บทที่ 97: ก็ไม่ใช่โทรศัพท์จากกิ๊กเก่าซะหน่อย เขาจะรู้สึกผิดอะไรกัน?
พอจางหรงเห็นไข่มุกสองเม็ดนี้ใหญ่ขนาดนี้ สีหน้าของเขาก็พลันเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย เขาเพิ่งจะถอดถุงมือออกไป แต่ก็กลับไปสวมมันอีกครั้ง
เขาหยิบเม็ดสีทองขึ้นมาดูก่อนเป็นอันดับแรก ยิ่งมองดวงตาก็ยิ่งเป็นประกาย “ลายเปลวไฟนี่มันก่อตัวเป็นรูปกวางนี่นา?”
เจียงเซี่ยยิ้มแล้วพยักหน้า
“ให้ตายสิ! นี่มันไม่ใช่ไข่มุกแล้ว แต่มันคือสมบัติล้ำค่า!”
“พี่จางดูเม็ดสีขาวนี้อีกทีสิคะ” เจียงเซี่ยกล่าว
จางหรงวางไข่มุกสีทองลง แล้วก็ไปหยิบไข่มุกขาวที่เปิดจากหอยเม่นหนามยาว
“ดอกคามิเลีย?” เขาหันไปมองเจียงเซี่ยด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
“พี่จางสายตาดีมากค่ะ”
ให้ตายสิ! สองสามีภรรยานี่มันโชคอะไรกัน? เดิมทีไข่มุกห่อนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นไข่มุกที่ดีมากแล้ว ซึ่งหายากมากอยู่แล้ว! แล้วนี่ยังมีอีกสองเม็ดที่เป็นสุดยอดของสุดยอดอีก!
“เจ้าสองตัวใหญ่นี่พวกคุณหามาจากไหนกันครับ? วันหลังผมก็จะไปหาดูบ้าง!”
โจวเฉิงเหล่ยเหลือบมองเจียงเซี่ยแล้วตอบ “หลังพายุไต้ฝุ่น เจียงเซี่ยเก็บได้ที่ชายหาดครับ”
“น้องสะใภ้โชคดีจริงๆ!”
เจียงเซี่ยยิ้ม “ก็แค่บังเอิญเท่านั้นค่ะ”
“ไม่ได้ครับ ครั้งหน้าหลังพายุไต้ฝุ่น ผมก็จะไปที่นั่นของพวกคุณเพื่อเสี่ยงโชคดูบ้าง”
“ยินดีต้อนรับเสมอค่ะ ไม่แน่ว่าถึงตอนนั้นพี่จางอาจจะเก็บไข่มุกที่ล้ำค่ายิ่งกว่าได้ก็ได้นะคะ” เจียงเซี่ยกล่าวอย่างถ่อมตน
“ฮ่าๆ… ขอให้เป็นดั่งคำอวยพรของคุณ! ไข่มุกสองเม็ดนี้เข้างานประมูลได้แน่นอน ผมจะให้คนส่งไปที่ฮ่องกงหรือต่างประเทศ ราคาไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันหยวนต่อเม็ดแน่นอน นี่ถือว่าประเมินแบบต่ำๆ แล้วนะ โชคดีที่พวกคุณไม่ได้ทำลายเปลือกหอยนี่ การประมูลพร้อมกับเปลือกหอยสังข์นี้ยิ่งมีค่ามากขึ้นไปอีก ที่ต่างประเทศมีนักสะสมบางคนชอบสะสมของพวกนี้”
เจียงเซี่ยกล่าว “ฉันเห็นเปลือกหอยสังข์สองอันนี้ใหญ่ขนาดนี้ แถมยังสวยดี ดูแล้วก็มีอายุอยู่บ้างก็เลยเก็บไว้ค่ะ ฉันก็รู้ว่ามีนักสะสมบางคนชอบสะสมของพวกนี้ ก็เลยคิดว่าอาจจะขายเป็นเงินได้”
“น้องสะใภ้มีความรู้กว้างขวางจริงๆ ครับ มีคนชอบสะสมเปลือกหอยสังข์จริงๆ สองเม็ดนี้ผมให้พวกคุณก่อนสองพันหยวน ถึงตอนนั้นขายได้เท่าไหร่ก็ค่อยว่ากัน พวกคุณรอผมสักครู่นะครับ”
จางหรงเดินไปที่ห้องข้างหลังห้องทำงาน เขาหยิบธนบัตรใบใหญ่มาจากในตู้เซฟสามปึก แล้วดึงออกมาสองใบ จากนั้นก็เดินออกมา
พอดีในตอนนั้นโทรศัพท์ในห้องทำงานก็ดังขึ้น
จางหรงจึงบอกกับคนทั้งสอง “ขอโทษนะครับ ผมขอรับโทรศัพท์ก่อน”
“ไม่เป็นไรครับ คุณรับเถอะ” โจวเฉิงเหล่ยกล่าว
จางหรงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “สวัสดีครับ”
จากปลายสายโทรศัพท์มีเสียงผู้ชายร่าเริงดังขึ้น “พี่รอง วันนี้ผมจองตั๋วรถไฟแล้วนะ อีกสองวันจะไปหาพี่ หลังจากมะรืนตอนเช้าห้าโมงถึงสถานี พี่อย่าลืมไปรับผมที่สถานีรถไฟนะ”
จางหรงขมวดคิ้ว “แกไม่มีธุระอะไรจะมาทำไม? แล้วจะมาอยู่กี่วัน?”
