บทที่ 82: สองสามีภรรยานี่กะจะมาเกาะกินใช่ไหม?
หลังจากเจียงเซี่ยกับโจวเฉิงเหล่ยไปซื้อของเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็มุ่งตรงไปยังบ้านสกุลเจียงทันที
ในเมืองมีจักรยานสัญจรไปมามากมาย โจวเฉิงเหล่ยจึงยัดของทั้งหมดลงในถุงกระสอบ มือข้างหนึ่งถือถุงกระสอบไว้ ส่วนอีกข้างก็จูงมือเจียงเซี่ย
วันนี้เจียงเซี่ยเดินไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไหร่ เขาจึงกลัวว่าเธอจะถูกจักรยานที่ผ่านไปมาเฉี่ยวชนเข้า เลยต้องจูงมือเธอไว้
มือทั้งสองข้างของเจียงเซี่ยว่างเปล่า ที่เธอไม่มีสมาธิก็เป็นเพราะมัวแต่ต้องจดจำเส้นทาง
บ้านของสกุลเจียงอยู่ในบริเวณบ้านพักข้าราชการ ซึ่งเพิ่งสร้างขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เป็นอาคารสูงห้าชั้น พวกเขาอาศัยอยู่ที่ชั้นสาม ไม่สูงและไม่ต่ำจนเกินไป กำลังพอดี
โจวเฉิงเหล่ยเคาะประตู
คนมาเปิดประตูคือน้องชายของเจียงเซี่ย เมื่อเห็นพวกเขาก็ยิ้มแล้วทักทาย “พี่ครับ พี่เขย ในที่สุดก็มาถึงกันสักที! พ่อเป็นห่วงอยู่ตั้งนาน”
โจวเฉิงเหล่ยตอบ “พอดีมีเรื่องติดขัดระหว่างทางนิดหน่อยน่ะ”
เจียงเซี่ยส่งยิ้มให้เจียงตงพลางลอบสำรวจเขาอย่างแนบเนียน เขาสูงร้อยแปดสิบกว่าเซนติเมตร ท่าทางองอาจผึ่งผายแต่ก็แฝงไปด้วยกลิ่นอายของบัณฑิตที่สุภาพเรียบร้อย ซึ่งแตกต่างจากรูปร่างหน้าตาของเธอโดยสิ้นเชิง
ในหนังสือเขียนไว้ว่าเขาเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัย Q ในปักกิ่ง ปีนี้อยู่ปีหนึ่ง เดือนกันยายนก็น่าจะขึ้นปีสองแล้ว
เจียงเซี่ยกับโจวเฉิงเหล่ยเดินเข้าไปข้างในพร้อมกัน
โจวเฉิงเหล่ยเอ่ยทักทาย “พ่อครับ แม่ครับ”
เจียงเซี่ยก็พยายามทักทายอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด “พ่อคะ แม่คะ”
เจียงเซี่ยมองพ่อเจียงกับแม่เจียงแวบหนึ่งแล้วก็พบว่าเจ้าของร่างเดิมไม่ได้มีส่วนคล้ายกับคนทั้งสองเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่เจียงตงนั้นหน้าตาเหมือนพ่อเจียงมาก
เจียงเซี่ยมองไปยังหญิงสาวที่นั่งอยู่บนโซฟาพร้อมกับรอยยิ้มเขินอาย ในใจนึกสงสัยว่าเธอเป็นใคร หรือว่าจะเป็นแฟนของเจียงตง?
ในตอนนั้นเองเจียงตงก็เดินไปที่ข้างๆ หญิงสาวคนนั้นแล้วแนะนำว่า “พี่ครับ พี่เขย นี่คือเย่เสียน เพื่อนร่วมชั้นของผมเอง”
จากนั้นก็หันไปพูดกับเย่เสียน “เสี่ยวเสียน นี่คือพี่สาวของฉัน เจียงเซี่ย และนี่คือพี่เขยของฉัน โจวเฉิงเหล่ย”
เย่เสียนส่งยิ้มแบบที่ยิ้มแต่หน้ามาให้ “พี่เจียงเซี่ย พี่โจว สวัสดีค่ะ”
โจวเฉิงเหล่ยเหลือบมองอีกฝ่ายแวบหนึ่งแล้วเพียงแค่พยักหน้าให้
เจียงเซี่ยส่งยิ้มให้อย่างสุภาพ “สวัสดีค่ะ เสี่ยวเสียนก็เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัย Q ด้วยเหรอคะ?”
