บทที่ 38 : เขาไม่เห็นด้วย!
สีหน้าของโจวซวี่ไม่เผยอารมณ์ใดออกมา เขาเพียงมองลู่สือหวยนิ่งๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ถ้าอย่างนั้น พวกคุณสามพี่น้องก็ควรกลับไปทบทวนตัวเองกันให้ดี”
ลู่สือหวยกะพริบตาปริบๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
“?”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้าสับสน โจวซวี่จึงยกน้ำร้อนขึ้นจิบ จากนั้นก็เดินไปนั่งลงบนเตียงคังอย่างไม่รีบร้อน
“ผมเคยได้ยินลู่สือจวินพูดว่า ตอนพี่สาวอายุสิบขวบ พ่อแม่ของพวกคุณก็เสียไปแล้ว ตอนนั้นลู่สือจวินเพิ่งอายุแปดขวบ ส่วนคุณกับลู่สือเหย่ยังเด็กกว่านั้นเสียอีก จอบยังยกไม่ไหวด้วยซ้ำ
ญาติทางฝั่งพ่อของคุณพอได้ข่าวก็คิดจะพาพวกคุณสามคนลาออกจากโรงเรียน กลับไปช่วยทำงานที่บ้าน แลกกับการมีข้าวกินไปวันๆ
แต่พี่สาวเป็นคนถือมีดทำครัวออกไปด่าคนพวกนั้นจนต้องถอยกลับไปทีละกลุ่ม ไม่ว่าใครจะห้ามยังไง เธอก็ไม่ฟัง ทั้งที่ตัวเองยังเรียนประถมไม่จบด้วยซ้ำ กลับยอมลาออก แล้วกัดฟันส่งพวกคุณสามคนเรียนต่อ”
คำพูดเหล่านั้นทำให้ลู่สือหวยอดนึกถึงเรื่องในวัยเด็กไม่ได้
เขาขึงสีหน้า ตั้งใจจะบอกว่า เพราะพี่สาวทุ่มเทให้พวกเขาจนแทบหมดแรง เขาถึงต้องคิดให้รอบคอบแล้วรอบคอบอีก จะทำอะไรส่งเดชไม่ได้เด็ดขาด
แต่โจวซวี่ยังพูดต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาแทรก
“พูดอีกอย่างก็คือ ที่พวกคุณสามพี่น้องมีวันนี้ได้ แทบทั้งหมดเป็นเพราะพี่สาว ผมอาจพูดแรงไปหน่อย แต่สิ่งที่พวกคุณทำดีกับพี่สาว รวมกันแล้วยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของสิ่งที่พี่สาวทำให้พวกคุณด้วยซ้ำ
ผมเป็นคนนอก เพิ่งรู้จักพี่สาวได้ไม่นาน แต่สิ่งที่ผมทำให้เธอก็แทบจะมากพอๆ กับที่พวกคุณสามคนทำให้เธอแล้ว พวกคุณไม่คิดจะลองกลับไปทบทวนตัวเองกันหน่อยหรือครับ”
ลู่สือหวยถูกต้อนจนรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ยิ่งฟังทีละประโยค แผ่นหลังที่เคยตั้งตรงก็แทบจะทรุดลง
เขาเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรีมาแต่ไหนแต่ไร แต่เรื่องที่ติดค้างพี่สาวนั้นมีมากเกินไป ทุกครั้งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเธอ เขาไม่อาจทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ได้ และยิ่งไม่มีทางวางเฉยได้เด็ดขาด
ลู่สือหวยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตั้งสติแล้วเอ่ยขึ้น
“ผมกับพี่สาวเป็นครอบครัวเดียวกัน เรื่องระหว่างพวกเราเป็นเรื่องในบ้าน ไม่จำเป็นต้องให้ผู้บังคับกองพันโจวเข้ามาพูดหรอกครับ
วันนั้นผู้บังคับกองพันโจวก็ไปกับพวกเรารับพี่สาวกลับมา เรื่องบางอย่างผู้บังคับกองพันโจวเองก็ได้ยินแล้ว พี่สาวหย่าร้างแล้วตามมาอยู่กับกองทัพ ย่อมหลีกเลี่ยงคำพูดคนได้ยาก
พี่สาวไม่สนใจว่าใครจะมองยังไง เธอยังไปมาหาสู่กับคุณตามปกติ แต่ผู้บังคับกองพันโจวเองก็ควรรู้จักวางตัวให้เหมาะสมด้วยครับ”
โจวซวี่ก้มมองรองเท้าผ้าฝ้ายที่สวมอยู่ ก่อนยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ขอโทษครับ เรื่องที่คุณพูดมาผมรู้ดี แต่ผมทำไม่ได้”
ลู่สือหวยเบิกตากว้าง ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจ—หรือว่าเจ้าหมอนี่จะ…
ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด!
