เสิ่นชางเสวี่ยประคองกล่องข้าวอะลูมิเนียมที่ใส่น้ำร้อนไว้แนบอก เธอก้มตัวต่ำ ค่อยๆ ขยับเข้าไปข้างลู่สือจวิน ก่อนจะยื่นมือข้างหนึ่งไปช่วยพยุงแผ่นหลังของเขาขึ้นมาอย่างยากลำบาก
“พี่รองลู่ รีบลุกมาดื่มน้ำร้อนหน่อย หน้าพี่ซีดหมดแล้ว ริมฝีปากก็ม่วงเพราะหนาวจัด... ฉัน... พี่รองลู่...”
น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านใบหน้าแสนสวย ก่อนตกลงบนเปลือกตาซ้ายของลู่สือจวิน
หยดน้ำตานั้นอุ่นร้อนจนเขารู้สึกได้ชัด ลู่สือจวินจึงค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง เปลือกตาสั่นไหวพร้อมกับหัวใจที่สะเทือนตามไปด้วย
“ฉันไม่เป็นอะไร”
เขารับกล่องข้าวอะลูมิเนียมมาดื่มน้ำร้อนสองอึก ก่อนปลอบเธอด้วยเสียงเบา
“พอฟ้าสว่าง ฉันจะพาเธอลงจากเขาอย่างปลอดภัย”
หากต้องมาตายแบบนี้ เขาคงขายหน้ามาก
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการฝึกซ้อมรบครั้งนี้ กองพันไหนจะได้อันดับ 1
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ก่อนออกเดินทาง เขาตกลงกับพี่สาวไว้แล้วว่า พอได้เงินรางวัลจะแบ่งเงินแล้วพาเธอเข้าเมืองไปซื้อของให้เต็มที่
เมื่อนึกถึงพี่สาว แววตาของลู่สือจวินก็เลื่อนลอยอยู่ครู่หนึ่ง
ตอนเพิ่งเข้ากองทัพ เขาไม่ยอมอยู่ในระเบียบ หัวหน้าหมู่จึงถือไม้กระบองทหารออกตามหาเขาไปทั่วทุกวัน
หลังจากผ่านไป 3 เดือน หัวหน้าหมู่ก็เรียกเขากับโจวซวี่ไปคุยเป็นการส่วนตัว แล้วถามว่าพวกเขาเต็มใจติดตามออกไปทำภารกิจด้วยกันหรือไม่
ในตอนนั้นลู่สือจวินไม่กลัวอะไรทั้งนั้น พอได้ยินว่าการออกไปทำภารกิจมีเงินช่วยเหลือพิเศษ แถมถ้าทำสำเร็จยังได้รับเงินเพิ่มเป็น 2 เท่า เขาก็ตอบตกลงโดยไม่คิดแม้แต่น้อย
กลับเป็นโจวซวี่ที่ต้องนำเรื่องนี้กลับไปคิดอยู่ถึง 3 วันกว่าจะยอมตอบรับ
หลังจากนั้น ทุกครั้งที่ตกอยู่ท่ามกลางอันตรายระหว่างความเป็นกับความตาย ลู่สือจวินมักอยากย้อนกลับไปในวันนั้น แล้วตบหน้าตัวเองที่รีบตอบตกลงแรงๆ สักหลายทีให้ได้สติ
เขาไม่ได้กลัวตาย แต่กลัวว่าพี่สาวจะได้รับข่าวการตายของเขา และยิ่งกลัวว่าหากเขาไม่อยู่แล้ว คนไร้ประโยชน์อย่างลู่สือหวยกับลู่สือเหย่จะปกป้องพี่สาวได้ไม่ดีพอ
ครั้งนี้ก็เหมือนกัน
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะต้องทำอย่างไร เขาก็ตายไม่ได้
เสิ่นชางเสวี่ยเห็นลู่สือจวินมัวแต่คิดอะไรบางอย่างจนเหม่อลอย จึงไม่ได้เรียกเขา เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดออกมา ค่อยๆ เช็ดคราบเลือดตามใบหน้าและลำคอให้เขาอย่างละเอียด
ยิ่งเช็ด ขอบตาของเธอก็ยิ่งแดง มือทั้ง 2 ข้างสั่นจนควบคุมแทบไม่อยู่
“พี่รองลู่ พี่เสียเลือดไปมาก ทำไมผู้บังคับกองพันโจวกับคนอื่นยังหาเราไม่เจอ ที่นี่ก็ไม่ได้อยู่ไกลนัก”
ลู่สือจวินดึงสติกลับมา ก่อนยกมือเช็ดน้ำตาที่เอ่อเต็มขอบตาและกำลังจะไหลลงมาของเธอ ก่อนพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ภูเขาลูกนี้ไม่ได้เล็ก ตอนนี้ก็มืดแล้ว เดินแต่ละก้าวก็จมหิมะ พี่ใหญ่โจวไม่ใช่เทวดา จะให้หาพวกเราเจอในพริบตาคงไม่ได้หรอก”
เขาหยุดไปเล็กน้อย แล้วมองเธออีกครั้ง
“เธอเองก็หลงทางหลังเข้ามาในภูเขา ถึงได้บังเอิญเจอฉัน ไม่ต้องกลัว แผลแค่นี้ไม่หนัก เธอหนาวไหม หิวไหม?”
