"ที่ว่าจริงจังคือผมไม่เคยคิดเรื่องหย่าเลย ยิ่งตอนนี้เรามีลูกชายด้วยกันแล้ว ยิ่งไม่มีทางหย่าเด็ดขาด"
"อากู๋ อ่า!" เจ้าตัวเล็กส่งเสียงรับคำพูดของเยี่ยหว่านหลิง พร้อมกับยิ้มหวานจนตาหยี มือไม้อวบอ้วนขยับคว้าไปมาในอากาศ "อายา อา"
"อ้าย ลูกแม่หล่อจริงๆ เลย น่ารักที่สุด! สมกับที่เป็นลูกแม่จริงๆ" เยี่ยหว่านหลิงโยนเรื่องผู้ชายทิ้งไว้ข้างหลังทันที แล้วจมดิ่งลงไปกับความหล่อและความน่ารักของลูกชาย
สองแม่ลูกคุยกันคนละเรื่องอยู่นาน จนกระทั่งเยี่ยหว่านหลิงนึกถึงประเด็นสำคัญขึ้นมาได้
'ลูกจ๋า คราวนี้แม่จะผ่านด่านไปได้อย่างปลอดภัยไหมขึ้นอยู่กับลูกแล้วนะ พยายามส่งพลังความน่ารักออกมาให้เต็มที่ มอมเมาเขาให้หลงเลยลูก!'
เยี่ยหว่านหลิงเริ่มได้สติ ฉินอี้เฉินคนนี้ค่อนข้างเจ้าเล่ห์ไม่เบา การที่เขาบุกมาถึงเมืองหวินเฉิงโดยไม่บอกไม่กล่าวล่วงหน้าแบบนี้ แสดงว่าเขาต้องตกใจ... และโกรธมากแน่ๆ ที่จู่ๆ ก็มีลูกชายโผล่มาหนึ่งคน
ในฐานะเยี่ยหว่านหลิงผู้ให้กำเนิดเด็กคนนี้ เธอจำเป็นต้องให้คำอธิบายแก่เขา
จะประมาทความเฉียบแหลมของทหารไม่ได้ คำอธิบายของเธอต้องสมเหตุสมผลและเพียงพอที่จะทำให้ฉินอี้เฉินยอมรับได้เท่านั้น
ฉินอี้เฉินเปิดประตูห้องน้ำออกมา เขาไม่เพียงแต่จะอาบน้ำเสร็จแล้ว แต่ยังซักเสื้อผ้าของตัวเองจนเรียบร้อย แถมยังถือวิสาสะซักเสื้อผ้าเด็กและผ้าอ้อมที่กองอยู่ในตะกร้าเล็กๆ ในห้องน้ำจนสะอาดหมดจดด้วย
เมื่อได้รับสายตาเชิงคำถามจากฉินอี้เฉิน เยี่ยหว่านหลิงจึงชี้ไปที่หน้าต่างไม้ทางทิศตะวันออกที่เปิดอยู่ "ทางนั้นค่ะ ราวไม้ไผ่ตรงนั้นเป็นของเรา ตากไว้ตรงนั้นได้เลย"
ห้องเล็กๆ ของเธอห่างจากกำแพงด้านนอกของลานตะวันออกเพียงทางเดินกว้างสองเมตร ห้องครัวรวมสามารถเดินทะลุไปสวนหลังบ้านได้สะดวกกว่า ทางเดินฝั่งนี้ปกติแทบจะไม่มีใครเดินผ่านไปมา
เยี่ยหว่านหลิงให้ป้าเหมยแขวนราวไม้ไผ่ไว้เหนือทางเดินเพื่อตากผ้า เวลาที่เธอขี้เกียจออกไปข้างนอก แค่เปิดหน้าต่างทิศตะวันออกออกไป ก็สามารถตากผ้าและเก็บผ้าได้ทันที
ฉินอี้เฉินตากผ้าเสร็จอย่างรวดเร็ว แถมยังเก็บผ้าอ้อมที่แห้งแล้วกลับเข้าห้องมาด้วย และลงมือพับพวกมันอย่างคล่องแคล่ว
"ใส่ตู้ใบนี้ใช่ไหม?" ฉินอี้เฉินเปิดตู้เสื้อผ้าหลังจากเยี่ยหว่านหลิงพยักหน้า และเขาก็เห็นช่องเล็กๆ ที่จัดไว้สำหรับใส่ผ้าอ้อมโดยเฉพาะ มีอยู่ประมาณสี่สิบถึงห้าสิบผืนได้
"ใช่ค่ะ" เยี่ยหว่านหลิงอุ้มลูกมองดูฉินอี้เฉินทำงานอย่างหน้าตาเฉย ไม่มีอาการเขินอายหรือคิดจะเข้าไปช่วยเลยสักนิด
"ช่วงอยู่ไฟฉันจ้างป้าเหมยที่อยู่แฟลตเดียวกันมาช่วยดูแลที่บ้าน พอออกเดือนมาแล้ว ฉันก็ให้แกมาที่บ้านวันละครั้งเพื่อช่วยซักผ้าอ้อมและงานอื่นๆ น่ะค่ะ"