เขาไม่เห็นด้วย!
โจวซวี่เห็นสีหน้าของลู่สือหวยเปลี่ยนไปมา ก่อนอีกฝ่ายจะถลึงตามองเขาอย่างดุดัน เพียงเท่านี้ก็พอเดาได้แล้วว่าลู่สือหวยกำลังคิดอะไร
“ผมจะพูดแค่ประโยคเดียว ผมไม่วางใจพวกคุณสามพี่น้อง โดยเฉพาะคุณกับลู่สือเหย่
พี่สาวมาอยู่ตงเป่ยนานขนาดนี้ พวกคุณเอาแต่เรียกเธอว่าพี่สาว รับสิ่งดีๆ ที่เธอทำให้พวกคุณอย่างหน้าชื่นตาบาน แต่เคยคิดถึงเธอบ้างไหม เคยวางแผนเพื่อเธอบ้างหรือเปล่า”
ทำไมจะไม่เคย?
ลู่สือหวยแอบเถียงอยู่ในใจ เงินที่เขาเก็บสะสมไว้ทั้งหมดก็ส่งให้พี่สาวเก็บรักษาแล้ว
เงินก้อนนั้นเขาตั้งใจจะเก็บไว้ซื้อเสื้อผ้า ซื้อกระจกบานใหญ่ แล้วก็ซื้อ…
โจวซวี่กระตุกมุมปากยิ้มบางๆ
“ที่คุณบอกว่าทำดีกับพี่สาว คือช่วยสร้างห้องอาบน้ำให้เธอ ล้างจานหลังอาหาร ช่วยเก็บเงินให้เธอ หรือช่วยดองผักกาดขาวพวกนั้นใช่ไหม
เรื่องเล็กๆ แค่นี้ คนนอกอย่างผมก็ทำได้ ยิ่งเรื่องที่พวกคุณสามพี่น้องทำไม่ได้ ผมก็ยังทำแทนได้ด้วย
อย่างตอนพี่สาวมีปัญหากับเสิ่นชางเสวี่ย ผมก็ยืนอยู่ข้างพี่สาวโดยไม่ลังเล ตอนพี่สาวเบื่อ ผมก็เอาวิทยุไปให้เธอ ผมยังช่วยจับตาดูลู่สือจวิน แล้วช่วยเก็บกวาดเรื่องยุ่งๆ ที่เขาก่อไว้ได้ด้วย”
โจวซวี่มองลู่สือหวยตรงๆ น้ำเสียงยังคงสงบ แต่แววตากลับจริงจังขึ้น
“ลู่สือหวย พวกคุณสามพี่น้องเคยชินกับการที่พี่สาวทำดีกับพวกคุณ จนไม่รู้จักเห็นค่า ไม่เคยใส่ใจ และยังตอบแทนเธอด้วยความใส่ใจแบบเดียวกันไม่ได้
ถ้าอย่างนั้นก็ให้ผมเป็นคนทำเอง ผมจะเป็นน้องชายของพี่สาว และจะทำหน้าที่ได้ดีกว่าพวกคุณ อย่างน้อยผมก็จะไม่ทำให้พี่สาวผิดหวังหรือเสียใจ”
หลังได้ยินคำพูดทั้งหมด ความคิดแรกของลู่สือหวยก็คือ—
ที่แท้หมอนี่ไม่ได้คิดจะมาเป็นพี่เขยของเขา แต่คิดจะมาเป็นน้องชายของพี่สาวเขา!
พอลองนึกดู ลู่สือจวินเหมือนจะเคยบอกว่า ครอบครัวของโจวซวี่มีลูกชายเพียงคนเดียว…
มิน่าล่ะ!
