บทที่ 643: ศัตรูคู่แค้น
"เจียงเซี่ยเหรอ"
เสียงอุทานแผ่วเบาดังขึ้นท่ามกลางกลุ่มนักศึกษาที่ยืนจับกลุ่มสนทนากันอยู่ไม่ไกลจากบูธของโรงงานทอผ้า บรรยากาศที่เคยคึกคักพลันเงียบลงชั่วขณะ ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังร่างระหงของหญิงสาวผู้เป็นศูนย์กลางของวงสนทนาเมื่อครู่นี้ด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
"เป็นทั้งนักศึกษาแล้วก็ยังเป็นอาจารย์ด้วยเหรอ"
นักศึกษาสาวคนหนึ่งเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจับจ้องไปยังเจียงเซี่ย "ที่แท้ก็คือเธอคนนี้นี่เอง! ฉันเคยได้ยินเพื่อนที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยปักกิ่งพูดถึงเธอ! มิน่าล่ะถึงรู้สึกว่าชื่อของเธอคุ้นหูเพียงแต่ตอนแรกนึกไม่ออกว่าเคยได้ยินมาจากที่ไหน ภาษาต่างประเทศของเธอสุดยอดมากเลยนะ ได้ยินว่าเชี่ยวชาญภาษาตั้งหกประเทศแน่ะ!"
สหายอีกคนรีบผสมโรงทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ "ฉันก็นึกออกแล้วเหมือนกัน! อาจารย์สอนภาษาต่างประเทศที่อายุน้อยที่สุด สวยที่สุด แล้วก็เก่งที่สุดของมหาวิทยาลัยชิงหัว! คนที่ทำงานสองตำแหน่งควบ ทั้งเป็นอาจารย์แล้วก็เป็นนักศึกษาด้วย!”
“ได้ยินมาว่านักศึกษาภาควิชาภาษาต่างประเทศของมหาวิทยาลัยปักกิ่งหลายคนต้องข้ามไปเรียนถึงมหาวิทยาลัยชิงหัวเพื่อเข้าฟังบรรยายของเธอ ฉันยังได้ยินมาอีกว่าเหตุผลก็เพราะเธอเป็นนักศึกษาภาควิชาการออกแบบเสื้อผ้า เลยไม่มีเวลาพอที่จะไปสอนทั้งสองมหาวิทยาลัย ท่านอธิการบดีของทั้งสองสถาบันเลยต้องมาตกลงกันว่าให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งสามารถข้ามไปเข้าเรียนกับเธอที่มหาวิทยาลัยชิงหัวได้"
"ใช่ๆ…เรียนในหอประชุมใหญ่เลย ว่ากันว่าความรู้สึกมันไม่เหมือนการเข้าเรียน แต่เหมือนกำลังนั่งฟังการบรรยายของระดับผู้เชี่ยวชาญมากกว่า"
ถ้อยคำชื่นชมที่หลั่งไหลออกมาไม่ขาดสาย ทำให้เวินหว่านที่ยืนฟังอยู่ด้วยถึงกับหน้าชา เธอไม่เคยระแคะระคายมาก่อนเลยว่าเจียงเซี่ยจะได้เป็นอาจารย์!
เป็นแค่นักศึกษาปีหนึ่งแท้ๆ ต่อให้ภาษาต่างประเทศจะเก่งกาจแค่ไหน แล้วยังไงล่ะ มีสิทธิ์อะไรมาเป็นอาจารย์? สมัยนี้การเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยไม่ต้องใช้วุฒิการศึกษากันแล้วหรือไง?
ถ้าเป็นแบบนั้น ตัวเธอเองก็เป็นทั้งนักศึกษาและอาจารย์ได้เหมือนกันสิ? ชาติก่อนเธอสอบผ่านภาษาอังกฤษระดับสี่เชียวนะ!
