บทที่ 75: ว่าอะไรนะ เจียงเซี่ยไปแล้ว?
เวินหว่านโกรธจนสิ้นสติไป แต่ก็ยังถูกคนปลุกให้ตื่นแล้วควบคุมตัวออกไป
ก่อนจะถูกลากออกไป เธอส่งสายตาดุร้ายอาฆาตไปยังเจียงเซี่ย เหลือบมองพ่อของตัวเอง รวมถึงแม่เลี้ยงและน้องสาวต่างมารดาอย่างเคียดแค้น
ไม่กลัวศัตรูที่เก่งกาจดั่งเทพ แต่กลัวเพื่อนร่วมทีมที่โง่เง่าดั่งหมู ในบ้านหลังนี้ไม่มีใครสักคนที่คิดดีกับเธอเลย ไม่เพียงแต่ไม่ช่วยเธอทำลายหลักฐาน แต่ยังโง่พอที่จะหยิบมันออกมาประจานตัวเองอีก! เธอจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ จะต้องหนีไปจากบ้านหลังนี้ให้พ้น รอให้วันหน้าเธอประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่เมื่อไหร่ เธอจะทำให้พวกมันทุกคนต้องเสียใจที่ทำกับเธอเช่นนี้ในวันนี้!
และที่สำคัญที่สุดคือนังเจียงเซี่ย! ถ้าไม่ใช่เพราะพื้นเพครอบครัวของมันดี มีพ่อแม่ที่ทรงอิทธิพล วันนี้มันจะสามารถใช้คำพูดข่มขู่ไม่กี่คำพลิกสถานการณ์จากดำเป็นขาวได้หรือ จะสาดความผิดที่ตัวเองก่อขึ้นทั้งหมดมาลงที่เธอได้อย่างไร
ช่างเป็นผู้หญิงที่ร้ายกาจและเจ้าเล่ห์เสียจริง!
แต่คอยดูเถอะ...รอให้พ่อแม่ของแกสิ้นอำนาจล้มละลาย รอให้โจวเฉิงเหล่ยเห็นธาตุแท้ของแกแล้วขอหย่า รอให้ฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้และกลายเป็นคนเหนือคนเมื่อไหร่ ฉันจะทำให้แกได้เห็นดีกัน!
เจียงเซี่ยไม่สนใจสายตาของเวินหว่านที่มองมาราวกับอยากจะฆ่าเธอให้ตายแม้แต่น้อย ในเมื่อเป้าหมายของเธอบรรลุผลเกินคาดไปแล้ว ส่วนที่เหลือก็ปล่อยให้ชาวบ้านไปจินตนาการต่อกันเอาเองเถอะ!
เธอเดินตามคนของกองผลิตไปเพื่อขอใบแนะนำตัว แต่ก่อนจะไป เธอต้องหาทางสลัดโจวโจวที่ยังคงดึงชายเสื้อของเธอไว้ไม่ปล่อยเสียก่อน
“โจวโจว อาสะใภ้เล็กหิวแล้ว หนูวิ่งกลับบ้านไปเอาไข่สองฟองมาให้อาสะใภ้เล็กกินได้ไหมจ๊ะ แล้วก็ช่วยเอาเงินออกมาให้อาด้วยนะ อาสะใภ้เล็กไม่มีเงินติดตัวเลย คืนนี้จะไม่มีที่พักนะจ๊ะ หนูไปที่ห้องของอาแล้วหยิบเงิน 10 หยวนในลิ้นชักออกมาให้อาสะใภ้เล็กได้ไหม อาสะใภ้เล็กจะไปที่กองผลิตเพื่อขอใบแนะนำตัวก่อนนะ”
โจวโจวลังเลไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อคิดว่าอาสะใภ้เล็กไม่มีเงินติดตัวจริงๆ และคงต้องรอเงินจากเธอก่อนถึงจะไปได้ เด็กหญิงจึงพยักหน้าอย่างว่าง่ายแล้วรีบวิ่งกลับบ้านไปทันที อีกอย่างอาสะใภ้เล็กยังต้องทำเรื่องขอใบแนะนำตัวและโทรศัพท์อีกหลายอย่าง ถ้าเธอวิ่งเร็วพอก็อาจจะยังตามไปทัน
แต่กว่าที่แม่โจวจะจูงโจวโจววิ่งกระหืดกระหอบไปถึงที่ทำการกองผลิต เจียงเซี่ยก็จากไปเสียแล้ว
พอดีกับที่มีคนมายืมรถไถของกองผลิตเพื่อเข้าเมือง เจียงเซี่ยจึงได้อาศัยติดรถไปด้วย
คนของกองผลิตบอกว่า “สหายเจียงเซี่ยบอกว่าจะกลับเข้าไปในเมืองเพื่อไปเยี่ยมพ่อแม่ของเธอน่ะ”
แม่โจวจูงมือโจวโจวเดินออกจากที่ทำการกองผลิตด้วยหัวใจที่ทั้งกังวลและเสียใจอย่างสุดซึ้ง
นางคิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องจดหมายทั้งหมดจะเป็นเรื่องโกหกที่เวินหว่านสร้างขึ้นมาเพื่อทำร้ายเจียงเซี่ย เพราะก่อนหน้านี้นางเห็นเจียงเซี่ยอาละวาดที่บ้านทุกวันว่าจะหย่ากับลูกชายของนางให้ได้จริงๆ
“คุณย่าคะ เราจะไปตามอาสะใภ้เล็กไหมคะ อาสะใภ้เล็กไปแล้ว!” โจวโจวถามอย่างร้อนรน
แม่โจวได้สติกลับคืนมา “ไปสิ! เราไปรออาเล็กของหนูที่ท่าเรือกัน แล้วขับเรือตามไปเลย”
