ทุกคนชะงักพร้อมกันอยู่ครู่หนึ่ง
หวังเอ้อร์เฉวียนหันมองซ้ายทีขวาที ไม่ว่าจะมองอย่างไร เขาก็รู้สึกว่าผ้าเช็ดหน้าลายตารางผืนนั้นไม่น่าใช่ของรองผู้บังคับกองพันลู่
เหตุผลไม่มีอะไรมาก ลู่สือจวินเป็นคนหยาบๆ เวลาเหงื่อออก ถ้าไม่ยกมือปาดหน้าก็ใช้เสื้อเช็ด ใครจะไปคิดว่าคนอย่างเขาพกผ้าเช็ดหน้าติดตัวด้วย
หวังเอ้อร์เฉวียนไม่รู้ว่าผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นเป็นของใคร และยิ่งไม่เข้าใจว่าพี่สาวบ้านลู่ทำเรื่องนี้ขึ้นมาด้วยจุดประสงค์อะไร
แต่เมื่อเหลือบเห็นสีหน้าของลู่สือหวยกับลู่สือเหย่เปลี่ยนเป็นไม่น่ามองในชั่วพริบตา หวังเอ้อร์เฉวียนกับพวกจึงไม่มีใครกล้าปริปาก
ในบรรดาสองคนนั้น สีหน้าของลู่สือหวยย่ำแย่ที่สุด
ผ้าเช็ดหน้าลายตารางผืนนี้เป็นของขวัญที่เสิ่นชางเสวี่ยซื้อให้เขา เมื่อครั้งที่เขาพาเธอเข้าเมืองไปเที่ยวด้วยกันเมื่อหลายวันก่อน
นั่นหมายความว่ามันเคยผ่านมือเพียงเขากับเสิ่นชางเสวี่ยเท่านั้น
ในเมื่อเขายืนอยู่ตรงนี้ แล้วกลิ่นที่สุนัขตามเจอจะเป็นของใครได้อีก?
คงไม่ใช่ลู่สือจวินที่แทบไม่มีโอกาสพบหน้าเสิ่นชางเสวี่ย แอบเก็บของของเธอเอาไว้หรอกนะ?
โจวซวี่กวาดตามองสีหน้าของพี่น้องบ้านลู่ทั้งสามคน ก่อนจะเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง
“ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้”
ลู่สืออวี๋ปรายตามองลู่สือหวยด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้ม แต่เธอไม่ได้เปิดเผยความจริงต่อหน้าผู้คนทั้งหมด
“เป็นของสหายคนหนึ่งในเขตบ้านพักทหาร ก่อนออกเดินทางฉันได้ข่าวว่าเธอหายตัวไป กลัวว่าเธอจะหลงเข้ามาในภูเขาแล้วหาทางกลับไม่เจอ จึงตั้งใจนำของที่เกี่ยวข้องกับเธอติดมาด้วย จะได้ช่วยตามหาอีกทาง”
เธอหยุดเล็กน้อยก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงชวนให้คนฟังตีความกันเอาเอง
“อากาศหนาวขนาดนี้ ร่างกายเธอก็ไม่ได้ทนความเย็นนัก ถ้าหนาวจนป่วยขึ้นมา บางคนคงปวดใจมาก”
ความรู้สึกของลู่สือหวยกับลู่สือเหย่ต่างซับซ้อนไปคนละแบบ
ส่วนโจวซวี่เคยได้ยินลู่สือจวินเล่าเรื่องบางอย่างมาก่อน พอได้ฟังเช่นนี้ เขาก็เดาออกทันทีว่าเจ้าของผ้าเช็ดหน้าคือใคร รวมถึงพอจะมองออกว่าอีกฝ่ายกำลังคิดทำอะไร
สีหน้าของเขาค่อยๆ เย็นลง
“สหายคนนี้เลือกเวลาเข้าภูเขาได้ดีจริงๆ”
หวังเอ้อร์เฉวียนและทหารกว่าร้อยคนมองหน้ากันไปมา สหายคนไหนกัน ถึงได้ไม่รู้ความขนาดนี้
พื้นที่ที่ใช้ในการฝึกซ้อมรบคราวนี้อยู่ลึกเข้าไปในภูเขา หิมะทับถมหนา เดินทางลำบาก สภาพแวดล้อมเลวร้าย ทั้งยังมีสัตว์ป่าออกหากิน เรียกได้ว่ามีปัจจัยอันตรายอยู่ทุกด้าน
