บทที่ 36 : พี่ ผม...ผมก็ชอบเธอ
คำอธิบายที่เตรียมไว้ติดอยู่ในลำคอ ลู่สือจวินทบทวนคำพูดของลู่สือหวยแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายพูดไม่ผิด
ตลอดครึ่งปีนับตั้งแต่เสิ่นชางเสวี่ยย้ายมาอยู่ในเขตทหาร พวกเขาสามคนมีเรื่องกระทบกระทั่งกันอยู่เรื่อย ทั้งเถียงกัน ทั้งลงไม้ลงมือ ลับหลังก็ยังพูดจาว่าร้ายกันสารพัด เรื่องไหนที่ไม่เคยทำบ้าง?
“หลีกไปหน่อย”
ลู่สือจวินยกเท้าถีบลู่สือหวย
แต่ลู่สือหวยเพิ่งพูดจบก็รู้ดีว่าลู่สือจวินเป็นคนแบบไหน จึงเตรียมตัวป้องกันไว้ล่วงหน้าแล้ว พอเห็นอีกฝ่ายยกเท้าขึ้นมา เขาก็รีบเบี่ยงตัวหลบได้ทัน
ลู่สือจวินเคยถูกพี่ใหญ่โจวลงโทษมานับครั้งไม่ถ้วน แต่การถูกพี่สาวสั่งให้ทำวิดพื้น นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต
พูดตามตรง ก็รู้สึกแปลกใหม่ดีเหมือนกัน
เขาเหลือบมองลู่สือหวยที่อยู่ข้างกาย ก่อนเงยหน้าขึ้นเสนออย่างจริงใจ
“พี่ หนึ่งร้อยครั้งมันน้อยไปหน่อยไหม งั้นทำคนละหนึ่งพันครั้งดีไหม”
ลู่สือหวยกับลู่สือเหย่หน้ามืดขึ้นมาพร้อมกัน
ลู่สือหวยยังพอรับไหว งานซ้อมการแสดงเป็นงานที่ต้องใช้แรงอยู่แล้ว ร่างกายของเขาจึงได้รับการฝึกฝนเป็นประจำ
แต่ลู่สือเหย่ต่างออกไป เขานั่งตรวจคนไข้อยู่ในห้องตรวจแทบทุกวัน ไม่ต้องพูดถึงการออกกำลังกายเลย แค่จะได้ก้าวออกจากบ้านยังมีไม่กี่ครั้งด้วยซ้ำ แล้วจะเอาแรงที่ไหนไปทำวิดพื้นหนึ่งพันครั้ง?
ลู่สือเหย่กำลังคิดหาทางรับมือ พรุ่งนี้เขาต้องเข้าเวรที่ห้องตรวจ หากวันนี้เหนื่อยจนพรุ่งนี้ลุกจากเตียงไม่ไหวก็คงแย่แน่
ลู่สืออวี๋ก้มตามองน้องชายทั้งสามที่เรียงแถวทำวิดพื้นอยู่บนพื้น ก่อนเอ่ยขึ้นช้าๆ
“ถ้าน้องชายอยากทำหนึ่งพันครั้ง ก็ทำคนเดียวไป อย่าลากสือหวยกับสือเหย่ไปด้วย”
เดิมทีลู่สือจวินตั้งใจเสนอเพิ่มจำนวน เพื่อเล่นงานลู่สือหวยกลับเท่านั้น พอได้ยินดังนั้นก็รีบเปลี่ยนคำพูดทันที
“พี่ ผมพูดเล่นน่ะ แค่พูดเล่นจริงๆ”
ลู่สืออวี๋ไม่สนใจเขา ปล่อยให้เวลาผ่านไปครู่ใหญ่จึงพูดเบาๆ
“ลุกขึ้นได้แล้ว”
ลู่สือจวินชะงักไป ก่อนหลุดปากพูดออกมา
“พี่ ผมยังทำไม่เสร็จเลย”
ลู่สือหวยที่เพิ่งลุกขึ้นมาแอบเตะเขาไปหนึ่งที
โง่จริง...พี่ไม่สงสารพวกเขาแล้วจะยอมให้หยุดทำไม?