เจียงตงตอบ “เธอเป็นนักศึกษาคณะอักษรศาสตร์ของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง เอกภาษาต่างประเทศ ทุกครั้งที่สอบก็ได้ที่หนึ่งของภาควิชาตลอดเลยนะ แถมยังเรียนควบทั้งภาษาอังกฤษและรัสเซียด้วย”
เย่เสียนยิ้มออกมา ใบหน้าของเธอฉายแววภาคภูมิใจเล็กน้อย “เธอพูดเกินไปแล้ว ฉันไม่ได้เก่งขนาดนั้นสักหน่อย”
เจียงตงกล่าว “ฉันแค่พูดความจริง เธอไม่ต้องถ่อมตัวหรอก”
เจียงเซี่ยเห็นเขายิ้มเหมือนคนโง่ ก็ได้แต่คิดในใจว่าเขาเป็นพวกคลั่งรักเหมือนที่ในหนังสือบอกไว้ไม่มีผิด!
ในหนังสือ หลังจากเจียงตงทราบว่าเจ้าของร่างเดิมถูกอู๋ฉี่จื้อทำร้ายร่างกาย เขาก็ไปชกต่อยอู๋ฉี่จื้อเพื่อระบายความแค้นให้พี่สาว ต่อมาอู๋ฉี่จื้อก็ตามไปก่อเรื่องถึงมหาวิทยาลัย ทำให้เขาถูกไล่ออก เย่เสียนจึงขอเลิกกับเขาทันที
เจียงตงเป็นพวกคลั่งรัก ไม่อยากเลิกรา เย่เสียนจึงฉวยโอกาสเสนอให้พ่อเจียงช่วยหางานให้พี่ชายของเธอ
หลังจากหางานให้พี่ชายเธอได้แล้ว เธอก็ขอให้ช่วยหางานให้น้องสาวอีกคนหนึ่ง แล้วก็ทยอยขอให้ช่วยคนนั้นคนนี้ทีละคน ราวกับจะให้ช่วยหางานให้ลูกๆ ของญาติโกโหติกาฝั่งเธอทั้งหมด
ต่อมาโรงงานเสื้อผ้าของแม่เจียงล้มละลาย เจ้าของร่างเดิมถูกอู๋ฉี่จื้อทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต พ่อเจียงพลั้งมือฆ่าอู๋ฉี่จื้อเพื่อล้างแค้นให้ลูกสาวจนต้องติดคุก
หลังจากบ้านสกุลเจียงประสบเคราะห์กรรม เย่เสียนก็หอบเงินทั้งหมดของบ้านหนีไปกับผู้ชายคนอื่น ทำให้เจียงตงล้มเหลวไม่เป็นท่าตั้งแต่นั้นมา
โจวเฉิงเหล่ยมาเพื่อเยี่ยมพ่อตา เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้แสดงความกระตือรือร้นต่อพวกเขามากนัก และแน่นอนว่าพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจแฟนที่ยังไม่ได้แต่งงานของเจียงตงมากเกินไป เขาจึงเปิดถุงกระสอบออกแล้วบอกกับเจียงเซี่ยว่า “เอาของไปให้พ่อกับแม่สิ”
เจียงเซี่ยได้สติกลับคืนมา “พ่อคะ แม่คะ อาเหล่ยซื้อของมาฝากค่ะ”
พ่อเจียงมองของกองโตในถุงแล้วขมวดคิ้ว “ทำไมยังซื้อของมาเยอะแยะขนาดนี้อีก? ที่บ้านไม่ได้ขาดอะไรเลยนะ คราวหน้าไม่ต้องเสียเงินแบบนี้อีกนะ! เซี่ยเซี่ย ลูกก็น่าจะห้ามเขาสักหน่อย! กลับบ้านตัวเองจะซื้อของมาทำไม? แค่มีเวลาว่างกลับมาเยี่ยมพ่อก็พอแล้ว ไม่ต้องซื้อของอะไรมาหรอก”
ครั้งที่แล้วลูกเขยก็ซื้อนาฬิกาข้อมือให้ทุกคนคนละเรือน ทั้งยังซื้อเหล้าและผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพมาไม่น้อย การหาเงินจากการจับปลามันไม่ใช่เรื่องง่าย
พวกเขาสองคนผัวเมียก็ได้รับสวัสดิการและเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานทุกไตรมาสและทุกเทศกาลอยู่แล้ว ที่บ้านมีของหลายอย่างไม่ขาดเลย จึงไม่อยากให้ลูกสาวกับลูกเขยต้องมาสิ้นเปลืองเงิน
แม่เจียงก็เอ่ยเสริม “ครั้งที่แล้วก็เอาของมาให้ตั้งเยอะ พวกเรายังกินไม่หมดใช้ไม่หมดเลย จะเสียเงินไปทำไมกัน?”