เจียงเซี่ยนั่งรถไถเข้าเมืองไป นางไม่มีทางตามทันอยู่แล้ว ตอนนี้ก็ใกล้จะสี่โมงเย็น เรือของที่บ้านก็น่าจะใกล้กลับเข้าฝั่งแล้ว รอเรือกลับมาแล้วขับออกไปทางทะเลจะเร็วกว่าการเดินทางทางบกมากนัก
สองย่าหลานจึงตัดสินใจไปรอที่ท่าเรือ
บริเวณท่าเรือมีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาอยู่ต้นหนึ่ง ใต้ต้นไม้มีก้อนหินใหญ่หลายก้อนวางไว้ให้ชาวบ้านได้นั่งพักระหว่างรอเรือของครอบครัวกลับเข้าฝั่ง
ในตอนนั้นเองก็มีชาวบ้านหลายคนนั่งรอเรือของตนอยู่แล้ว และพวกนางก็กำลังพูดคุยกันถึงเรื่องของเจียงเซี่ยกับเวินหว่านอย่างออกรส คนกลุ่มนี้ล้วนแต่อยู่ในเหตุการณ์ที่บ้านของเวินหว่าน และหลังจากแยกย้ายกัน พวกนางก็ตรงมาที่ท่าเรือเพื่อรอครอบครัวของตน
เมื่อเห็นแม่โจวเดินมา พวกนางก็รีบกวักมือเรียกแล้วเอ่ยถามทันที
“นี่เธอรู้เรื่องที่นังหนูเวินหว่านมันปลอมลายมือลูกสะใภ้เล็กของเธอเขียนจดหมายหาผู้ชายรึยัง”
“ได้ยินว่าเมื่อเช้ามันเอาจดหมายพวกนั้นมาให้เธอด้วยนี่ เธอได้อ่านรึเปล่า ในนั้นมันเขียนว่าอะไรบ้าง”
“เมื่อกี้เจียงเซี่ยนั่งรถไถไปแล้วนะ เธอเป็นคนไล่ไปเหรอ เธอเข้าใจผิดลูกสะใภ้แล้วนะ ทั้งหมดเป็นฝีมือของนังหนูเวินหว่านคนเดียวเลย”
“จะบอกให้ว่าเจียงเซี่ยน่ะสุดยอดไปเลย ตบเข้าไปฉาดใหญ่”
ชาวบ้านต่างพูดกันเซ็งแซ่เพื่อเล่าเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นให้แม่โจวฟัง
คำพูดของพวกนางแต่ละประโยคกรีดลึกลงไปในหัวใจของแม่โจวราวกับมีดทื่อๆ
หลังจากที่นางไล่เจียงเซี่ยไปแล้ว ความรู้สึกเสียใจก็เริ่มเกาะกุมหัวใจของนาง ช่วงเวลาที่ผ่านมานางกับเจียงเซี่ยเข้ากันได้เป็นอย่างดี นางรักและเอ็นดูลูกสะใภ้คนนี้อย่างใจจริง และเฝ้าหวังให้เธอกับลูกชายได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างมีความสุข หวังว่าจะได้อุ้มหลานในเร็ววัน เพราะนางเองก็แก่ตัวลงทุกวัน กลัวว่าจะไม่มีเรี่ยวแรงช่วยเลี้ยงหลานในอนาคต
นางพยายามทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของคนทั้งคู่ หวังเพียงให้พวกเขาหาเงินสร้างบ้านใหม่ได้เร็วขึ้น
ใครจะไปคิดว่าทั้งหมดเป็นเรื่องหลอกลวง! ว่าทั้งสองตกลงกันแล้วว่าจะหย่า! ความหวังที่เคยมีก็พังทลายลงในพริบตา นางจึงได้พลั้งปากพูดคำพูดแบบนั้นออกไป
แม่โจวยืนฟังเรื่องราวทั้งหมดพลางทอดสายตามองไปยังท้องทะเลอันกว้างใหญ่ หัวใจของนางทั้งเจ็บปวดและร้อนรน
วันนี้โจวเฉิงเหล่ยรู้สึกใจคอไม่ดีมาตลอดทั้งวัน แล้วพ่อโจวก็ยังมาตกปลาพระอาทิตย์ตัวใหญ่ได้อีก ประกอบกับท้องฟ้าในช่วงบ่ายที่เริ่มมืดครึ้มและมีทีท่าว่าฝนจะตกหนัก พวกเขาจึงตัดสินใจกลับเข้าฝั่งเร็วกว่าปกติ
แม่โจวรรออยู่ไม่นานก็เห็นเรือประมงของครอบครัวปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟ้า
นางรีบโบกมืออย่างร้อนรนเพื่อให้พวกเขาเร่งเรือเข้าฝั่ง
โจวเฉิงเหล่ยเห็นแม่และโจวโจวยืนรออยู่ แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของภรรยาตน
หากไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เจียงเซี่ยไม่มีทางไม่มารอเขาที่ท่าเรือแน่ อีกทั้งท่าทีของแม่ก็ดูร้อนรนผิดปกติ
หัวใจของโจวเฉิงเหล่ยกระตุกวูบ เขาเร่งเครื่องยนต์จนสุดกำลัง ทำให้เรือพุ่งทะยานเข้าหาฝั่งเร็วขึ้น
ทันทีที่เรือจอดเทียบท่า แม่โจวก็กระโดดขึ้นเรืออย่างร้อนรน “อาเหล่ย เร็วเข้า! รีบขับเรือไปในเมืองเร็ว เสี่ยวเซี่ยไปแล้ว แม่เป็นคนไล่เธอไปเอง!”