ดังนั้น งานที่ฉินอี้เฉินกำลังทำอยู่นี้ จึงเป็นงานที่เยี่ยหว่านหลิงจ้างให้ป้าเหมยทำเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ในฐานะพ่อของเด็ก เยี่ยหว่านหลิงจึงไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องห้ามเขา
ในขณะที่เยี่ยหว่านหลิงพูดไปเรื่อยๆ สายตาของเธอก็ลอบสังเกตใบหน้าของฉินอี้เฉิน เคล็ดลับการเอาตัวรอดในตระกูลเศรษฐีอย่างหนึ่งคือต้องรู้จักสังเกตสีหน้าท่าทาง ซึ่งเธอเชี่ยวชาญวิชานี้เป็นอย่างดี
เมื่อฉินอี้เฉินอยู่ต่อหน้าเธอและลูก ไม่ได้อยู่ต่อหน้าศัตรู ย่อมต้องมีการเปิดเผยอารมณ์ออกมาบ้างไม่มากก็น้อย
ทว่าในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ เยี่ยหว่านหลิงมั่นใจแล้วว่าฉินอี้เฉินเป็นคนประเภทเดียวกับย่าแก่ๆ ในตระกูลเศรษฐีของเธอ คือเป็นคนที่รับมือได้ยาก ความเสแสร้งที่ไร้ความจริงใจนั้นยากจะสั่นคลอนคนประเภทนี้ได้
"ควรจะเป็นอย่างนั้นครับ" ฉินอี้เฉินพยักหน้า เขาจะมีความเห็นคัดค้านได้อย่างไร การหาคนมาช่วยดูแลช่วงอยู่ไฟและดูแลเด็กเป็นเรื่องที่ควรและจำเป็นต้องทำ เขาเพียงแต่รู้สึกว่าการกระทำหลายๆ อย่างของเยี่ยหว่านหลิงช่างบ้าบิ่นและชวนให้จนใจจริงๆ
ดวงตาจิ้งจอกของเยี่ยหว่านหลิงโค้งขึ้น เธอหยักหน้าเรียก "รีบมาอุ้มลูกชายคุณสิคะ"
ฉินอี้เฉินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วผ่อนออกมา ก่อนจะเดินมาหยุดตรงหน้าเยี่ยหว่านหลิง ยื่นมือทั้งสองข้างออกมาด้วยท่าทางที่ค่อนข้างประหม่า
เขาเคยอุ้มลูกของเพื่อนทหารมาบ้าง แต่นั่นก็เป็นเจ้าพวกเด็กแสบที่โตหลายขวบแล้ว เขาไม่เคยอุ้มเด็กทารกวัยไม่กี่เดือนขนาดนี้มาก่อน ยิ่งเป็นลูกชายแท้ๆ ที่สืบสายเลือดเดียวกับเขายิ่งไม่เคย
"อย่าเกร็งขนาดนั้นสิคะ แค่ประคองก้นกับหลังเขาไว้ไม่ให้ตกลูกก็พอ เขาชอบถูกอุ้มแบบนี้ที่สุดเลย" เยี่ยหว่านหลิงชะงักเพียงครู่เดียว ก็ส่งลูกชายเข้าสู่อ้อมกอดของฉินอี้เฉินทันที
เธอกำลังน้อย ปกติมักจะนอนเล่นกับเจ้าตัวเล็กมากกว่า เวลาอุ้มแบบนี้เขามักจะตื่นเต้นและซนเป็นพิเศษ
เยี่ยหว่านหลิงช่วยฉินอี้เฉินปรับท่าทางอยู่สองสามครั้ง เจ้าตัวเล็กแกว่งมือแกว่งเท้าอย่างตื่นเต้น เขาไม่ร้องไห้จริงๆ ด้วย แถมยังพยายามชันหัวพิงเข้ากับไหล่ของฉินอี้เฉิน ก่อนจะหันกลับมามองฉินอี้เฉินด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"อา" มือเล็กๆ ที่โบกไปมาตบเข้าที่หน้าของฉินอี้เฉิน แล้วขยับขย้ำไปมาดูเหมือนจะมองจนพอใจแล้ว เขาจึงหันกลับไปซบไหล่ฉินอี้เฉินต่อ "อากู๋ กู๋..."