“ห้าวันครับ ผมได้รับคำสั่งให้มาส่งของให้ผู้พันของผม”
“ส่งอะไรกัน พอดีผู้พันโจวก็อยู่ที่นี่พอดี แกจะคุยกับเขาสักสองสามคำไหม?”
อีกฝั่งของสายอย่างจางรุ่ยได้ยินก็ประหลาดใจเล็กน้อย “ผู้พันไปอยู่ที่นั่นของพี่ได้ยังไง! จะคุย จะคุย! ให้เขามาคุยโทรศัพท์หน่อย!” เสียงที่ตื่นเต้นนั้นดังจนเจียงเซี่ยก็ได้ยิน เธอมองไปทางโจวเฉิงเหล่ย แต่เขาไม่ได้ยิน
จางหรงจึงยื่นโทรศัพท์ให้โจวเฉิงเหล่ย “เจ้าเด็กจางรุ่ยบอกว่าอยากจะคุยกับคุณ”
โจวเฉิงเหล่ยยื่นมือซ้ายไปรับโทรศัพท์ แล้ววางไว้ที่หูซ้ายเพื่อฟัง “ฮัลโหล”
“ผู้พันครับ คุณไปอยู่ที่ร้านของพี่รองผมได้ยังไง?”
“มาขายไข่มุก”
อีกฝั่งของสายเงียบไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนจะประหลาดใจ แล้วถึงได้พูดออกมา “ให้เขาให้ราคาสูงๆ หน่อยนะ ถ้าเขารับซื้อถูกไป ผมจะบอกคุณปู่ให้ท่านมาตีเขา!”
โจวเฉิงเหล่ยไม่ตอบคำพูดของเขาแต่ถามกลับไปว่า “มีเรื่องอะไร?”
“เป็นเอกสารเกี่ยวกับทะเบียนทหารกับประวัติของคุณครับ ผมจะเอาไปส่งให้ พรุ่งนี้เย็นรถไฟจะออก หลังจากมะรืนก็ถึงแล้ว ถึงตอนนั้นผมจะไปหาคุณที่หมู่บ้าน”
โจวเฉิงเหล่ยได้ยินดังนั้นก็รีบใช้มือปิดปากโทรศัพท์ตามสัญชาตญาณ ทั้งยังเหลือบมองเจียงเซี่ยแวบหนึ่ง
เจียงเซี่ยไม่ได้ยิน เธอจึงมองเขาอย่างไม่เข้าใจ
โจวเฉิงเหล่ยเบี่ยงตัวไปด้านข้างเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ พยายามขยับหูโทรศัพท์ให้ห่างจากเจียงเซี่ยอย่างแนบเนียน แล้วพูดกับคนในสายกลับไปว่า “รู้แล้ว ไม่ต้องมาหาฉันที่หมู่บ้านหรอก ถึงตอนนั้นฉันจะมาหาแกที่นี่เอง”
เจียงเซี่ย: “…”
เดี๋ยวนะ ปลายสายเป็นผู้ชายไม่ใช่เหรอ? ก็ไม่ใช่โทรศัพท์จากกิ๊กเก่าซะหน่อย เขาจะรู้สึกผิดอะไรกัน?
