บทที่ 50 : เพราะอะไร?
ลู่สือจวินเพิ่งสังเกตเห็นถุงที่ชาวบ้านจากต่างถิ่นสองคนสะพายติดตัวมา ถุงเหล่านั้นไม่เหมือนถุงที่ชาวบ้านมักใช้เวลาเข้าป่าขึ้นเขาไปล่าสัตว์หรือเก็บของป่าเลยสักนิด
มันทำจากหนัง เก็บความร้อนได้ไม่ดีนัก และยังพองตุงจนเห็นได้ชัดว่าข้างในอัดแน่นไปด้วยของจำนวนไม่น้อย ลู่สือจวินส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะใช้นิ้วดันหมวกสักหลาดบนศีรษะให้สูงขึ้น
“พวกคุณอุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกลถึงที่กันดารแบบนี้ แถมยังเอาบุหรี่มาขายอีกเหรอ มีใครซื้อด้วยหรือไง? มวนละเท่าไหร่?”
โจวซวี่เหลือบมองเขาเงียบๆ แวบหนึ่ง
ชายชาวบ้านคนที่อายุน้อยกว่ากำลังจะอ้าปากตอบ แต่ชายคนที่อาวุโสกว่ากลับกวาดตามองลู่สือจวินอย่างพิจารณาอยู่หลายครั้ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“คุณไม่ต้องจ่าย หยิบไปตามสบาย”
มีเรื่องดีแบบนี้ด้วยหรือ?
หัวใจของลู่สือจวินคันยุบยิบขึ้นมาทันที เขาเหลือบมองบุหรี่ในถุงทีหนึ่ง แล้วหันไปมองโจวซวี่อีกที ความอยากได้เริ่มตีกันกับความกังวล เพราะกลัวว่าหลังกลับไปแล้วโจวซวี่จะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องพี่สาว
ครั้งก่อน เขาเพิ่งพูดว่ารู้สึกว่าเด็กสาวที่ชอบเล่นเล่ห์เหลี่ยมนิดๆ นั้นน่ารัก โจวซวี่ก็รีบเอาเรื่องไปบอกพี่สาวของเขาเสียแล้ว
พอนึกถึงวิธีที่พี่สาวจัดการเขาในช่วงหลายวันหลังจากนั้น ลู่สือจวินก็รู้สึกหวาดๆ ขึ้นมา แม้จะอยากได้บุหรี่ฟรี แต่ก็ไม่กล้ารับง่ายๆ
ระหว่างที่ยังลังเล ฟางเอ้อร์เฉวียนซึ่งเป็นคนแรกที่ชาวบ้านสองคนนั้นเข้ามาทักก็ทนไม่ไหวเสียก่อน เขาโพล่งขึ้นอย่างไม่พอใจ
“ทำไมล่ะ? เมื่อกี้คุณไม่ได้พูดกับผมแบบนี้นี่ บุหรี่มวนเดียวกับซาลาเปาไส้เนื้อหนึ่งลูกยังกล้าขายตั้งหนึ่งหยวนห้าเหมาเลย!”
ถ้าจะแจกให้ฟรีจริง เขาคงรับไปตั้งนานแล้ว จะมัวรอจนผู้บังคับกองพันกับรองผู้บังคับกองพันกลับมาเจอทำไมกัน?
โจวซวี่เองก็รู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย ลางสังหรณ์บอกเขาว่าชาวบ้านสองคนนี้คงไม่ได้มองออกว่าลู่สือจวินเป็นรองผู้บังคับกองพัน แล้วจงใจไม่เรียกเงินหรอก
เบื้องหลังเรื่องนี้ต้องมีเหตุผลอื่นแน่
พอฟางเอ้อร์เฉวียนโวยวายขึ้นมา ลู่สือจวินก็อดสงสัยไม่ได้ เขาหันไปถามอย่างตรงไปตรงมา
“ใช่ แล้วทำไมถึงไม่คิดเงินผมล่ะ?”
เขาชี้ไปทางโจวซวี่ที่กำลังทำหน้าตึง ก่อนจะถามต่อด้วยความไม่เข้าใจ
“นั่นผู้บังคับกองพันของพวกเรา พวกคุณควรต้องจ่ายเงินเพิ่มแล้วเอาของมาส่งให้เขาฟรีๆ ด้วยหรือไง?”
ชายชาวบ้านคนที่อาวุโสกว่าเงียบไปทันที ส่วนชายหนุ่มทำหน้าบิดเบี้ยวพลางตะโกนตอบ
“แบบนั้นจะได้ยังไง! พวกเราเดินทางมาตั้งไกลก็เพราะอยากหาเงินสักหน่อย ผู้บังคับกองพันแล้วจะทำไม? ต่อให้ผู้บังคับกองพันอยากซื้อ ก็ต้องจ่ายเงินตามราคาเหมือนกัน!”