ยิ่งไปกว่านั้น จำนวนทหารที่ร่วมการฝึกก็มีไม่น้อย หัวหน้าคณะหลายคนกลัวว่าจะทำให้ชาวบ้านบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจ และไม่อยากให้เกิดปัญหาที่ไม่จำเป็น ก่อนเริ่มการฝึกจึงส่งคนไปแจ้งหมู่บ้านใกล้เคียง 7 ถึง 8 แห่ง รวมถึงเขตบ้านพักทหารเอาไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า ช่วงฝึกซ้อมรบห้ามเข้าไปในภูเขา
เพราะทุกครั้งที่มีการฝึก มักมีทหารหลงทางหรือหายตัวไปเสมอ หากชาวบ้านเข้าไปแล้วหลงอยู่ข้างในอีกคน พวกเขาอาจช่วยเหลือได้ไม่ทันเวลา
ไม่มีใครคิดว่าสถานที่ฝึกคราวนี้จะเหมาะเสียจนบรรดาหัวหน้าคณะปล่อยมือ ไม่เข้ามายุ่งกับการควบคุมกำลังพล
ระหว่างจัดการฝ่ายศัตรู ผู้บังคับกองพันทั้งหลายจึงต้องคอยจับตาทหารใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด ทุกครั้งที่จัดกำลังออกปฏิบัติการต้องให้เดินทางร่วมกันเป็นกลุ่ม กลุ่มละสิบกว่าคน
ถึงจะมีบางคนตามกลุ่มไม่ทันจนหลงทาง หรือถูกฝ่ายศัตรูบีบให้แยกออกจากพวก ก็ยังตามตัวกลับมาได้ในเวลาไม่นาน
มีเพียงลู่สือจวินที่ใจกล้าและชอบบุ่มบ่าม กลางค่ำกลางคืนยังกล้าออกไปแย่งคนจากปากหมาป่าตามลำพัง
สุดท้ายก็หายตัวไปจริงๆ
นายพรานออกแรงดึงสุนัขสองตัวที่กำลังจะพุ่งไปคนละทิศเอาไว้ ก่อนหันมาถามโจวซวี่
“คือว่า ผู้บังคับกองพันใช่หรือเปล่า? พวกเราควรไปช่วยใครก่อน?”
โจวซวี่ยังไม่ทันตอบ หวังเอ้อร์เฉวียนก็ถูมือที่แข็งเพราะความหนาวแล้วเสนอขึ้นมา
“พวกเรามีคนตั้งมาก มีสุนัขหลายตัวด้วย แบ่งเป็น 2 กลุ่มดีไหม? ผู้บังคับกองพันโจว จะช้ากว่านี้ไม่ได้แล้ว”
เขามองทหารรอบตัวที่อ่อนล้าจนแทบยืนไม่ไหว
“พวกเราคลานอยู่กลางหิมะมานาน 7 ถึง 8 วันแล้ว ถ้ายังต้องตามหากันต่อ ต่อให้ร่างกายแข็งแรงเหมือนเหล็กก็คงทนไม่ไหว”
“ห้ามแยกกัน”
ใบหน้าของลู่สืออวี๋แดงจัดเพราะความหนาว การเคลื่อนไหวเริ่มแข็งฝืด ทว่าน้ำเสียงกลับหนักแน่น ไม่มีวี่แววว่าจะยอมเปลี่ยนใจ
เดิมทีหวังเอ้อร์เฉวียนก็ไม่พอใจที่เธอทำให้ทุกคนเสียเวลาอยู่แล้ว
ถ้าเมื่อไม่กี่นาทีก่อน พอสุนัขส่งเสียงเห่าแล้วพวกเขารีบออกไปช่วยคน ป่านนี้อาจพารองผู้บังคับกองพันลู่ออกมาได้แล้ว
พอเห็นว่าพี่สาวบ้านลู่ยังคิดจะขัดขวางอีก หวังเอ้อร์เฉวียนก็ไม่อยากสนใจเธอ เขาหันไปหาโจวซวี่ซึ่งกำลังครุ่นคิด
“ผู้บังคับกองพันโจวจะเอายังไง? พวกเราทุกคนฟังคำสั่งคุณ”
โจวซวี่เหลือบมองสุนัขที่ยังเห่าไม่หยุด แต่เขาไม่ได้ทำตามความเห็นของหวังเอ้อร์เฉวียนกับคนอื่น กลับถามลู่สืออวี๋ด้วยเสียงเบา
“พี่สาวลู่คิดจะทำยังไง?”