"ตายจริง ชอบคุณพ่อขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย แม่จะอิจฉาแล้วนะ" เยี่ยหว่านหลิงขยับข้อมือพลางใช้นิ้วจิ้มไปที่จมูกของเจ้าตัวเล็ก
เด็กน้อยส่งเสียงหัวเราะ "เอิ๊กๆ" เสียงดังฟังชัดทีเดียว
มุมปากของฉินอี้เฉินยกขึ้น เขาเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ร่างกายเล็กๆ ที่นุ่มนิ่มและอบอุ่นในอ้อมกอด กลิ่นน้ำนมหอมกรุ่นที่ลอยมาแตะจมูก และเสียงหัวเราะของลูกชายกับเยี่ยหว่านหลิงที่ดังอยู่ข้างหู
ในวินาทีนี้ ความรู้สึกของเขาถึงได้กลายเป็นความจริงขึ้นมาเสียที เขามีลูกชายที่สืบสายเลือดเดียวกับเขาจริงๆ แล้ว เขาได้เป็นพ่อคนแล้ว
"นั่งลงเถอะค่ะ เรามีเรื่องต้องคุยกัน" เยี่ยหว่านหลิงลากเก้าอี้มาให้ฉินอี้เฉิน ส่วนตัวเองเดินไปนั่งที่ริมเตียงฝั่งหน้าต่างหน้าบ้าน
ฉินอี้เฉินนั่งลง มือหนึ่งลูบหลังลูกชายเบาๆ อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องมีใครสอน สมาธิของเขาแบ่งออกเป็นสองส่วนเพื่อดูแลทั้งแม่และลูก
เยี่ยหว่านหลิงเงียบไป เธอกำลังเตรียมคำพูดว่าจะเริ่มยังไงดี ตัวเธอเองก็ไม่ค่อยมีประสบการณ์ในการขอโทษใครเสียด้วย
ในตอนนั้นเอง ฉินอี้เฉินเบนหน้ามา ดวงตาดอกท้อหลุกลงเล็กน้อย สายตาจดจ้องที่ใบหน้าของเยี่ยหว่านหลิง เขาเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาก่อนว่า "วันหลัง ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับคุณหรือลูก อย่าปิดบังผมอีกเลยนะครับ ตกลงไหม?"
การที่ผู้หญิงให้กำเนิดบุตรเปรียบเสมือนการก้าวข้ามความเป็นความตาย เยี่ยหว่านหลิงถึงกับไม่บอกใครเลยสักคน หากเกิดอะไรขึ้นมา... เขาแทบไม่กล้าคิดต่อเลยจริงๆ
ก่อนจะเดินทางมาเมืองหวินเฉิง ฉินอี้เฉินได้โทรศัพท์หาแม่ยาย "หร่วนอวี้หมิ่น" ที่อยู่ในเขตทหารอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งทางนั้นเองก็ไม่รู้เรื่องที่เยี่ยหว่านหลิงตั้งครรภ์และคลอดลูกเลยเช่นกัน
ส่วนพี่ชายภรรยา "เยี่ยชิงเหอ" ที่อยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือและถูกตัดขาดจากการติดต่อภายนอกทุกทาง ยิ่งไม่มีทางรู้เรื่องนี้ได้เลย
เยี่ยหว่านหลิงไม่ได้ปิดบังแค่เขา แต่เธอปิดบังทั้งพ่อแม่และพี่ชายทุกคน
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เยี่ยหว่านหลิงก็ยากที่จะไม่รู้สึกผิดและละอายใจ เธอชำเลืองมองสีหน้าที่ดูจริงจังเป็นพิเศษของฉินอี้เฉิน พลางขยับท่านั่งให้ตรงขึ้นเล็กน้อย สีหน้าเริ่มจริงจังตามไปด้วย
"อืม... เรื่องที่ปิดบังเนี่ยเป็นความผิดของฉันเองค่ะ ฉันคิดผิดไป และทำผิดไปแล้ว วันหลังจะไม่ทำอีกแล้วค่ะ ขอโทษนะคะ" เยี่ยหว่านหลิงก้มหน้าลงเล็กน้อย เอ่ยขอโทษด้วยท่าทางที่ดูจริงใจเป็นอย่างยิ่ง