เย่เสียนเหลือบมองถุงกระสอบใบนนั้นแวบหนึ่งแล้วก็หมดความสนใจทันที
ของที่ใส่มาในถุงกระสอบ จะมีของดีอะไรได้กันเชียว?
ก็คงไม่พ้นพวกผักแห้ง มันเทศกับถั่วลิสงสักสิบกว่าจินก็เต็มถุงแล้ว ของไม่มีราคาอะไรเลย
บ้านของเธอเองก็ยากจน แต่เวลามาเยี่ยมก็ยังไม่เคยดูซอมซ่อขนาดนี้ เธอยังซื้อนมผงมอลต์สกัดกับนมผงมาให้พ่อเจียงกับแม่เจียงด้วย แถมยังมีบุหรี่ยี่ห้อต้าเฉียนเหมินอีก
นี่ขนาดยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฐานะทางบ้านของเจียงตงจะดีขนาดนี้เธอก็ยังอุตส่าห์เตรียมมา
แน่นอนว่าจริงๆ แล้วเธอก็พอจะเดาได้ว่าฐานะทางบ้านของเจียงตงต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ เพียงแต่ไม่คิดว่าจะดีถึงขนาดนี้
คนหนึ่งเป็นถึงผู้นำระดับเมือง อีกคนเป็นเจ้าของโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า รถยนต์สองคันที่จอดอยู่ชั้นล่างของอาคารก็เป็นของพวกเขา คันหนึ่งเป็นรถประจำตำแหน่งของพ่อ อีกคันเป็นรถที่แม่ใช้ เพราะทั้งสองคนต้องเดินทางไปทำงานต่างถิ่นบ่อยๆ จึงเป็นรถที่หน่วยงานจัดเตรียมไว้ให้
เจียงตงเจ้าคนโง่นั่นยังจะปั่นจักรยานไปรับเธอที่สถานีรถไฟอีก!