"ฉันได้ยินมาว่ามีแต่คนแย่งกันลงทะเบียนเรียนกับเธอ"
"ใช่เลย ฉันก็ได้ยินมาเหมือนกันว่าถ้าไม่รีบไปจองที่นั่งตั้งแต่เนิ่นๆ ล่ะก็ ไม่มีที่นั่งแน่ๆ"
เวินหว่านอดทนไม่ไหวจนต้องโพล่งออกไปอย่างลืมตัว "ในห้องเรียนของเธอคงมีแต่พวกนักศึกษาผู้ชายเยอะล่ะสิ ถึงได้ไม่มีที่นั่ง"
เธอไม่อาจปฏิเสธความจริงข้อหนึ่งได้ว่าเจียงเซี่ยนั้นงดงามเกินใคร ใบหน้าของอีกฝ่ายนั้นมีเสน่ห์ดึงดูดราวกับนางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์
ทั้งๆ ที่แต่งงานมีสามี แถมยังมีลูกตั้งสามคนแล้ว! แต่ก็ยังขยันแต่งตัวสวยสะพรั่งราวกับนกยูงรำแพนหางอยู่ทุกวี่ทุกวัน
ก็คงไม่พ้นเรื่องการยั่วยวนผู้ชายหรอก!
เหมือนกับผู้หญิงบางประเภทที่เธอเคยเห็นในชาติที่แล้ว พวกที่ใช้ความสวยและรูปร่างหน้าตาของตัวเองมาหว่านเสน่ห์ให้เพื่อนร่วมงานชายและเจ้านาย เพื่อให้ได้มาซึ่งความสะดวกสบายในหน้าที่การงาน
ดูอย่างเมื่อครู่นี้สิ นักธุรกิจชาวต่างชาติที่รายล้อมเธออยู่ก็มีแต่ผู้ชายแทบทั้งนั้น
นักศึกษาสาวคนเดิมเหลือบมองเวินหว่านแวบหนึ่ง แววตาฉายชัดว่าไม่พอใจกับคำพูดที่แฝงไปด้วยความอคติและเจตนาร้ายของเธอ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
"มีทั้งผู้ชายผู้หญิงนั่นแหละ แล้วก็เยอะมากด้วย! ทุกคนบอกว่าเธอสอนดีมากๆ ระหว่างที่สอน บรรยากาศในห้องจะเงียบกริบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตกพื้น ทุกคนตั้งใจฟังกันอย่างจริงจังจนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีคนเดินผ่านไปมาข้างนอก สมุดบันทึกของแต่ละคนก็เต็มไปด้วยเนื้อหาที่เธอสอนทั้งนั้น"
เวินหว่านเม้มปากแน่น ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดเรื่องของเจียงเซี่ยอีกต่อไป
"ไปกันเถอะ! เราไปดูกันที่ทางเข้าดีกว่า ท่านผู้อำนวยการเริ่มไม่พอใจแล้วนะ ที่เรายังไม่ได้ออเดอร์เลยสักใบตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา"
เมื่อไนักศึกษาชายคนหนึ่งก็เสนอขึ้นมา "ในเมื่อท่านผู้อำนวยการไม่พอใจ งั้นผมขอแค่ค่าคอมมิชชั่นอย่างเดียว ไม่ต้องเอาเงินเดือนก็ได้ครับ"
นักศึกษาสาวอีกคนตาโตทันที "นั่นสิ! ฉันก็เอาด้วย!"
คนอื่นๆ ที่เหลือพอได้ลองคิดตามก็เห็นพ้องต้องกัน "ฉันก็ว่ารับแค่ค่าคอมมิชชั่นดีกว่า!"
และแล้วทุกสายตาก็จับจ้องมาที่เวินหว่านเป็นตาเดียว "เสี่ยวหว่าน พวกเราไปบอกท่านผู้อำนวยการกันเถอะ ว่าเราขอแค่ค่าคอมมิชชั่น ไม่เอาเงินเดือน!"