หลังจากคนในสายพูดอะไรบางอย่าง เจียงเซี่ยก็ได้ยินโจวเฉิงเหล่ยพูดอีกประโยค “แกดูสิว่าจะช่วยฉันซื้อชุดดำน้ำได้ไหมสองชุด ของผู้ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง… ถึงตอนนั้นค่อยเจอกัน” โจวเฉิงเหล่ยไม่อยากจะพูดมาก เขาจึงพูดเพียงสองสามคำก็วางสายไป ทิ้งให้คนปลายสายยังคงงงอยู่! เขายังพูดไม่จบเลยนะ!
โจวเฉิงเหล่ยยังไม่วางใจหลังจากวางสาย เขาจึงหันไปกำชับกับจางหรงว่า “มะรืนถ้าจางรุ่ยมาแล้ว ให้เขารอผมอยู่ที่นี่นะ เดี๋ยวผมจะมาหาเขาเอง”
“ได้เลย” จางหรงตอบ
จางหรงวางเงินไว้ตรงหน้าเจียงเซี่ย “น้องสะใภ้ครับ นี่สองพันแปดร้อยหยวน ถึงตอนนั้นไข่มุกพวกนั้นขายได้แล้วผมจะเอาเงินที่เหลือมาให้พวกคุณอีกที แต่ว่าเวลาอาจจะนานหน่อยนะครับ เราก็ไม่รีบ ค่อยๆ ปล่อยของ ขายให้ได้ราคาดีๆ”
“ได้ค่ะ ขอบคุณค่ะพี่จาง คุณจัดการได้เลยค่ะ” เจียงเซี่ยยัดเงินใส่กระเป๋า
จางหรงมองนาฬิกาข้อมือแวบหนึ่ง ไม่รู้ตัวก็เกือบจะ 12 โมงแล้ว เขาจึงพูดกับสองสามีภรรยาว่า “ไปกันเถอะครับ นานๆ ทีจะมาที่นี่ของผม เราไปกินข้าวกัน”
โจวเฉิงเหล่ยไม่ปฏิเสธ เพราะจางหรงช่วยพวกเขาเรื่องใหญ่ ทั้งตามเหตุและผลก็ควรจะเลี้ยงข้าวเขาสักมื้อ อีกทั้งเจียงเซี่ยน่าจะหิวแล้ว เขาจึงบอกว่าจะไปร้านอาหารของรัฐเพราะดูเหมือนเจียงเซี่ยจะชอบร้านอาหารของรัฐเป็นพิเศษ อีกทั้งพวกเขาก็นัดกับพ่อโจวไว้ว่าจะรอที่นั่น
จางหรงเบื่ออาหารของร้านอาหารของรัฐแล้ว เขาจึงเสนอให้ไปร้านอาหารที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน
เจียงเซี่ยได้สัมผัสร้านอาหารของรัฐมาแล้ว เธอจึงเอ่ยขึ้น “เรารับพ่อแล้วไปลองร้านอาหารที่เพิ่งเปิดใหม่กันดีไหมคะ?” ไปดูว่าธุรกิจร้านอาหารตอนนี้เป็นอย่างไรก็ดีเหมือนกัน
“ได้ครับ” โจวเฉิงเหล่ยตอบรับตามใจเธอ
ดังนั้นทั้งสามคนจึงไปที่หน้าประตูร้านอาหารของรัฐเพื่อรับพ่อโจว แล้วก็ไปยังร้านอาหารที่เพิ่งเปิดใหม่อีกร้านหนึ่ง
หลังจากการปฏิรูปและเปิดประเทศ ในเมืองก็ทยอยเปิดร้านอาหารขึ้นสองร้าน พวกเขาไปร้านที่เพิ่งเปิดใหม่ล่าสุดชื่อร้าน "ซินเฟิง" ซึ่งเป็นเวลาอาหารพอดี คนในร้านจึงไม่น้อยเลย อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นใจกลางเมือง ร้านอาหารเอกชนในตอนนี้ก็ยังมีไม่มากนัก ห้องโถงใหญ่จึงเกือบจะเต็มแล้ว เจียงเซี่ยรู้ว่าธุรกิจร้านอาหารก็เริ่มพัฒนาในยุคนี้ และพอถึงยุค 90 ก็ยิ่งพัฒนาอย่างรวดเร็ว