"แล้วก็เรื่องที่แต่งงานกันตอนนั้น... ฉันก็ต้องขอโทษคุณด้วย คุณเป็นทหาร การแต่งงานส่งผลต่ออนาคตและความก้าวหน้าของคุณ"
เยี่ยหว่านหลิงเงยหน้าขึ้นสบตากับฉินอี้เฉิน แล้วเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า "ตอนนั้นคุณคือคนที่ฉันคิดว่าต้องคว้าไว้ให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม ฉันคิดถึงแต่ตัวเอง... พอรู้ว่าท้อง ฉันก็ตกใจและลนลานมาก หลังจากนั้นฉันก็ไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับคุณ และครอบครัวของคุณยังไงดี"
"คืนที่คลอดเขา... ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตาย หลังจากคลอดเขาออกมาในช่วงเวลานี้ ฉันก็ได้คิดทบทวนอะไรหลายๆ อย่าง จนค่อยๆ เข้าใจขึ้นมา ไม่ว่ายังไง ฉันก็ไม่ควรผลักภาระความทุกข์ยากและอารมณ์ของตัวเองไปให้กับคุณที่เป็นคนมีน้ำใจและไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย"
หากพูดถึงแผนการที่ร่างเดิมใช้กับฉินอี้เฉินในตอนนั้น จริงๆ แล้วมันเรียบง่ายและรุนแรงมาก คือการใช้ประโยชน์จากความรับผิดชอบในฐานะทหารของฉินอี้เฉิน และความสัมพันธ์พิเศษที่มีต่อลูกสาวของเพื่อนเก่าที่เป็นผู้บังคับบัญชา จนบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างค่อนข้างราบรื่น
เมื่อฉินอี้เฉินได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้มาเยี่ยมเยียนที่บ้านเก่าตระกูลเยี่ย ร่างเดิมก็เกิดถูกใจในฐานะทหารของฉินอี้เฉินเพียงฝ่ายเดียว รวมถึงกลิ่นอายที่ดูภูมิฐานซึ่งอาจจะบ่งบอกถึงภูมิหลังทางบ้านที่ไม่ธรรมดาด้วย
ในตอนนั้นเอง ร่างเดิมจึงแกล้งเผยความหวาดกลัวที่กดทับอยู่ในใจออกมา สภาวะนั้นดูสมจริงและน่าเป็นห่วงมาก จากนั้นเธอก็ไปดักรอที่ริมทะเลสาบเล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งเป็นทางผ่านที่ฉินอี้เฉินต้องใช้เดินทางไปสถานีรถไฟเมืองหวินเฉิงเพื่อกลับหน่วย แล้วกระโดดน้ำลงไปต่อหน้าต่อตาเขา
ในฐานะทหาร ฉินอี้เฉินเห็นชาวบ้านทั่วไปประสบภัยยังไงก็ต้องช่วย ยิ่งเป็นลูกสาวเพื่อนเก่าของผู้บังคับบัญชาประสบเคราะห์ร้าย ยิ่งต้องช่วยเข้าไปใหญ่ แต่การช่วยชีวิตครั้งนี้กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่เสียแล้ว
ร่างเดิมที่ถูกช่วยขึ้นมาแทบจะหงายการ์ดใส่ฉินอี้เฉินทันที ด้วยท่าทีที่ว่าในเมื่อเสียความบริสุทธิ์ไปแล้ว (จากการถูกเนื้อต้องตัวตอนช่วย) หากคุณไม่แต่งงานกับฉัน ฉันก็จะฆ่าตัวตายต่อไป
ฉินอี้เฉินเข้าใจได้ในทันทีว่าเขาถูกเยี่ยหว่านหลิงวางแผนเข้าหาเสียแล้ว
และการที่เขามาปรากฏตัวที่เมืองหวินเฉิง ความจริงแล้วเป็นเพียงทางผ่านในระหว่างเดินทางกลับบ้านไปเยี่ยมญาติ และถือโอกาสทำภารกิจส่วนตัวให้ผู้บังคับบัญชาด้วย จุดประสงค์หลักของการกลับบ้านครั้งนี้คือเพื่อไปปลอบโยนพ่อแม่ที่คอยกังวลเรื่องการแต่งงานของเขา และอาจจะถือโอกาสไปดูตัวบ้างเป็นบางครั้ง