เวินหว่านถึงกับยืนงงเป็นไก่ตาแตก รีบปฏิเสธเป็นพัลวัน "แต่ว่าพวกเราตกลงกับทางโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าไปแล้วนี่ว่าจะรับค่าจ้างวันละ 10 หยวน ถ้าพวกเธอเปลี่ยนใจตอนนี้ ท่านผู้อำนวยการของโรงงานไม่ยอมแน่"
นักศึกษาชายคนแรกที่เสนอความคิดนี้ขึ้นมาแย้งว่า "พวกเราขอแค่ค่าคอมมิชชั่น ไม่เอาเงินเดือนก็ได้นี่ ด้วยวิธีนี้ถ้าพวกเราหาออเดอร์ไม่ได้ โรงงานก็ไม่ต้องจ่ายเงินเดือนให้พวกเรา พวกเขาจะได้ไม่ขาดทุน ผมว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่ท่านผู้อำนวยการจะไม่ตกลง"
นักศึกษาชายอีกคนซึ่งถูกเรื่องราวของเจียงเซี่ยกระตุ้นจนเกิดแรงฮึดสู้ก็กล่าวเสริม "ในงานมหกรรมการค้ากวางเจามีนักธุรกิจต่างชาติเยอะแยะขนาดนี้ ผมว่าถ้าเราปิดการขายได้สักหนึ่งออเดอร์ ค่าคอมมิชชั่นที่ได้น่าจะมากกว่าเงินเดือนอีกนะ"
เวินหว่านยังคงพยายามหาเหตุผลมาคัดค้าน "การจะรับแค่ค่าคอมมิชชั่นโดยไม่เอาเงินเดือนน่ะ มันต้องปิดออเดอร์ให้ได้ก่อนถึงจะได้เงินนะ จริงๆ แล้วการเจรจาออเดอร์มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ฉันเองก็ยังหาไม่ได้เลยสักใบตลอดทั้งเช้านี้ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเก่งเหมือนเจียงเซี่ยเสียหน่อย เธอมีฐานลูกค้าประจำอยู่แล้ว นักธุรกิจต่างชาติพวกนั้นเป็นลูกค้าเก่าของเธอทั้งนั้น สินค้าหลายอย่างพวกเขาก็สั่งซื้อกันทุกปีอยู่แล้ว แต่พวกเราไม่รู้จักใครเลยสักคน มันเจรจายากมากนะ!"
เธอไม่คาดคิดเลยว่าการที่ยุให้ทุกคนไปเรียนรู้จากเจียงเซี่ย จะนำความเดือดร้อนเช่นนี้มาให้ตัวเอง!
เจียงเซี่ยคือตัวซวยของเธออย่างแท้จริง!
ถ้าทุกคนขอรับเป็นค่าคอมมิชชั่นกันหมด แล้วเธอจะไปได้กำไรอะไรจากตรงไหน?
นักศึกษาชายคนนั้นส่ายหน้า "ผมก็ยังคิดว่ารับค่าคอมมิชชั่นน่าจะทำเงินได้มากกว่าอยู่ดีครับ ในงานมหกรรมการค้ากวางเจามีนักธุรกิจต่างชาติมาสั่งซื้อของทุกวัน ขอแค่เราเจรจาสำเร็จสักหนึ่งออเดอร์ภายในยี่สิบวันนี้ ก็อาจจะได้เงินมากกว่าค่าจ้างวันละสิบหยวนแล้ว!"
"ฉันก็คิดอย่างนั้น! เสี่ยวหว่าน ไปเถอะ เราไปคุยกับท่านผู้อำนวยการกัน!"
"ไป! ไปคุยกับท่านผู้อำนวยการกัน!"
ฝูงชนต่างพากันห้อมล้อมเวินหว่าน มุ่งหน้าไปยังบูธของโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าเพื่อเจรจากับท่านผู้อำนวยการ
เวินหว่าน "..." ไม่นะ
จบเห่แน่ๆ!
ถ้าพวกเขาเกิดรู้ความจริงขึ้นมาว่าเดิมทีค่าตอบแทนมันเป็นแบบค่าคอมมิชชั่นอยู่แล้วจะทำยังไง?