รอมีเงินแล้วค่อยเปิดร้านอาหารก็ได้ เพราะตอนนี้คู่แข่งน้อย ในเมืองก็ไม่ขาดคนรวยที่ไม่มีที่ใช้เงิน เจียงเซี่ยคิด
จางหรงขอห้องส่วนตัวห้องหนึ่ง เขาให้พ่อโจวเป็นคนสั่งอาหาร แต่พ่อโจวปฏิเสธ “ฉันกินอะไรก็ได้ พวกแกสั่งเถอะ”
เขาจึงให้เจียงเซี่ยเป็นคนสั่ง “น้องสะใภ้ดูสิครับว่าอยากกินอะไร ร้านนี้เชฟเพิ่งเชิญมาจากปักกิ่ง เป็ดย่างทำได้ไม่เลวเลย”
เจียงเซี่ยจึงสั่งเป็ดปักกิ่งหนึ่งอย่าง กับวุ้นเส้นลูกชิ้นผักกาดดองอีกหนึ่งอย่าง แล้วก็ให้พวกเขาสองคนสั่งต่อ
โจวเฉิงเหล่ยสั่งซุปไก่ดำโสมอเมริกาให้เจียงเซี่ยดื่ม แล้วก็ให้จางหรงเป็นคนสั่งต่อ
จางหรงจึงสั่งปลิงทะเลผัดน้ำแดง ไก่ผัดเห็ดหอม หมูเส้นผัดหน่อไม้ ปลากระรอกเปรี้ยวหวาน หมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊ว และผัดผักกวางตุ้งกระเทียม รวมเป็นแปดอย่างหนึ่งซุป
ระหว่างกินข้าว โจวเฉิงเหล่ยกับจางหรงก็พูดคุยกัน ทั้งเรื่องความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปและเปิดประเทศ และการคาดการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์โลก จางหรงก็ไม่ละเลยเจียงเซี่ยกับพ่อโจว เขามักจะหันมาคุยกับพวกเขาสองสามคำอยู่เสมอ
เพียงแต่ว่าเมื่อเขามองดูโจวเฉิงเหล่ยที่คอยคีบกับข้าวให้เจียงเซี่ยเป็นระยะๆ ตลอดมื้ออาหาร พอเจียงเซี่ยดูเหมือนจะไม่ชอบกินหนังไก่ เขาก็รับหนังไก่ที่เธอแทะแล้วมากินต่อ พอเจียงเซี่ยกินกับข้าวที่ไม่ชอบเข้าไปคำหนึ่งแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาก็รีบยื่นชามของตัวเองไปให้ทันทีเพื่อให้เธอคายกับข้าวจานนั้นใส่ชามของเขา จางหรงรู้สึกว่าอาหารมื้อนี้ยังไม่ทันได้กินอะไรก็อิ่มเสียแล้ว!
พ่อโจวยิ้มร่าพลางคิดในใจ ไข่มุกต้องขายได้ราคาดีแน่ๆ
อาหารมื้อนี้ทั้งเจ้าภาพและแขกต่างก็มีความสุข
หลังจากกินข้าวเสร็จ โจวเฉิงเหล่ยก็เป็นคนจ่ายเงิน เขาบอกว่าเป็นงานเลี้ยงแต่งงานของพวกเขาที่เลี้ยงเขา ทำให้จางหรงไม่กล้าที่จะแย่งจ่ายกับเขา กับข้าวเยอะขนาดนี้รวมแล้วกินไปประมาณ 10 หยวน ดูเหมือนจะคุ้มค่ามาก แต่เจียงเซี่ยหันกลับไปคิดถึงเงินเดือนในตอนนี้ที่แค่สามสี่สิบหยวนต่อเดือน ก็ไม่รู้สึกว่ามันคุ้มแล้ว
หลังจากกินข้าวเสร็จ และกล่าวอำลาจางหรงแล้ว ทั้งสามคนก็ตรงไปยังอู่ต่อเรือ
ยามเฝ้าประตูที่อู่ต่อเรือยังจำโจวเฉิงเหล่ยกับเจียงเซี่ยได้ สองสามีภรรยาคู่นี้หน้าตาโดดเด่นเกินไปจริงๆ เขาจึงหัวเราะแล้วพูดว่า “โอ้โห พวกคุณมาได้จังหวะดีจริงๆ! วันนี้มีของถูกให้เก็บด้วยนะ!”
(จบตอน)