ทหารหลายคนที่ซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆ พากันโผล่ศีรษะออกมาจากที่กำบังพร้อมกัน
“หืม?”
นี่มันชักไม่ถูกต้องแล้วกระมัง?
เมื่อได้ยินว่าผู้บังคับกองพันก็ได้รับการปฏิบัติไม่ต่างจากตน ฟางเอ้อร์เฉวียนก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาในที่สุด เขายังอดหันไปมองลู่สือจวินไม่ได้
“รองผู้บังคับกองพันลู่ เกิดอะไรขึ้น? คุณรู้จักพวกเขาเหรอ?”
ลู่สือจวินทำหน้าเหลอหลา
“ไม่รู้จักนี่”
เมื่อเห็นสายตาคลางแคลงของโจวซวี่หันมา ลู่สือจวินก็รีบทำหน้าบริสุทธิ์ใจเต็มที่
“ผมไม่รู้จักพวกเขาจริงๆ ครับ!”
ไม่ใช่แค่ฟางเอ้อร์เฉวียนกับคนอื่นๆ เท่านั้นที่ไม่เชื่อ แม้แต่โจวซวี่ก็ยังไม่เชื่อคำพูดไร้พิรุธของเขาแม้แต่น้อย
ลู่สือจวินจึงทำได้เพียงหันไปมองชาวบ้านสองคนนั้น ซึ่งกำลังเป่าลมหายใจอุ่นๆ ใส่มือไม่หยุดเพื่อคลายความหนาว
ชายหนุ่มค่อยๆ ได้สติกลับมา เขาเพ่งมองใบหน้าของลู่สือจวินอย่างละเอียดอีกครั้ง จากนั้นก็นึกถึงคำเรียกที่ทหารหนุ่มเมื่อครู่ใช้เรียกลู่สือจวิน พลันเข้าใจทุกอย่างในพริบตา
“คุณแซ่ลู่งั้นเหรอ? ลุง คุณดูสิว่าเขาใช่… ลุง ที่แท้ที่ลุงบอกว่าจะแจกให้ฟรีก็เพราะแบบนี้เอง”
เขาหันกลับมามองลู่สือจวินด้วยสีหน้ากระตือรือร้น ก่อนจะยิ้มกว้าง
“รองผู้บังคับกองพันลู่ใช่ไหม? คุณอยากได้อะไรล่ะ? บุหรี่ใช่ไหม นี่ เอาไป! ซาลาเปาไส้เนื้อก็เอาไปด้วย!”
ชายหนุ่มยื่นของทั้งสองอย่างให้เขา ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้แล้วถามต่อ
“จริงสิ พวกคุณอยากได้ข่าวไหม? พวกเราก็ขายข่าวเหมือนกัน ถ้าเป็นคุณ เราคิดแค่ครึ่งราคา”
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกมา กลิ่นหอมของซาลาเปาไส้เนื้อกับเสียงลมหนาวที่พัดกระหน่ำราวกับแข็งค้างอยู่กลางอากาศ
เหล่าทหารที่โผล่ศีรษะออกมาดูเรื่องสนุกต่างรู้ตัวว่าควรทำอย่างไร พวกเขาค่อยๆ มุดกลับเข้าไปในที่กำบังอย่างพร้อมเพรียง
ฟางเอ้อร์เฉวียนกระแอมเบาๆ ก่อนจะเลือกหลุมหิมะที่อยู่ใกล้ที่สุด แล้วมุดตัวเข้าไปซ่อนอย่างเงียบๆ ไม่ลืมกวาดหิมะกลบปิดบังร่องรอยให้เรียบร้อยด้วย
โจวซวี่มองลู่สือจวินด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“ข่าวอะไร?”