ในใจของเวินหว่านร้อนรนเป็นไฟขณะที่ถูกเพื่อนนักศึกษาหลายคนลากมาจนถึงบูธจัดแสดงสินค้าในโซนเสื้อผ้า
โชคดีที่ตอนนั้นมีนักธุรกิจชาวต่างชาติกำลังเจรจาอยู่พอดี เธอจึงรีบคิดหาทางออกให้ตัวเองทันที "เรื่องนี้เอาไว้ตอนเที่ยงที่ท่านผู้อำนวยการไปทานข้าว ฉันจะไปคุยกับท่านเอง ตอนนี้ท่านกำลังคุยกับลูกค้าชาวต่างชาติอยู่ พวกเราอย่าเข้าไปรบกวนท่านเลย"
อย่างไรเสียทุกคนก็เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เป็นอนาคตผู้สร้างสังคมนิยม มีจิตสำนึกและความตระหนักรู้ในระดับสูง พวกเขาย่อมเข้าใจถึงความสำคัญของงานมหกรรมการค้ากวางเจาดี และย่อมไม่ทำตัวเป็นอุปสรรคขัดขวางการสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศให้กับชาติเป็นอันขาด ทุกคนจึงพยักหน้าเห็นด้วยแต่โดยดี
นักศึกษาชายคนหนึ่งจึงเอ่ยขึ้น "งั้นพวกเราไปช่วยแปลภาษาและแนะนำสินค้าก่อนแล้วกัน!"
"ดีเลย!" นักศึกษาคนอื่นๆ พากันขานรับ
ชายหนุ่มคนเดิมกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น "เราถือโอกาสนี้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเสื้อผ้าพวกนั้นให้มากขึ้น ถึงแม้จะทำไม่ได้อย่างเจียงเซี่ยที่จดจำรายละเอียดสินค้าได้ทุกอย่างขึ้นใจ แต่อย่างน้อยก็ไม่ควรจะตอบอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง การมาที่นี่เพื่อหารายได้เป็นเรื่องรอง อย่าลืมสิว่าพวกเรามาเพื่อสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศให้กับประเทศชาติ! นั่นต่างหากคือเรื่องที่สำคัญที่สุด!"
"ใช่!"
ณ วินาทีนี้ เจียงเซี่ยได้กลายเป็นแบบอย่างอันสูงส่งให้กับเหล่านักศึกษาไปเสียแล้ว
เวินหว่านถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เห็นทีคงต้องยอมเจียดค่าคอมมิชชั่นให้พวกเขาบ้างแล้ว... เสื้อหนึ่งตัวให้สักหนึ่งเฟินดีไหมนะ
ให้ตายสิ! ไม่น่าไปบอกให้พวกเขาเรียนรู้จากเจียงเซี่ยเลย ดูสิว่าไปเรียนรู้อะไรกันมาบ้าง!