ในชั่วพริบตานั้น โจวเฉิงเหล่ยรู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่าลงกลางศีรษะ สมองของเขาขาวโพลนไปหมด...ว่าอะไรนะ เจียงเซี่ยไปแล้ว ถูกแม่ของเขาไล่ไปอย่างนั้นหรือ
พ่อโจวเองก็ตกตะลึง “เกิดอะไรขึ้น ทำไมเจ้าถึงไล่เสี่ยวเซี่ยไป”
โจวเฉิงเหล่ยหันขวับไปมองหน้ามารดา
“เมื่อเช้าเวินหว่านมันเอาจดหมายมาให้แม่ บอกว่าเป็นจดหมายที่ผู้ชายคนนั้นส่งคืนให้เสี่ยวเซี่ย แล้วอาฮวา (เถียนไฉ่ฮวา) ก็มาบอกอีกว่าเสี่ยวเซี่ยกับแกตกลงกันแล้วว่าจะหย่ากัน แม่ก็เลย...แม่ก็เลยไล่เธอไป! แต่ต่อมาเสี่ยวเซี่ยก็เอาจดหมายนั่นไปที่กองผลิต แล้วก็ไปอาละวาดที่บ้านเวินหว่าน ที่แท้จดหมายทั้งหมดนั่นเวินหว่านมันเป็นคนปลอมลายมือเสี่ยวเซี่ยขึ้นมาเอง! แม่ได้ยินคนเขาพูดกันว่านังหนูเวินหว่านมันยังโทรศัพท์จากที่กองผลิตเรียกให้ผู้ชายคนนั้นมารับเสี่ยวเซี่ยไปด้วยนะ พอเสี่ยวเซี่ยพิสูจน์ตัวเองเสร็จ เธอก็นั่งรถไถกลับเข้าเมืองไปเลย”
เรื่องราวมันซับซ้อนเกินกว่าที่แม่โจวจะอธิบายให้เข้าใจได้ในไม่กี่ประโยค แต่โจวเฉิงเหล่ยก็พอจะจับใจความสำคัญได้!
เขากระโดดลงจากเรือแล้วออกวิ่งทันที
“อาเล็กขา!” โจวโจวตะโกนเรียกเขาไว้ “อาสะใภ้เล็กบอกกับคนที่กองผลิตว่าจะขอใบแนะนำตัวไปพักที่โรงแรมในตัวอำเภอคืนหนึ่งค่ะ”
เด็กหญิงเองก็ไม่แน่ใจว่าสรุปแล้วอาสะใภ้เล็กนั่งรถไถเข้าเมืองไปหรือแค่ไปที่ตัวอำเภอกันแน่ แต่เธอได้ยินเรื่องใบแนะนำตัวมาจริงๆ
โจวเฉิงเหล่ยได้ยินดังนั้นก็เปลี่ยนทิศทางแล้ววิ่งตรงไปยังที่ทำการกองผลิตทันที
เขาต้องไปถามให้แน่ใจว่าเจียงเซี่ยได้ขอใบแนะนำตัวไปจริงหรือไม่ ถ้าเธอจะกลับเข้าเมืองก็สามารถกลับไปนอนที่บ้านพ่อแม่ของเธอได้โดยไม่ต้องใช้ใบแนะนำตัว แต่การจะเข้าพักที่โรงแรมในตัวอำเภอนั้นจำเป็นต้องใช้
หลังจากสอบถามสถานการณ์จนแน่ชัดแล้ว โจวเฉิงเหล่ยก็รับจดหมายสองฉบับนั้นมาไว้ในมือ หัวใจของเขารู้สึกราวกับถูกจับไปบดอยู่ในโม่หิน มันเจ็บปวดรวดร้าวไปหมด
เขายืมจักรยานจากกองผลิต แล้วปั่นสุดชีวิตมุ่งหน้าไปยังตัวอำเภออย่างบ้าคลั่ง
(จบบท)