ฉินอี้เฉินเองไม่ได้มีความคิดอะไรเกี่ยวกับการแต่งงานเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้รังเกียจ ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากเยี่ยหว่านหลิงจะ "ช่างวางแผน" แล้ว เธอยังมีใบหน้าที่สวยราวกับนางฟ้า มีการศึกษาสูงและมีงานประจำทำ ซึ่งหาได้ยากในหมู่คนชนบท
บางทีหากให้เวลาพวกเขาได้ทำความรู้จักกันมากกว่านี้ ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องให้เยี่ยหว่านหลิงเป็นฝ่ายวางแผนการแต่งงานครั้งนี้ด้วยตัวเองเลยก็ได้
ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ฉินอี้เฉินจึงส่งรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาในเขตทหาร และทางนั้นก็อนุมัติรายงานการแต่งงานของฉินอี้เฉินกลับมาอย่างรวดเร็วมาก
ภายในเวลาไม่ถึงสิบวัน ฉินอี้เฉินและเยี่ยหว่านหลิงก็ไปจดทะเบียนสมรสกันที่เมืองหวินเฉิง
หลังแต่งงาน พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเก่าตระกูลเยี่ยไม่ถึงสามวัน ฉินอี้เฉินก็ถูกโทรศัพท์เรียกตัวด่วนให้ไปปฏิบัติภารกิจลับในเมืองข้างๆ หลังจบภารกิจเขากลับมาที่เมืองหวินเฉิง และอยู่อีกไม่ถึงวันก็ต้องสิ้นสุดวันลาและกลับเข้าเขตทหารอย่างเป็นทางการ
วันลาเยี่ยมญาติของเขาสิ้นสุดลงแล้ว หลังจากนั้นการสื่อสารทั้งหมดของพวกเขาก็ผ่านทางโทรเลขและจดหมายเท่านั้น
เยี่ยหว่านหลิงหลุบตาลง ขนตายาวงอนสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อว่า "หากคุณยังคงติดค้างในใจ... ฉันยอมรับการหย่าค่ะ..."
หากฉินอี้เฉินไม่สามารถคลายปมในใจได้ เธอคงต้องเลือกแผนสำรอง คือการไปพึ่งพาแม่แท้ๆ ที่แต่งงานใหม่ หรือไม่ก็หาทหารสักคนที่ไม่ได้รังเกียจ "ภูมิหลัง" ของเธอเพื่อแต่งงานใหม่
ไม่ว่าจะเป็นร่างเดิมหรือเยี่ยหว่านหลิงคนปัจจุบัน ต่างก็มีความเห็นตรงกันว่าในยุคสมัยที่พิเศษเช่นนี้ พวกเธอจำเป็นต้องมีฐานะ "ครอบครัวทหาร" ไว้เป็นเกราะคุ้มครอง
สำหรับเยี่ยหว่านหลิงแล้ว ฐานะพระเอกนิยายของฉินอี้เฉินความจริงแล้วเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่หลวงมาก ใครจะไปรู้ว่าเมื่อเขาได้เจอนางเอกตัวจริงของเขาแล้ว เขาจะมีปฏิกิริยาหรือการตัดสินใจอย่างไร
เยี่ยหว่านหลิงแอบถูกใจใบหน้าของฉินอี้เฉินอยู่บ้าง และบวกกับฐานะที่เขาเป็นพ่อแท้ๆ ของลูกชายตัวน้อย เธอจึงตั้งใจจะอยู่ร่วมกับเขาอย่างเป็นมิตร แต่แน่นอนว่าเธอไม่ได้ขาดเขาไม่ได้
และสิ่งที่ร่างเดิมคิดไม่ตก เยี่ยหว่านหลิงคิดตกแล้ว