จากนั้นความคิดซับซ้อนมากมายก็ถาโถมขึ้นมาในหัว
ลู่สือหวยจ้องโจวซวี่ พลางคิดอย่างไม่อยากเชื่อว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นอีกฝ่ายพูดมากขนาดนี้ หมอนี่คงพูดจากใจจริง
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้!
แค่มีลู่สือจวินกับลู่สือเหย่ที่ชอบทำตัวน่าหงุดหงิดคอยแย่งความสนใจจากพี่สาวกับเขา ก็ถือว่ามากเกินพอแล้ว อย่างน้อยพวกนั้นก็เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน
แต่โจวซวี่เป็นคนนอกแท้ๆ ยังคิดจะมาแย่งความสนใจจากพี่สาวอีกหรือ?
ฝันไปเถอะ!
ลู่สือหวยเชิดคางขึ้น สีหน้าดุดันยิ่งกว่าเดิม ก่อนทิ้งคำพูดไว้ประโยคหนึ่ง
“เรื่องของครอบครัวเรา ไม่ต้องให้คุณมายุ่ง”
พูดจบเขาก็เปิดประตูแล้วเดินฉับๆ ออกไป
โจวซวี่ลงกลอนประตูห้องจากด้านใน จากนั้นจึงสวมรองเท้าผ้าฝ้าย เดินวนไปมาในห้องอีกสองรอบ จึงกลับขึ้นไปนอนบนเตียงคัง
***
หลังจากดองผักกาดขาวเสร็จแล้ว กลางวันวันนั้นลู่สืออวี๋ก็ไปที่แปลงผักอีกครั้ง เพื่อช่วยสวีอวี้เจินตัดผักกาดขาว
เธอเป็นคนอยู่นิ่งไม่ได้ นั่งเฉยๆ ก็ไม่เป็น
ตอนแรกที่จู่ๆ ต้องว่างงาน เธอยังพอรับมือได้ เพราะมัวแต่เป็นห่วงความปลอดภัยของน้องชายทั้งสาม จนไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่นมากนัก แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปนานเข้า ความว่างเปล่าก็เริ่มทำให้รู้สึกไม่คุ้นเคยขึ้นมา
สวีอวี้เจินได้ยินเธอพูดเช่นนั้น ขณะเดียวกันก็ดึงหัวไชเท้าขึ้นจากดินไปด้วย พลางพยักหน้าเห็นด้วย
“ใครว่าไม่ใช่ล่ะ? ไม่ใช่แค่ฉันหรอก ชายชราคนนั้นก็อยู่นิ่งไม่ได้เหมือนกัน เมื่อก่อนยังไปที่ลานฝึกซ้อมใหญ่เพื่อคอยกำกับการฝึกได้อยู่เลย เพียงแต่…แค่กๆ”
ชายชราที่กำลังใช้มีดตัดโคนผักกาดขาวเหลือบตาขาวใส่ภรรยา ก่อนตะโกนอย่างไม่สบอารมณ์
“เธอจะเล่าเรื่องพวกนี้ให้เธอฟังทำไม อยู่ว่างจนไม่มีอะไรทำแล้วหรือไง”
ลู่สืออวี๋อุ้มผักกาดขาวหลายหัวไปวางบนรถสามล้อ เธอไม่ได้รีบพูดแทรก เพียงปล่อยให้คู่สามีภรรยาสูงวัยเถียงกันไปสองสามประโยค
สวีอวี้เจินเพิ่งรู้ตัวอีกครั้ง รถสามล้อก็แทบจะเต็มแล้ว เธอรีบยกมือห้ามลู่สืออวี๋ที่กำลังจะขนผักกาดขาวกับหัวไชเท้าใส่เพิ่ม
“เยอะเกินไปแล้ว ฉันปั่นไม่ไหวหรอก”
ลู่สืออวี๋ยิ้ม วางผักกาดขาวในมือลงบนรถสามล้อ แล้วตบดินที่ติดอยู่บนฝ่ามือออก
“ฉันไปเองค่ะ พอดีฉันจะไปตลาดนัดซื้อมันหมูกลับมาเจียวพอดี ขออาศัยรถไปด้วย คุณยายสวีคงไม่ถือใช่ไหมคะ”
สวีอวี้เจินย่อมไม่ถืออยู่แล้ว หลายปีมานี้เธอปลูกผักเอง ขนไปขายที่ตลาดนัดเองมาตลอด หากมีใครไปเป็นเพื่อนด้วยสักคน อย่างน้อยระหว่างทางก็ไม่เงียบเหงาเกินไป
ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากขายผักให้คนในเขตบ้านพักทหาร เพียงแต่ชายชราไม่ยอม
แม้แต่ตัวสวีอวี้เจินเองก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะนัก
สำหรับลู่สืออวี๋นั้นเป็นข้อยกเว้น ตอนแรกอีกฝ่ายไม่รู้ฐานะของเธอ แถมยังเป็นพี่สาวของลู่สือจวินด้วย ถ้าอยากซื้อก็ปล่อยให้ซื้อไป
แต่ถ้าขายให้คนในเขตบ้านพักทหารทั้งหมด…ใครจะรู้ว่าพวกเขาขาดผักกาดขาวกับหัวไชเท้าจริงๆ หรือแค่จงใจมาประจบเอาใจพวกเธอ?