เสิ่นชางเสวี่ยกำลังจะส่ายหน้า แต่พอคิดอีกที เธอกลับพยักหน้าแทน
ใบหน้าของเธอแดงขึ้นด้วยความเขินอาย ทว่าเธอยังฝืนข่มความรู้สึกนั้นเอาไว้ จากนั้นจึงระวังไม่ให้โดนบาดแผล แล้วโอบกอดลู่สือจวินอย่างเบามือ
“คนบาดเจ็บจะตัวเย็น เราไปนั่งใกล้กองไฟ แล้วกอดกันให้อุ่นเถอะ”
ลู่สือจวินยังไม่ทันปฏิเสธ เสิ่นชางเสวี่ยก็ชิงพูดต่อ
“พี่ห้ามเป็นอะไรไป ฉันอยู่คนเดียว เดินได้ไม่กี่ก้าวก็คงถูกหมาป่าคาบไปแล้ว”
ลู่สือจวินจึงต้องกลืนคำพูดที่ว่า ‘ไม่ได้ แบบนี้เธอก็มีความผิดฐานอันธพาลน่ะสิ’ กลับลงท้องไป
เขายืดหลังตรง ใช้ทั้งมือและเท้าช่วยกันขยับไปข้างหน้าอีกเล็กน้อย พยายามเข้าใกล้กองไฟให้มากที่สุด
“แค่ก อย่ากอดแน่นนัก”
“ฉันหนาว”
“ตามใจเธอ”
ลู่สือจวินเคยคบหากับผู้หญิงมาหลายครั้ง แต่ตอนนั้นยังอายุน้อย อย่างมากก็แค่จับมือหรือกอดกันเท่านั้น
แม้แต่จะจูบแก้ม เขายังไม่กล้า เพราะกลัวว่าหากพี่สาวรู้เข้า จะหยิบไม้เขี่ยฟืนมาไล่ตีเขา
เวลานี้กลับถูกหญิงสาวโตเต็มวัยกอดเอาไว้ อีกทั้งเขายังเป็นชายหนุ่มเลือดร้อน จะทนไหวได้อย่างไร
เสิ่นชางเสวี่ยสัมผัสได้ว่าร่างกายของเขาเกร็งขึ้นมาฉับพลัน รอยยิ้มจึงวาบผ่านดวงตาของเธอ ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ลู่สือจวินกำลังคิดฟุ้งซ่าน เสียงตะโกนหลายระลอกก็ลอยตามกระแสลมเข้ามาภายในถ้ำ
เขาสะดุ้งสุดตัว ก่อนผลักเสิ่นชางเสวี่ยออก แล้วใช้ทั้งมือและเท้ารีบขยับไปทางปากถ้ำ
“พี่สาวฉันเข้ามาตามหาแล้ว!”
เสิ่นชางเสวี่ยรีบคว้าชายเสื้อของเขาเอาไว้
“พี่รองลู่ ตอนฉันออกมา พี่สาวลู่ยังทำอาหารให้รุ่นพี่กับพี่สี่ลู่อยู่ที่บ้าน อากาศหนาวขนาดนี้ เธอคงไม่ฝ่าหิมะขึ้นเขามากะทันหัน”
เธอลังเลเล็กน้อย ก่อนพูดต่อด้วยสีหน้าหวาดระแวง
“แล้วฉันก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรสักนิด เมื่อคืนพี่บอกว่าได้ยินเสียงคนร้องขอความช่วยเหลือด้วย เป็นไปได้ไหมว่าสิ่งประหลาดนั่นกำลังหลอกเราอีก?”