ลู่สือเหย่เอียงศีรษะมองลู่สือจวิน แต่ไม่ได้พูดอะไร
ลู่สืออวี๋เรียกให้น้องชายทั้งสามมานั่งลง แสงไฟสลัวทำให้พวกเขามองไม่ออกว่าสีหน้าของพี่สาวกำลังรู้สึกอย่างไร
แต่ดูแล้ว อารมณ์ของเธอคงไม่ดีนัก
ลู่สืออวี๋ถอนหายใจยาว แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ที่ฉันสั่งให้พวกนายทำวิดพื้น ไม่ใช่แค่เพราะอยากลงโทษ แต่ฉันโกรธที่พวกนายมีเรื่องปิดบังฉัน อยากรู้ว่าต้องรอถึงเมื่อไร พวกนายถึงจะยอมพูดความจริงกับฉัน
“ลาออกกับหย่าร้าง เรื่องใหญ่ตั้งสองเรื่อง ฉันไม่เคยปิดบังพวกนายเลย แล้วพวกนายล่ะ?
“ถ้าฉันรู้ล่วงหน้าว่าเวลาแค่สี่ปีจะทำให้ครอบครัวของเราห่างเหินกันได้ถึงขนาดนี้ เมื่อห้าปีก่อนฉันคงไม่แต่งงาน และเมื่อสี่ปีก่อนฉันก็คงไม่คิดว่าพวกนายโตกันแล้ว ต้องปล่อยให้ดูแลตัวเอง ฉันคงตามสือหวยกับสือเหย่มาตงเป่ยด้วย”
แผ่นหลังที่เคยตั้งตรงของลู่สือจวินยุบลงชั่วขณะ ก่อนจะรีบยืดกลับขึ้นมาใหม่
“พี่ถามมาเลย ผมจะบอกทุกอย่าง!”
ลู่สือหวยกับลู่สือเหย่ต่างเงียบงัน
ที่พี่สาวเสียใจ ไม่ใช่เพราะฉินหลิ่นเป็นคนเลวเท่านั้น แต่เป็นเพราะเธอรู้สึกว่าการต้องแยกจากกันนานถึงสี่ปี ทำให้คนในครอบครัวห่างเหินกัน
...เป็นพวกเขาเองที่ทำไม่ถูก
ลู่สือเหย่ลุกขึ้นไปนั่งตรงขอบเตียงคัง มือดึงชายเสื้อของพี่สาวไว้ แล้วพูดเสียงเบา
“พี่ ผมผิดเอง พวกเราไม่ควรเอาแต่คิดกังวลเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วจงใจปิดบังพี่ ผมแค่...”
เขาเพียงแค่ไม่ยอมแพ้
ตอนอยู่โรงเรียนที่บ้านเกิดหรือมหาวิทยาลัย เวลาคนอื่นพูดถึงเขา สิ่งที่ได้ยินมักเป็นว่า น้องชายของลู่สือหวยหน้าตาไม่หล่อเท่าพี่ชาย และผลการเรียนก็ไม่ดีเท่า
พอมาอยู่ในเขตทหารก็ยังเป็นเหมือนเดิม
ตอนแรกคนอื่นพูดกันว่า น้องชายของลู่สือหวยพูดน้อยเกินไป แถมหน้าตายังไม่โดดเด่นเท่าลู่สือหวย
ต่อมาคำพูดก็เปลี่ยนเป็นว่า น้องชายของลู่สือหวยฝีมือรักษาคนไข้ใช้ได้ หน้าตาคล้ายลู่สือหวยอยู่เจ็ดส่วน เพียงแต่มีบรรยากาศมืดมนเย็นชาอยู่รอบตัว...