*
เมื่อเจียงเซี่ยกลับมาถึงห้องพักผ่อน โจวเฉิงเหล่ยก็อยู่ที่นั่นแล้ว เด็กๆ ทั้งสามคนกำลังดูดนมจากขวดกันอย่างเอร็ดอร่อย
โจวเฉิงเหล่ยเงยหน้าขึ้นมองเธอ ใบหน้าของเขาฉายแววอ่อนล้า "ไม่ต้องให้แล้วล่ะครับ ให้จากขวดนมก็เหมือนกัน ตอนนี้เด็กๆ ใกล้จะอิ่มกันแล้ว คุณพักผ่อนเถอะ"
นมในขวดก็เป็นนมที่เจียงเซี่ยเตรียมไว้ล่วงหน้า นำไปแช่เย็นเก็บไว้ แล้วเพิ่งจะนำออกมาแช่ในน้ำอุ่นก่อนจะป้อนให้เด็กๆ
ในเมื่อลูกๆ กำลังกินนมจากขวดอยู่แล้ว เจียงเซี่ยจึงไม่ได้คิดจะให้นมเอง เธอยิ้มพลางเอ่ยถาม "วันนี้เด็กๆ ดื้อไหมคะ"
เจ้าตัวเล็กเอ้อร์เป่าซึ่งนอนอยู่ในอ้อมแขนของป้าสะใภ้รอง พอได้ยินเสียงผู้เป็นแม่ ดวงตากลมโตก็กลอกไปมา เมื่อเห็นว่าเป็นเจียงเซี่ย ก็คายจุกนมออกจากปากทันทีพร้อมกับส่งเสียง ‘ปุ๊’ ออกมาเบาๆ จากนั้นก็เริ่มส่งเสียงอ้อแอ้เป็นภาษาทารกใส่เจียงเซี่ยไม่หยุด
เจียงเซี่ยอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้กับความน่ารักน่าเอ็นดูของลูกชายคนรอง ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันพลันมลายหายไปสิ้น
พี่ชายและน้องสาวที่กำลังจะเคลิ้มหลับ พอได้ยินเสียงของแม่ก็พากันลืมตาขึ้นมองไปยังต้นเสียง
เจียงเซี่ยเอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็กๆ ที่ยังไม่มีเส้นผมของพวกเขาเบาๆ "นอนต่อเถอะนะจ้ะ"
เด็กน้อยทั้งสองคงจะง่วงมากแล้วจริงๆ จึงค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง
ป้าสะใภ้รองพยายามจะเอาขวดนมกลับเข้าไปในปากของเอ้อร์เป่า แต่เจ้าตัวเล็กก็คายออกมาอีกพร้อมกับหันหน้าหนี "ปุ๊ ปุ๊ ปุ๊..."
ป้าสะใภ้รองยิ้มออกมา "เด็กคนนี้ฉลาดจริงๆ รู้ด้วยว่าถึงตาตัวเองจะได้กินนมแม่แล้ว"
"เดี๋ยวฉันเองค่ะ!" เจียงเซี่ยยิ้มพลางรับลูกชายคนรองมาอุ้มไว้ แล้วจึงหยิบขวดนมมาป้อนเขา
เมื่อได้มาอยู่ในอ้อมกอดของแม่ เอ้อร์เป่าก็ยอมดูดนมจากขวดต่ออย่างว่าง่าย
โจวเฉิงเหล่ยมองภาพนั้นแล้วจึงพูดกับเจียงเซี่ย "เดี๋ยวคุณไม่ต้องกลับไปที่บูธแล้วนะครับ พักผ่อนอยู่ที่นี่สักหน่อย"
เจียงเซี่ยตอบ "ไม่ได้จะกลับไปที่บูธค่ะ แต่จะกลับไปที่พัก เดี๋ยวบ่ายๆ ค่อยกลับมา"
เธอต้องกลับไปเตรียมเสบียงอาหารให้ลูกๆ สำหรับคืนนี้ เพราะดูทรงแล้วคงจะปลีกตัวมาดูแลพวกเขาไม่ได้แน่ๆ
เมื่อได้ยินดังนั้นโจวเฉิงเหล่ยก็วางใจ เขาตัดสินใจว่าจะไม่กลับไปที่พัก แต่จะอยู่ที่นี่ต่อ
ช่วงบ่าย เจียงเซี่ยแวะไปจัดการธุระที่โรงงานพลาสติกอยู่ครึ่งค่อนวัน ก่อนจะกลับมาถึงที่พักในเวลาห้าโมงครึ่ง หลังจากทานอาหารเย็นและให้นมลูกๆ เรียบร้อยแล้ว เธอก็เดินทางมาถึงศูนย์จัดแสดงสินค้าในเวลาหกโมงครึ่ง
งานแสดงแฟชั่นโชว์ในค่ำคืนนี้จะเริ่มต้นขึ้นในเวลาหนึ่งทุ่มตรง
(จบบท)
เพจ: Jnovelread