ลู่สือจวินเองก็ดูสับสนไม่แพ้กัน เขามองชาวบ้านสองคนนั้นด้วยท่าทางเหมือนอยากถาม แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มถามอย่างไร
ชายหนุ่มยังไม่เข้าใจว่าตัวเองพูดอะไรผิด เขายังคงยัดบุหรี่กับซาลาเปาไส้เนื้อใส่มือลู่สือจวินอย่างซื่อๆ
ลู่สือจวินรู้สึกเหมือนของร้อนลวกมือ จึงรีบยัดของกลับเข้าไปในถุงที่อีกฝ่ายเปิดอ้าอยู่
“ไม่ต้องๆ ผมไม่เอา พวกคุณพูดถึงข่าว…”
ชายหนุ่มชี้ไม้ชี้มือไปทั่วทุกทิศทาง ราวกับกำลังอธิบายแผนที่ขนาดใหญ่ให้ฟัง
“ก็ข่าวการฝึกซ้อมรบของพวกคุณไง ว่ากองไหนซ่อนคนไว้ตรงไหนมาก ตรงไหนมีคนน้อย จะบุกไปทางไหน จะถอยหนีทางไหน… พวกเรารู้เกือบหมด”
เขาหยุดไปนิดหนึ่งก่อนพูดต่ออย่างภาคภูมิใจ
“ถ้ามีกองไหนที่พวกเรายังไม่รู้ ก็ลงเขาไปถามหมู่บ้านอื่นได้ เดี๋ยวก็ได้ข่าวมาเอง”
ลู่สือจวินเบิกตากว้าง
“เรื่องแบบนี้ทำไม่ได้ไม่ใช่เหรอ?”
ชายชราคนนั้นห้ามชายหนุ่มไว้ไม่ทัน ได้แต่คิดอย่างกลัดกลุ้มว่า ถ้าทำได้อย่างเปิดเผย แล้วทำไมตอนเห็นพวกเขาสองคนเดินเข้ามาจึงพากันคิดจะรีบหนี?
เมื่อเห็นสีหน้าของผู้บังคับกองพันโจวเริ่มผิดปกติ ชายชราก็รีบอธิบาย
“แค่ก พวกเราทำเป็นครั้งแรกจริงๆ มีคนในหมู่บ้านตรงเชิงเขาบอกว่าหาเงินจากเรื่องนี้ได้ไม่น้อย…”
เขาหยุดอย่างกระอักกระอ่วน ก่อนจะพูดเสียงเบาลง
“พอดีช่วงฤดูหนาวคนเราก็ลำบาก พวกเราแค่อยากหาเงินประทังชีวิต ไม่ได้คิดจะทำอย่างอื่นเลย”
โจวซวี่ใช้นิ้วลูบเนื้อผ้าเสื้อโค้ททหารช้าๆ แล้วถามด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“นอกจากพวกคุณแล้ว ยังมีคนอีกประมาณเท่าไหร่? กองอื่นก็มีคนแบบพวกคุณแอบเข้ามาหาข่าวด้วยหรือเปล่า?”
“มีสิ จะไม่มีได้ยังไง!”
ชายหนุ่มรีบผูกปากถุงให้แน่น พลางถูมือไปมาเพื่อให้ความอบอุ่น
“ไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสองคนด้วยนะ”
ชายชราตบหน้าผากตัวเองดังฉาด ในใจร้องว่าแย่แล้ว
โจวซวี่ก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชี้ไปทางลู่สือจวิน
“แล้วทำไมถึงไม่เก็บเงินเขา?”
ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย
“เอ่อ เรื่องนั้น… เขาเป็นน้องชายของพี่สาวลู่ไม่ใช่เหรอ? พี่สาวลู่เคยช่วยเหลือต้าหนิวกับหู่จื่อ เด็กในหมู่บ้านของพวกเราไว้มาก”
เขาพูดพลางเหลือบมองลู่สือจวิน ก่อนจะเล่าต่ออย่างจริงจัง
“โดยเฉพาะหู่จื่อ เขาเพิ่งอายุสิบกว่าปี พ่อก็เสียไปแล้ว ส่วนแม่ก็ล้มป่วยนอนอยู่บนเตียง ถ้าไม่ได้พี่สาวลู่ช่วยออกความคิดจนหาเงินก้อนหนึ่งมาได้ แม่ของหู่จื่ออาจอยู่ไม่ถึงวันนี้ก็ได้”
ลู่สือจวินพูดไม่ออก
ยังดีที่เขาไม่ได้รับบุหรี่สองมวนนั้นมา ไม่อย่างนั้นหลังการฝึกซ้อมรบจบลง วันตายของเขาคงมาถึงแน่
โจวซวี่พยักหน้าอย่างครุ่นคิด ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมพอพูดว่าจะไปตามหาผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้าน ชาวบ้านสองคนนี้ถึงได้ร้อนรนขึ้นมา
และเข้าใจแล้วด้วยว่าทำไมพวกเขาจึงไม่ยอมรับเงินจากลู่สือจวิน ที่แท้คงคิดจะกลับไปเล่าเรื่องนี้ให้พี่สาวของเขาฟังเพื่อเอาความดีความชอบ
ชายชราถามเสียงเบาอย่างระมัดระวัง
“คือว่า… ผู้บังคับกองพันครับ พวกเราสารภาพหมดแล้ว คุณช่วยปล่อยพวกเราไปเถอะนะ พวกเรา… ต่อไปจะไม่ทำอีกแล้ว!”