เดิมทีลู่สือเหย่ไม่ได้ใส่ใจ เขาเป็นน้องชายของลู่สือหวยอยู่แล้ว หน้าตาสู้พี่ชายไม่ได้ก็เป็นเรื่องจริง
แต่เมื่อได้ยินบ่อยเข้า บางครั้งเขาก็อดนึกถึงตอนอยู่บ้านไม่ได้ ลู่สือหวยอาศัยหน้าตาของตัวเองออดอ้อนพี่สาว และพี่สาวก็มักจะเอ็นดูเขามากกว่า
ใครบ้างไม่อยากได้รับการเลือกอย่างมั่นคงสักครั้ง?
ลู่สือเหย่ไม่ได้ต้องการอะไรมาก แค่ครั้งเดียวก็พอแล้ว
จนกระทั่งครึ่งปีก่อน เขาได้เห็นกับตาว่าเสิ่นชางเสวี่ย ซึ่งเย็นชากับทุกคน กลับมีดวงตาเปล่งประกายยิ่งกว่าดวงดาวยามมองลู่สือหวย
ลู่สือเหย่ยังไม่ทันคิดว่าจะพูดอย่างไร ลู่สือหวยก็นั่งลงตรงข้ามเขา แล้วเอื้อมมือมาดึงชายเสื้อของพี่สาวไว้เช่นกัน
ลู่สือจวินโวยวายอยู่ตรงขอบเตียงคัง
“เกิดอะไรขึ้น พวกนายเว้นที่ให้ผมด้วย!”
เห็นน้องชายตัวป่วนสองคนไม่สนใจเขา ลู่สือจวินก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป เขายื่นมือเข้าไปแทรก บังคับแยกทั้งสองคนออกจากกัน จากนั้นยื่นใบหน้าใหญ่โตเข้าไปตรงหน้าพี่สาวพร้อมรอยยิ้มประจบ
“พี่ ลู่สือเหย่ยังพอพูดเข้าท่าอยู่ พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังพี่หรอก
“อีกอย่าง พวกเราก็มีแค่เรื่องเดียวที่ยังไม่ได้บอกพี่ คือว่า...เรื่องนั้นยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จะให้พูดออกมาก็รู้สึกเขินๆ”
ที่สำคัญ ลู่สือจวินเองก็รู้ว่าตัวเขาทำไม่ถูก
การไปแย่งผู้หญิงที่น้องชายชอบ ถึงผู้หญิงคนนั้นจะยังไม่รู้ใจตัวเอง แต่ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน เรื่องนี้ก็เกินไปและไร้ศีลธรรมอยู่ดี
ขณะพูด ลู่สือจวินก็ยกมือเกาหัวโดยไม่รู้ตัว
แปลกจริง
ก่อนพี่สาวจะมาที่เขตบ้านพักทหาร เขาไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองทำผิดตรงไหน แถมยังทะเลาะกับลู่สือหวยและลู่สือเหย่แทบทุกวันอีกด้วย
ลู่สือหวยพยายามดึงมือของลู่สือจวินออกอย่างแรง ก่อนรีบพูดแทรก
“ลู่สือจวินก็ยังพอพูดเข้าท่าอยู่ ผมตั้งใจว่าจะรอให้เรื่องแน่นอนก่อน แล้วค่อยบอกพี่ทุกอย่างโดยไม่ปิดบังแม้แต่คำเดียว”
ลู่สือเหย่ตบมือของลู่สือจวินอยู่หลายครั้งแต่ก็ปัดไม่ออก สุดท้ายจึงได้แต่นั่งถูกกดอยู่ข้างๆ และพยักหน้าเงียบๆ
สิ่งที่ลู่สือหวยพูด ก็คือความคิดของเขาเหมือนกัน
