งให้พร้อมกับเอ่ยชม "อร่อยมาก!"
เจียงเซี่ยยิ้มกว้าง "ถ้าเอาบะหมี่นี่ไปทานคู่กับน้ำปลาและซอสพริกของโรงงานซีอิ๊ว หรือจะทานกับซอสที่เขาให้มาในซองก็ได้ รับรองว่าจะต้องติดใจจนวางไม่ลงเลยล่ะค่ะ ลองดูก่อนก็ได้นะคะ แล้วค่อยตัดสินใจสั่งซื้อ"
นักธุรกิจชาวเวียดนามโบกมือปฏิเสธ "ไม่ต้องลองแล้ว ผมเชื่อคุณ บะหมี่นี่ผมสั่งสามแสนห่อเลย!"
ลูกค้าเก่าเจ้าประจำของเจียงเซี่ยอีกสองสามรายก็ไม่รอช้า รีบสั่งจองตามกันไปติดๆ ทั้งหนึ่งแสนห่อ ห้าหมื่นห่อ
นักธุรกิจจากชาติอื่นๆ ที่ชื่นชอบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเช่นกัน เมื่อเห็นพวกเขาตัดสินใจสั่งซื้อกันอย่างรวดเร็วและเป็นจำนวนมากขนาดนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้น "พวกคุณไม่ไปลองชิมบะหมี่เจ้าอื่นดูก่อนแล้วค่อยสั่งเหรอ"
นักธุรกิจชาวเวียดนามตอบกลับด้วยความมั่นใจ "ไม่จำเป็นหรอก ผมเชื่อมั่นในสินค้าที่เจียงเซี่ยแนะนำ ในงานมหกรรมการค้ากวางเจาปีก่อนๆ สินค้าทุกตัวที่เธอแนะนำให้ผมขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลย "
อีกเดี๋ยวเขาก็จะกลับไปสั่งซื้อสินค้าจากปีที่แล้วเพิ่มอีก แถมยังจะสั่งในปริมาณที่มากกว่าเดิมด้วย ธุรกิจอาหารของเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่สินค้าตัวใดตัวหนึ่ง แต่เป็นการนำเข้าอาหารจากทั่วทุกมุมโลก ขอเพียงเป็นสินค้าที่ทำกำไรได้ เขาก็พร้อมจะสั่งซื้อกลับไปทั้งหมด แม้แต่สินค้าที่ไม่ทำกำไรเขาก็ยังจะสั่งซื้อติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง เพราะยิ่งมีสินค้าหลากหลายมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการแสดงถึงศักยภาพของเขา และดึงดูดให้ผู้จัดจำหน่ายรายย่อยเข้ามาติดต่อซื้อสินค้ามากขึ้นเท่านั้น
เขาไม่เคยกลัวที่จะสั่งซื้อสินค้าใหม่ๆ เพิ่ม แต่กลับกลัวว่าจะไม่มีสินค้าใหม่ๆ ที่ดีพอให้สั่งซื้อต่างหาก เพราะการมีสินค้าใหม่เพิ่มขึ้นหนึ่งอย่าง ก็เท่ากับมีช่องทางทำเงินเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งทาง
เจียงเซี่ยจึงหันไปบอกพนักงาน "ลูกค้าท่านนี้ต้องการสั่งซื้อบะหมี่สามแสนห่อ ช่วยลงบันทึกให้ด้วยค่ะ"
ผู้อำนวยการโรงงานที่ยืนอยู่ใกล้ๆ รีบสั่งลูกน้องทันที "พวกเธอรีบไปออกใบสั่งซื้อให้คุณผู้ชายท่านนี้ด้วย"
นี่มันเป็นการเปิดฤกษ์ที่ดีจริงๆ! งานแสดงสินค้าเพิ่งจะเริ่มต้นไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็สามารถปิดยอดสั่งซื้อล็อตใหญ่ได้แล้ว
พนักงานรีบดำเนินการออกใบสั่งซื้ออย่างรวดเร็ว
เจียงเซี่ยจึงเอ่ยปากขอแบ่งบะหมี่สักสองซองจากท่านผู้อำนวยการ เพื่อที่ว่าเมื่อไปถึงบูธของโรงงานซอส เธอจะได้ลงมือปรุงรสชาติพิเศษให้ทุกคนได้ลองชิมด้วยตัวเอง
ผู้อำนวยการโรงงานไม่เพียงแต่ให้ตามที่ขอ แต่ยังสั่งให้พนักงานคนหนึ่งยกบะหมี่ทั้งลังเดินตามเจียงเซี่ยไปอีกด้วย