ความเห็นของหวังเอ้อร์เฉวียนไม่ใช่เรื่องผิด ท่ามกลางค่ำคืนที่ทั้งหนาวและมีหิมะตกหนัก การรีบช่วยคนแล้วลงจากภูเขาให้เร็วที่สุดย่อมเป็นทางเลือกที่เหมาะสม
แต่ลู่สืออวี๋ไม่ใช่คนที่จะพูดหรือทำอะไรโดยไร้เหตุผล เธอต้องมีสิ่งที่คิดเอาไว้อยู่แล้ว
ทุกคนจึงพากันหันมามองเธอ
ลู่สืออวี๋ไม่ได้สนใจท่าทีไม่พอใจของหวังเอ้อร์เฉวียน เธออธิบายอย่างใจเย็น
“เมื่อครู่เขาก็บอกแล้วไม่ใช่หรือ? พวกคุณฝึกซ้อมรบกันมานาน 7 ถึง 8 วัน ร่างกายเกือบรับไม่ไหว ถ้ายังแยกย้ายกันเดินทางตอนกลางคืนท่ามกลางหิมะหนัก แถมในภูเขายังมีสัตว์ป่าออกมาเป็นระยะ ไม่กลัวว่าจะเกิดเรื่องหรือ?”
เธอมองผู้คนรอบตัวทีละคน ก่อนกล่าวถึงสิ่งที่อาจตามมา
“ถ้ายังหาลู่สือจวินไม่เจอแล้วมีใครตามกลุ่มไม่ทันจนหลงทางเพิ่ม พวกเราก็ต้องเสียทั้งแรงและเวลาออกตามหาอีกคน”
ลู่สืออวี๋ทอดสายตาไปยังทิศทางที่สุนัขทั้ง 8 ตัวกำลังส่งเสียงเห่า ก่อนยิ้มบางๆ อย่างยากจะคาดเดาความหมาย
“ลู่สือจวินมีความสามารถแค่ไหน พวกคุณน่าจะรู้ดีที่สุด ถึงเขาหาทางออกไม่เจอ ก็ยังหลบอันตราย รักษาเรี่ยวแรงกับความอบอุ่นของร่างกาย และรอให้พวกเราไปช่วยได้”
น้ำเสียงของเธอยังคงสงบ แต่การตัดสินใจนั้นเด็ดขาดมาก
“ส่วนสหายอีกคนอาจทำแบบนั้นไม่ได้ ผู้บังคับกองพันโจว ฉันเสนอว่าอย่าเพิ่งสนใจลู่สือจวิน ไปช่วยสหายคนนั้นก่อน”
ลู่สือหวยอ้าปากเหมือนอยากคัดค้าน ทว่าสุดท้ายก็ปิดปากเงียบ
สิ่งที่พี่สาวพูดมีเหตุผลจริงๆ
แต่การตัดสินใจเช่นนี้ก็ดูเย็นชาเกินไป
ฟางเอ้อร์เฉวียนมองใบหน้าเคร่งขรึมของลู่สืออวี๋ ก่อนจะแอบถลึงตาใส่ลู่สือหวยกับลู่สือเหย่โดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น แล้วส่ายหน้าอยู่เงียบๆ
รองผู้บังคับกองพันลู่น่าสงสารจริงๆ
เขาออกจากบ้านไปเป็นทหารตั้งแต่อายุสิบกว่าปี ต่อให้เป็นน้องชายแท้ๆ ก็ยังสู้คนที่ได้อยู่ร่วมกันมานานหลายปีไม่ได้
ความจริงแล้ว เมื่อเทียบกับสหายที่ไม่รู้ว่าเป็นใครและจงใจสร้างปัญหาโดยไม่มีเหตุจำเป็น คนอื่นๆ ก็คิดเหมือนฟางเอ้อร์เฉวียน พวกเขาอยากไปช่วยรองผู้บังคับกองพันลู่ก่อนมากกว่า
กองพันของพวกเขาคว้าอันดับ 1 ในการฝึกซ้อมรบคราวนี้ได้ ความดีความชอบอันดับแรกย่อมตกเป็นของรองผู้บังคับกองพันลู่
โจวซวี่อาศัยแสงที่สะท้อนจากพื้นหิมะมองสีหน้าประหลาดของทุกคน และพอเดาได้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่
แต่หากถามว่าใครเป็นห่วงและปวดใจเพราะลู่สือจวินมากที่สุด คนคนนั้นต้องเป็นลู่สืออวี๋
“อย่าคิดกันไปเอง พี่สาวลู่จะไม่เป็นห่วงลู่สือจวินได้ยังไง เธอ...”