ลู่สืออวี๋ฟังออกว่าน้องชายทั้งสามคนพูดจากใจจริง ไม่ได้ตั้งใจพูดส่งๆ เพื่อหลอกเธอ สีหน้าผิดหวังของเธอจึงค่อยๆ จางลง
“เรื่องของเสิ่นชางเสวี่ยใช่ไหม? เธอเรียกพวกนายว่ารุ่นพี่ พี่รองกับพี่สี่ลู่แล้ว
“ครั้งที่มีคนเอาไปพูดกัน คนอื่นยังกล้าแค่เตือนพวกนายคำสองคำ มีแค่เสิ่นชางเสวี่ยที่ทำหน้าเหมือน ‘ฉันทำเพื่อพวกนายทั้งนั้น’ แล้วเป็นฝ่ายออกมายอมรับเรื่องแทนพวกนายเอง”
ลู่สือหวยก้มหน้าอย่างกระอักกระอ่วน ก่อนตอบรับเบาๆ
“ใช่...เป็นเธอ”
ลู่สือจวินทำท่าเหมือนไม่เกี่ยวอะไรกับตัวเอง ส่วนลู่สือเหย่ก็ยังไม่พูด ลู่สือหวยจึงได้แต่ฝืนสบตาพี่สาวที่กำลังจ้องเขาอย่างกดดัน แล้วพูดต่อ
“เสิ่นชางเสวี่ยเป็นหลานสาวของอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย ตอนผมกับสือเหย่เพิ่งเข้าเรียน พวกเราไม่รู้อะไรสักอย่าง แล้วก็ไม่อยากใช้เงินที่พี่กับลู่สือจวินส่งมาให้
“พวกเราเลยหางานทำหลายอย่างในเวลาว่าง ออกบ้านแต่เช้า กลับบ้านค่ำทุกวัน จนอาจารย์จางสังเกตเห็น
“อาจารย์จางเป็นฝ่ายเรียกผมไปคุย แล้วหางานที่มั่นคงและมีรายได้ดีให้ผมกับสือเหย่แยกกันคนละงาน แถมยังคอยช่วยดูแลเรื่องความเป็นอยู่ของพวกเราอีกมาก พวกเราถึงได้พักการเรียนแล้วมาอยู่ในเขตทหาร ก็ต้องขอบคุณอาจารย์จาง”
เพราะเหตุนี้ เมื่อครึ่งปีก่อนอาจารย์จางโทรศัพท์มา ขอให้ลู่สือหวยช่วยดูแลเสิ่นชางเสวี่ยซึ่งเป็นทั้งหลานสาวและลูกศิษย์ของเขา ลู่สือหวยจึงตอบตกลงทันที
ลู่สืออวี๋พยักหน้าอย่างครุ่นคิด
มิน่า ลู่สือหวยถึงไม่ใช่คนอารมณ์ดีนัก เรื่องนี้ดูได้จากซ่งจิ้งกับฉือหนานก็รู้แล้ว แต่เขากลับยอมเสิ่นชางเสวี่ยอยู่ทุกเรื่อง
ความรู้สึกคลุมเครือที่มีต่อเสิ่นชางเสวี่ยเป็นเหตุผลหนึ่ง ส่วนอีกเหตุผลก็คือเขาเห็นแก่บุญคุณของอาจารย์จาง
ลู่สือเหย่ก้มหน้าลงแล้วพูดออกมา คราวนี้ไม่กล้าปิดบังแม้แต่น้อย
“พี่ ผม...ผมก็ชอบเธอ”
“หึๆ”
ลู่สืออวี๋ยกยิ้มอ่อนโยน ก่อนกวาดตามองไปทางลู่สือจวิน
“แล้วน้องชายล่ะ? น้องชายคนรองของฉันคงไม่ได้ชอบเสิ่นชางเสวี่ยเหมือนกันหรอกนะ?”
เมื่อลู่สือจวินเห็นสีหน้าของพี่สาวที่กำลังสื่อว่า ‘สองคนนั้นยังเด็ก ไม่รู้ประสีประสาก็ช่างเถอะ แต่นายก็ไม่รู้ประสีประสาเหมือนกันหรือ’ เขาก็กลืนน้ำลายลงคอ ก่อนตอบทั้งที่ไม่มีเหตุผลรองรับ แต่ยังทำท่าเหมือนตัวเองถูกต้องเต็มที่
“ผม...ผมไม่เหมือนพวกเขาสองคนนะ!”