โจวซวี่ก้มหน้าครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนตอบอย่างใจเย็น
“มีเรื่องหนึ่งที่ต้องขอให้พวกคุณช่วย”
ช่วย?
ชาวบ้านสองคนหันมองหน้ากัน ไม่รู้ว่าคำว่า ‘ช่วย’ ของนายทหารตรงหน้าจะหมายถึงอะไร
โจวซวี่พูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร พวกคุณไปถามทีละกอง แล้วจากนั้นก็…”
ลู่สือจวินหาที่ว่างแล้วนั่งยองๆ ลงไป เขาเหลือบมองชายสามคนเป็นระยะ พลางคิดในใจว่าพี่ใหญ่ช่างเจ้าเล่ห์ขึ้นทุกวัน ไม่รู้ว่าไปเรียนรู้วิธีการแบบนี้มาจากใคร
***
หลังจากส่งชาวบ้านสองคนนั้นกลับไปแล้ว โจวซวี่ก็เดินมาถีบลู่สือจวินเบาๆ อย่างไร้อารมณ์
“ไป ไปกับผมที่กองบัญชาการคณะ แล้วเล่าเรื่องนี้ให้หัวหน้าคณะฟัง”
ลู่สือจวินไม่ได้คัดค้านอะไร การฝึกซ้อมรบยังพอมีช่องโหว่ให้คนฉวยโอกาสได้ แต่ถ้าเป็นสนามรบจริง แล้วดันเชื่อข่าวที่ศัตรูจงใจปล่อยออกมาโดยง่าย นั่นก็เท่ากับเดินเข้าไปในกับดักที่พรากชีวิตคนได้
เขากุมท้องที่ว่างเปล่าของตัวเองแล้วลุกขึ้น จากนั้นก็เหยียบหิมะเดินตามโจวซวี่ไป
“พี่ใหญ่ พี่กำลังจะไปรายงานเรื่องนี้กับหัวหน้าคณะ แล้วทำไมยังให้พวกเขาช่วยอีกล่ะ?”
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสนอความเห็นอย่างจริงจัง
“ไม่ควรให้หัวหน้าคณะแต่ละกองออกคำสั่งไปเลยเหรอครับ ว่าไม่อนุญาตให้ใครซื้อข่าวพวกนี้?”
โจวซวี่ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“คนมีมากเกินไป ย่อมมีคนคิดว่าตัวเองโชคดี ไม่ถูกจับได้อยู่เสมอ”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนอธิบายต่อ
“สู้ปล่อยข่าวให้พวกเขาเอาไปขายทีละกองดีกว่า ถ้าทุกกองรู้ข่าวเดียวกัน ก็เท่ากับไม่มีสักกองที่รู้ข่าวจริง”
***
เมื่อใกล้เข้าสู่เดือนสิบสองตามจันทรคติ ลู่สืออวี๋ก็เดินทางไปยังหมู่บ้านข้างเคียงเพื่อซื้อหมูมาทั้งตัว
เธอขอให้ต้าหนิว เจ้าของแผงขายเนื้อที่ชอบพูดจาไม่น่าฟังในตลาดนัด ช่วยลงมือฆ่าและชำแหละให้ จากนั้นก็แบ่งเนื้อให้เขาสองชิ้นเป็นค่าตอบแทน
ต้าหนิวลงมืออย่างกระฉับกระเฉง เขาหั่นเนื้อทุกส่วนตามที่ลู่สืออวี๋บอกอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะให้เธอยืมรถสามล้อ และยังช่วยขนเนื้อไปส่งถึงป้อมยามด้วยตัวเอง
“พี่สาวลู่ หิมะตกหนาเกินไปแล้ว คนไปตลาดนัดก็ลดลงเยอะ หู่จื่อหาเงินได้ก้อนหนึ่ง เลยพาแม่เข้าเมืองไปรักษา”
เขายกมือป้องปากพลางตะโกนแข่งกับเสียงลมหนาว
“รอพวกเขากลับมา พี่สาวลู่ค่อยมาที่หมู่บ้านของพวกเราอีกนะ ผมจะให้เมียทำห่านตุ๋นเลี้ยงพี่เอง”
ลู่สืออวี๋พันผ้าพันคอผืนหนารอบคอแน่นขึ้น ไอร้อนจากลมหายใจลอยเป็นฝ้าขาวตรงหน้า
“ได้ เธอกลับไปเถอะ”
ตั้งแต่ป้อมยามไปจนถึงเขตบ้านพักทหาร หิมะบนถนนถูกกวาดออกไปจนหมดแล้ว รถสามล้อจึงแล่นไปตามทางได้โดยไม่ต้องกลัวลื่นไถล