ลู่สืออวี๋กำหิมะขึ้นมาถูใบหน้า ใช้ความเย็นกระตุ้นขาทั้งสองข้างที่แทบไม่ยอมขยับอีกต่อไป ก่อนเร่งเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ผู้บังคับกองพันโจว อย่าเสียเวลาอีก”
โจวซวี่รู้ว่าสถานการณ์ใดสำคัญกว่า เขากลืนคำอธิบายที่ยังไม่ทันพูดกลับลงไป แล้วหันมองนายพรานที่กำลังจูงสุนัขเพียงตัวเดียวซึ่งเห่าไปทางตรงข้าม
“รบกวนนำทางด้วย”
จากนั้นเขาจึงออกคำสั่งกับทหารทุกคน
“ที่เหลือจับกลุ่มละ 5 คนแล้วออกเดินทาง ถ้าพบว่าใครตามไม่ทัน ให้มารายงานผมทันที!”
***
ภายในถ้ำบนภูเขาที่ทั้งแคบและเย็นจัด แสงไฟกำลังลุกสว่าง
ลู่สือจวินนอนหงายอยู่บนพื้นซึ่งปูด้วยเสื้อโค้ททหาร เขาปรือเปลือกตาขึ้นมองเสิ่นชางเสวี่ยที่กำลังต้มน้ำและอุ่นหมั่นโถวอยู่ห่างออกไปเพียง 3 ก้าว
นอกจากจะซาบซึ้งและหวั่นไหวแล้ว เขายังอดภูมิใจไม่ได้
ดูเอาเถอะ
เสิ่นชางเสวี่ยยอมเสี่ยงชีวิตเข้ามาตามหาเขาถึงในภูเขา แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว ลู่สือหวยก็เทียบเขาไม่ได้แล้ว
ทว่าหลังจากความภูมิใจผ่านไป ความลำบากใจก็เข้ามาแทนที่
ลู่สือจวินเคยประกาศต่อหน้าพี่สาว ลู่สือหวย ลู่สือเหย่ รวมถึงพี่ใหญ่โจวเอาไว้อย่างชัดเจนแล้ว
ถ้าเขาผิดคำพูดและกลับไปตามจีบเสิ่นชางเสวี่ยอีกครั้ง ลู่สือเหย่อาจไม่พูดอะไร แต่ลู่สือหวยคงต้องมาวางมวยกับเขาแน่
ลู่สือจวินไม่ได้กลัวการชกต่อย ส่วนใครจะแพ้ใครจะชนะก็เห็นกันอยู่แล้ว
แต่ทางพี่สาวคงไม่ง่ายเช่นนั้น
เมื่อนึกถึงตรงนี้ ลู่สือจวินก็ยกมือขึ้นลูบใบหน้า หน้าตาของเขาดูดีมากก็จริง แต่คงทนฝ่ามือของพี่สาวไม่ไหว
ภายในถ้ำแห่งเดียวกัน เสิ่นชางเสวี่ยหันไปมองลู่สือจวินเป็นระยะ ความร้อนรนในใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เกิดอะไรขึ้น?
ทั้งสภาพอากาศหนาวเหน็บ ทั้งอันตรายที่เกี่ยวพันถึงชีวิต สิ่งเหล่านี้ควรทำให้ผลจากความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนคนตกอยู่ในอันตรายแล้วได้รับความช่วยเหลือทำงานไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมระดับความประทับใจของลู่สือจวินถึงยังหยุดอยู่ที่ 59 ไม่ยอมเพิ่มขึ้น?
เพิ่มขึ้นเพียงนิดเดียวก็ยังดีกว่าไม่ขยับแม้แต่น้อย
เพื่อโอกาสที่หาได้ยากในครั้งนี้ เธอยอมเสียสละไปมาก ถึงขั้นนำระดับความประทับใจของลู่สือหวยออกมาใช้ครึ่งหนึ่ง ดังนั้นเธอจะล้มเหลวไม่ได้เด็ดขาด
นิยายปั้นเซี่ย มอบความสุขมากมาย
[จบบท]