เจียงเซี่ยเห็นดังนั้นก็ไม่ได้กล่าวอะไรมาก "ขอบคุณสำหรับความลำบากนะคะ" จากนั้นก็พากลุ่มนักธุรกิจเดินต่อไปยังบูธถัดไป
ด้วยความที่เป็นคนความจำดี เจียงเซี่ยจึงจดจำลูกค้าที่เคยผ่านมือเธอได้ทุกคน ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังจำได้แม่นยำว่าใครซื้ออะไรไปบ้าง ก่อนจะมาเข้าร่วมงานมหกรรมการค้ากวางเจาในครั้งนี้ เธอยังได้ไปสืบเสาะข้อมูลมาอีกว่า สินค้าที่ลูกค้าแต่ละรายซื้อไปนั้นขายดีหรือไม่ ตัวไหนขายดี ตัวไหนขายได้เรื่อยๆ
เมื่อเจอสินค้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าที่เคยขายดี เธอก็จะกวักมือเรียกให้พวกเขาเข้ามาลองชิม
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เธอใช้วิธีนี้ช่วยให้โรงงานหลายแห่งคว้าออเดอร์เปิดฤกษ์งามยามดีไปได้แล้วหลายราย แต่แน่นอนว่ายอดสั่งซื้อของนักธุรกิจชาวเวียดนามนั้นถือเป็นล็อตที่ใหญ่ที่สุด
ระหว่างที่เจียงเซี่ยช่วยโปรโมตสินค้าให้โรงงานอาหารอื่นๆ เธอก็ยังไม่ลืมที่จะสอดแทรกแนะนำผลิตภัณฑ์จากโรงงานไม่กี่แห่งที่เธอทำงานพาร์ทไทม์ให้อยู่เสมอ เมื่อถึงเวลาที่ต้องไปเยือนบูธของโรงงานเหล่านั้นจริงๆ ก็คงจะได้เวลาของการระเบิดยอดขายครั้งใหญ่เสียที
ในขณะที่เจียงเซี่ยกำลังวุ่นวายอยู่กับงานในโซนจัดแสดงอาหาร ทางฝั่งของเวินหว่านที่พานักธุรกิจต่างชาติสองสามคนไปยังโซนเสื้อผ้า กลับได้แต่เพียงยืนมองพวกเขาเดินชมเสื้อผ้าที่จัดแสดงอยู่ครู่หนึ่ง สอบถามราคา แล้วก็เดินจากไปยังบูธถัดไป
เช้าตรู่เช่นนี้ยังไม่ค่อยมีผู้คนมากนัก เวินหว่านและเพื่อนๆ จึงทำได้เพียงกลับไปรอที่ทางเข้าอีกครั้ง
ทันทีที่ทุกคนเดินลงมาชั้นล่าง ก็บังเอิญได้ยินข่าวเรื่องที่เจียงเซี่ยเพิ่งจะปิดยอดขายล็อตใหญ่ไปหมาดๆ
เพื่อนนักศึกษาหญิงคนหนึ่งนึกถึงคำพูดของเวินหว่านก่อนหน้านี้ที่ว่าเจียงเซี่ยทำงานโดยได้รับค่าคอมมิชชั่น เธอจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าจากยอดสั่งซื้อที่มหาศาลขนาดนั้น เจียงเซี่ยจะได้ส่วนแบ่งเท่าไหร่กันแน่ "เสี่ยวหว่าน เมื่อกี้เธอบอกว่าผู้หญิงคนนั้นได้ค่าคอมมิชชั่น แล้วก็บอกว่าพ่อของเธอเก่งมาก มันหมายความว่ายังไงเหรอ พ่อของเธอทำอะไร"
"ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่จะบอกว่าเธอเก่งมากน่ะ ตอนงานมหกรรมการค้ากวางเจาฤดูใบไม้ร่วงปีก่อนๆ เธอรับงานแปลพาร์ทไทม์ให้โรงงานตั้งหลายแห่ง แค่ค่าคอมมิชชั่นอย่างเดียวก็น่าจะทำเงินไปได้เป็นแสนเหรียญสหรัฐแล้ว ดูสิตอนนี้เธอก็เพิ่งจะได้ออเดอร์ใหญ่ไปอีก " เวินหว่านเองก็ไม่รู้ตัวเลขที่แน่ชัดว่าเจียงเซี่ยทำเงินไปได้เท่าไหร่ แต่ก็คาดว่าน่าจะประมาณนั้น
"เป็นแสนเหรียญสหรัฐเลยเหรอ"
ทุกคนต่างพากันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ด้วยความตกตะลึง
แค่ทำงานแปลพาร์ทไทม์กลับทำเงินได้เป็นแสนเหรียญสหรัฐเชียวหรือ นั่นมันเป็นเงินจำนวนมหาศาลเทียบเท่ากับเงินหยวนหลายแสนหยวนเลยทีเดียว!