เธอโตมาป่านนี้ยังไม่เคยนั่งรถเก๋งเลยนะ! อีกอย่างบ้านสกุลเจียงยังมีแม่บ้านกับคนขับรถด้วย เพียงแต่วันนี้เป็นวันอาทิตย์ พ่อเจียงกับแม่เจียงไม่ต้องไปทำงาน พวกเขาก็เลยได้หยุดพัก
เจียงเซี่ยเอ่ยขึ้น “ส่วนใหญ่เป็นของแห้งที่บ้านตากเองค่ะ ไม่ได้ใช้เงินซื้อ”
แววตาของเย่เสียนฉายแววดูถูกเหยียดหยามออกมา เธอเดาไม่ผิดจริงๆ
เธอเคยได้ยินเจียงตงเล่าว่าพี่สาวของเขาแต่งงานไปอยู่หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ แห่งหนึ่ง พี่เขยเป็นทหารผ่านศึก ตอนนี้กลับมาทำประมงที่บ้าน
สองสามีภรรยานี่วันนี้คงตั้งใจจะมาหาเศษหาเลยสินะ? ต่อไปถ้าเธอแต่งเข้ามาแล้วล่ะก็ จะไม่ยอมให้พวกเขามาเกาะกินตามอำเภอใจเด็ดขาด
เจียงเซี่ยหยิบกล่องปากกาและเสื้อผ้าชุดหนึ่งออกมาส่งให้พ่อเจียง “พ่อคะ นี่เป็นของขวัญที่ลูกเขยของคุณพ่อตั้งใจซื้อมาให้นะคะ”
โจวเฉิงเหล่ยเอ่ยเสริม “เป็นของที่เซี่ยเซี่ยเลือกครับ”
เจียงเซี่ยหยิบเหล้าเหมาไถออกมาอีกสองขวดวางไว้บนโต๊ะน้ำชา
เจียงเซี่ยรู้สึกว่าเหล้าชนิดนี้ถ้าต่อไปมีเงินก็ควรจะซื้อเก็บไว้เยอะๆ
พ่อเจียงพอเห็นยี่ห้อปากกากับชุดเสื้อผ้าก็ขมวดคิ้ว “จะเสียเงินเยอะแยะไปทำไมกัน? ไม่ต้องจริงๆ! ลูกก็รู้ว่าพ่อมีเสื้อผ้าใส่ ของพวกนี้ไม่ได้ขาดเลย”
เย่เสียนเหลือบมองแวบหนึ่งแล้วก็ชะงักไป ของไม่กี่อย่างนี้ก็น่าจะราคาหลายสิบหยวนแล้วไม่ใช่เหรอ?
จากนั้นเจียงเซี่ยก็หยิบเครื่องสำอางหนึ่งชุด ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหนึ่งชุด และเสื้อผ้าอีกหนึ่งชุดออกมา “แม่คะ นี่เป็นของขวัญที่ลูกเขยของแม่ตั้งใจซื้อมาให้นะคะ”
แม่เจียงพอเห็นว่าเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเครื่องสำอางยี่ห้อที่ตัวเองใช้อยู่เป็นประจำ ซึ่งเป็นของนำเข้าราคาไม่ถูก แถมของที่เธอมีก็ใกล้จะหมดแล้วพอดี แต่ก็ยังเอ่ยขึ้นว่า “ของแม่ยังใช้ไม่หมดเลย คราวหน้าไม่ต้องซื้อมาแล้วนะ”
เย่เสียนไม่รู้จักยี่ห้อเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพวกนั้นเลย แค่ดูก็รู้ว่าต้องเป็นของชั้นสูง
เจียงเซี่ยยื่นปากกาอีกด้ามหนึ่งให้เจียงตง เป็นของนำเข้ายี่ห้อดังมาก “พี่เขยของเธอซื้อให้”
เจียงตงตื่นเต้นมาก เขาอยากได้มานานแล้ว แต่ก็ไม่กล้าซื้อเสียที พ่อของเขาก็เข้มงวด ตัวพ่อเองชอบใช้ยี่ห้อ "ฮีโร่" แล้วก็ไม่ยอมให้เขาซื้อยี่ห้ออื่น “พี่เขยนี่แหละที่เข้าใจผมที่สุด!”
มีพี่เขยนี่มันดีจริงๆ ครั้งที่แล้วก็ให้นาฬิกาข้อมือที่เขาอยากได้มานาน ครั้งนี้ก็เป็นปากกา
เย่เสียนเหลือบมอง ปากกาด้ามนี้ของเจียงตงแพงกว่าของพ่อเจียงเสียอีก
ปากกาของพ่อเจียงเป็นของที่ผลิตในประเทศ แต่ของเจียงตงเป็นของนำเข้า ยี่ห้อนี้เธอก็ชอบมานานแล้วเหมือนกัน แต่ไม่มีเงินซื้อ
เย่เสียนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกคาดหวังขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อครู่พ่อเจียงกับแม่เจียงก็ให้ซองแดงเป็นของขวัญแรกพบกับเธอแล้ว ในฐานะพี่สาวกับพี่เขย พวกเขาก็น่าจะเตรียมของขวัญแรกพบให้เธอด้วยเหมือนกันใช่ไหม?
(จบบท)