ตอนที่เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นนั้น การที่แม่แท้ๆ "หร่วนอวี้หมิ่น" และ "เยี่ยจิ้งหยวน" หย่าขาดและแต่งงานใหม่ภายในเวลาอันสั้น ส่วนใหญ่ก็เพื่อปกป้องลูกชายลูกสาวของพวกเขา โดยเฉพาะลูกชายคนโต "เยี่ยชิงเหอ" ที่ทำงานอยู่ในสถาบันวิจัยทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ
ตอนนี้ความสัมพันธ์ในฐานะพ่อแม่และญาติพี่น้องของเยี่ยหว่านหลิงและเยี่ยชิงเหอต่างก็นับรวมไปทางฝั่งหร่วนอวี้หมิ่นแล้ว และคนที่หร่วนอวี้หมิ่นแต่งงานใหม่ด้วยนั้นเป็นถึงรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลหลักประจำเขตทหารแห่งหนึ่ง เขาเป็นลูกศิษย์ที่สืบทอดวิชามาจากพ่อของหร่วนอวี้หมิ่น ทั้งสองคนเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมอาจารย์เดียวกัน ภรรยาของรองผู้อำนวยการคนนั้นเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว และลูกสาวบุญธรรมที่ภรรยาเขารับมาเลี้ยงแต่แรกก็ได้แต่งงานออกเรือนไปแล้วด้วย
รองผู้อำนวยการคนนั้นหลงใหลในวิชาการแพทย์ และรู้สึกซาบซึ้งใจที่ท่านผู้เฒ่าหร่วนเคยสั่งสอนและดูแลเขามาเป็นอย่างดี เมื่อหร่วนอวี้หมิ่นเอ่ยปากว่าต้องการความช่วยเหลือ เขาจึงตกลงรับคำในทันที
ด้วยเส้นสายทางทหารของเขาและการรับรอง รวมถึงความช่วยเหลือจากเพื่อนเก่าของเยี่ยจิ้งหยวนซึ่งก็คืออดีตผู้บังคับบัญชาของฉินอี้เฉิน การที่เยี่ยจิ้งหยวนถูกส่งตัวไปแรงงานจึงแทบจะไม่มีผลกระทบต่ออนาคตของเยี่ยชิงเหอและเยี่ยหว่านหลิงเลย
ดังนั้นย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อฉินอี้เฉินที่แต่งงานกับเยี่ยหว่านหลิงด้วยเช่นกัน
ตอนนั้นการที่คำขอแต่งงานของฉินอี้เฉินได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็ว ก็สามารถอธิบายปัญหาในส่วนนี้ได้บางส่วน แต่ตอนนั้นร่างเดิมที่เพิ่งผ่าน "ความโกลาหล" มา และครอบครัวที่แสนสุขต้องพังทลายลงในพริบตากำลังขวัญเสียอย่างหนัก หร่วนอวี้หมิ่นบอกใบ้เป็นนัยๆ หลายครั้งก่อนออกจากเมืองหวินเฉิง แต่เธอก็ฟังไม่เข้าใจเลยสักนิด
หร่วนอวี้หมิ่นเองก็คงคิดไม่ถึงว่าเยี่ยหว่านหลิงจะเลือกใช้วิธีที่รุนแรงและบ้าบิ่นขนาดนี้ในช่วงเวลาสั้นๆ
แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากล่วงรู้เรื่องแล้ว หร่วนอวี้หมิ่นก็ค่อนข้างพอใจกับสามีที่เยี่ยหว่านหลิงหาให้ตัวเอง ถึงแม้ภูมิหลังทางครอบครัวของฉินอี้เฉินจะดูไม่ค่อยดีนัก แต่คุณธรรมและความสามารถที่ยอดเยี่ยมของเขาเองนั้นเพียงพอที่จะกลบจุดด้อยเรื่องชาติตระกูลของเขาได้
หัวคิ้วของฉินอี้เฉินกระตุกเล็กน้อย เขาแสดงจุดยืนของตัวเองออกมาทันที "ไม่มีคำว่าถ้าครับ ตอนที่ผมส่งรายงานขออนุญาตแต่งงานจากผู้บังคับบัญชา ผมก็ทำด้วยความจริงจัง ที่ว่าจริงจังคือผมไม่เคยคิดเรื่องหย่าเลย ยิ่งตอนนี้เรามีลูกชายด้วยกันแล้ว ยิ่งไม่มีทางหย่าเด็ดขาด"
จบตอนที่ 5