ในขณะที่พวกเขาเป็นล่ามเหมือนกัน กลับได้ค่าจ้างเพียงแค่วันละสิบหยวน ความแตกต่างนี้มันช่างมหาศาลเกินไปแล้ว
เวินหว่านเหลือบมองสีหน้าตกตะลึงของทุกคนสลับกับเจี่ยงเชียนที่กำลังยืนครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง เธอจึงจำต้องอธิบายอย่างเป็นกลางออกไปสองสามประโยค "จริงๆ แล้วมันก็ไม่น่าแปลกใจหรอกนะ พวกเธอลองไปฟังภาษาต่างประเทศที่เธอพูดดูก็ได้ มันยอดเยี่ยมมากจริงๆ เพราะภาษาของเธอดีพวกนักธุรกิจต่างชาติเลยชอบฟังเธอแนะนำสินค้า ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปฟังดูสิ เทคนิคการขายกับการออกเสียงของเธอเป็นสิ่งที่พวกเราควรจะเรียนรู้ไว้จริงๆ ถ้าวันหนึ่งพวกเราเก่งได้เหมือนเธอ อนาคตเราอาจจะได้มาเป็นล่ามในงานนี้แล้วทำเงินเป็นแสนเป็นหมื่นก็ได้"
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เวินหว่านเองก็เริ่มจะเชื่อแล้วว่าเจียงเซี่ยในชาตินี้ไม่ใช่ยัยสมองกลวงที่ถูกตามใจจนเสียคนเหมือนชาติที่แล้ว แต่เป็นคนที่มีความสามารถอยู่กับตัวจริงๆ
แน่นอนว่าส่วนใหญ่แล้วความสำเร็จของเจียงเซี่ยก็ยังคงมาจากการสนับสนุนของครอบครัว ฐานะทางบ้านที่มั่นคงได้ผลักดันให้เธอกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มคนแรกๆ ที่ร่ำรวยขึ้นมาหลังจากนโยบายปฏิรูปเปิดประเทศ
เพราะในโลกนี้คนที่มีความสามารถนั้นมีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน อย่างตัวเธอเองที่ได้เกิดใหม่และกลับมาพร้อมกับความรู้ความสามารถทางภาษาที่เหนือกว่าใคร ทั้งยังล่วงรู้เรื่องราวต่างๆ มากมาย แต่เมื่อขาดซึ่งพื้นเพครอบครัวที่ดีและไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่คอยให้ความช่วยเหลือ การทำเงินของเธอก็ย่อมช้ากว่าเจียงเซี่ยอย่างเทียบไม่ติด ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนต้องพึ่งพาความพยายามของตัวเอง จึงทำให้เธอล้าหลังอยู่มากขนาดนี้
เธอรู้ดีว่าตลาดอาหารทะเลในอนาคตนั้นจะทำกำไรได้มหาศาล แผงค้าต่างๆ จะมีมูลค่าสูงลิ่วและค่าเช่าก็จะแพงระยับ แต่เพราะไม่มีภูมิหลังที่แข็งแกร่งและกำลังทรัพย์ที่หนาแน่นเท่ากับสองพี่น้องตระกูลเจียง เธอจึงทำได้เพียงแค่ยืนมองโอกาสนั้นถูกคนอื่นคว้าไปต่อหน้าต่อตา
เวินหว่านได้แต่ปลงตกกับเรื่องราวทั้งหมด
เรื่องไม่ยุติธรรมบนโลกใบนี้มันมีอยู่มากมายเกินไป
เพื่อนนักศึกษาหญิงคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นมา "เงินเป็นแสนมันจะไปหามาง่ายๆ ได้ยังไงกัน ฉันเกิดมาทั้งชีวิตยังไม่เคยได้ยินเรื่องเงินมากมายขนาดนี้มาก่อนเลย ค่าคอมมิชชั่นที่เธอได้ต้องสูงมากแน่ๆ เลยใช่ไหม"
(จบบท)
ผู้แปล F
เพจ: Jnovelread