อย่างไรเสียเธอก็มีรถสามล้ออยู่แล้ว ไปตลาดนัดสักเที่ยวก็ไม่ได้เสียเวลามาก ขนไปขายที่ตลาดก็จบเรื่อง
หลังตกลงกันเรียบร้อย ทั้งสองก็เรียกคนให้ช่วยหามชายชราออกจากแปลงผัก แล้วส่งเขากลับบ้าน
เมื่อลู่สืออวี๋รอจนสวีอวี้เจินขึ้นไปนั่งบนรถสามล้อเรียบร้อยแล้ว เธอก็เริ่มปั่นรถออกจากเขตบ้านพักทหาร
วันนี้เป็นวันหยุด แต่ละครอบครัวต่างยุ่งอยู่กับการดองผักกาดขาว เจียวมันหมู และเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับฤดูหิมะตก
คนที่นั่งตากแดดอยู่ในลานบ้านจึงเหลือเพียงเห้อหงเสียคนเดียว
เธอมองตามรถสามล้อที่ค่อยๆ แล่นห่างออกไปด้วยสายตาไม่พอใจ พลางคิดว่าลู่สืออวี๋ช่างมีฝีมือจริงๆ เหยียบเธอเพื่อให้สาวๆ ในเขตบ้านพักทหารยอมรับตัวเอง แล้วยังตีสนิทกับภรรยาของผู้บัญชาการลวี่ได้อีก
ต้องรู้ก่อนว่า ภรรยาของผู้บัญชาการลวี่เป็นคนไม่รับน้ำใจใครง่ายๆ หลายปีมานี้ใช่ว่าจะไม่มีใครอาสามาปลูกผัก เก็บผัก หรือแม้แต่ควักเงินซื้อผักที่เธอปลูก
แต่ไม่ว่าอีกฝ่ายจะลงแรงมากแค่ไหน ท่าทีของภรรยาผู้บัญชาการลวี่ก็ยังคงเฉยชา ไม่ได้เย็นชาเสียทีเดียว แต่ก็ไม่ได้อบอุ่น และยังปล่อยให้ผู้บัญชาการลวี่ด่าคนพวกนั้นอยู่เสมอ
เมื่อเป็นแบบนี้ไปนานๆ ใครจะยังอยากทำงานให้ฟรีกันเล่า
ลู่สืออวี๋เพิ่งมาอยู่เขตบ้านพักทหารไม่ถึงครึ่งเดือน กลับเกลี้ยกล่อมจนภรรยาผู้บัญชาการลวี่พากลับบ้าน แถมยังพาไปตลาดนัดขายผักด้วยกันได้อีก…
เห้อหงเสียกำลังคิดอยู่ว่าลู่สืออวี๋ใช้วิธีไหนกันแน่ ทั้งยังไม่ยอมเอามาเล่าให้คนในเขตบ้านพักทหารฟัง จะได้ให้ทุกคนพลอยได้ประโยชน์ไปด้วย
ทันใดนั้นเธอก็หันไปเห็นหญิงสาวจากคณะศิลปะการแสดงทหารที่เอาแต่เดินตามลู่สือหวยต้อยๆ และเรียกเขาว่า “รุ่นพี่” อยู่ทุกวันกำลังเดินผ่านไป
ดวงตาของเห้อหงเสียกลอกวูบหนึ่ง ก่อนจะยกยิ้มแล้วหันไปหาเสิ่นชางเสวี่ย