ลู่สือจวินพลิกมือไปคว้าเธอไว้ ก่อนลากให้เดินออกไปด้วยกัน
“ฉันจำเสียงพี่สาวได้ ไม่มีทางฟังผิด เธอกำลังหนาวและกลัวอยู่พอดี ดีแล้วที่พี่สาวตามมา พวกเราจะได้ลงจากเขาเร็วขึ้น”
เสิ่นชางเสวี่ยไม่รู้ว่าลู่สือจวินเอาความมั่นใจมาจากไหน
ตอนที่เธอนำระดับความประทับใจของลู่สือหวยมาใช้ ระบบเคยรับปากว่าจะช่วยกำจัดอุปสรรคทั้งหมดให้ ถือเป็นผลประโยชน์สำหรับผู้ใช้มือใหม่
ก่อนหน้านี้ลู่สือจวินกลัวว่าหมีหรือหมาป่าจะตามกลิ่นเลือดมา
จึงตั้งใจเลือกถ้ำที่ทั้งแคบและเตี้ย ทั้งยังนำก้อนหินหลายก้อนมาอุดปากถ้ำ แล้วใช้กิ่งไม้ปิดบังไว้อีกชั้น
ขณะที่ลู่สือจวินกำลังรื้อก้อนหินออก เสิ่นชางเสวี่ยก็นั่งยองอยู่ข้างๆ ในใจก็ยังไม่ยอมรับอยู่ดี
“พี่รองลู่ ฉันไม่ได้ยินเสียงจริงๆ พี่อาจฟังผิดไปไหม?”
“ลู่สือจวิน! ถ้ายังไม่ตายก็ตอบมาสักคำ! ถ้ายังไม่ส่งเสียงอีก เชื่อไหมว่าผมจะพาพี่สาวลงจากเขา แล้วแบ่งเงิน 379 หยวน 5 เหมา 3 เฟินที่พี่เก็บไว้กับสือเหย่!”
ลู่สือจวินสบถพลางเร่งมือรื้อก้อนหินเร็วขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมตะโกนออกไปข้างนอกด้วยเสียงดังเต็มกำลัง
“กล้าดียังไง! พี่สาวไม่มีทางยอม!”
เสิ่นชางเสวี่ยชะงักไป ไม่รู้จะตอบอะไร
***
สุนัขล่าเนื้อตัวนั้นนำทางพวกเขาอยู่นานถึง 2 ชั่วโมง เมื่อมาถึงบริเวณแห่งหนึ่ง มันก็หยุดอยู่กับที่และไม่ยอมขยับไปไหนอีก
ทุกคนจึงแยกย้ายกันออกค้นหา กลุ่มละ 5 คน ระหว่างค้นหาตามพื้นที่ต่างๆ พวกเขาก็ตะโกนเรียกสหายไปด้วย
มีเพียงพี่น้องตระกูลลู่ทั้ง 3 คนกับกลุ่มของผู้บังคับกองพันโจวเท่านั้นที่ตะโกนเรียกชื่อลู่สือจวิน
คนอื่นๆ ต่างสับสนและไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงเจาะจงเรียกเพียงคนเดียว
นายพรานทั้ง 3 คนกับผู้ฝึกสุนัขทหารอยู่รวมกันในบริเวณปลอดภัย พวกเขาฟังเสียงตะโกนหลากหลายที่ดังมาจากทุกทิศทาง ก่อนหันไปมองสุนัขหลายตัวซึ่งพอมาถึงบริเวณนี้ก็พร้อมใจกันสงบ ไม่กระวนกระวายเหมือนก่อนหน้า
ภาพที่เห็นทำให้ทุกคนรู้สึกขนลุกไปทั้งแผ่นหลัง
นายพรานหนุ่มลดเสียงลงแล้วถามอย่างไม่สบายใจ
“ลุง คงไม่ใช่...”
นายพรานสูงวัยไม่ได้ดุเขา เขาใช้มือลูบหัวสุนัข ก่อนหยิบเนื้อที่พกติดตัวออกมาให้มันกิน พร้อมกับพึมพำเบาๆ
“เรื่องนี้แปลกจริง แต่รีบกินแล้วพักเอาแรง อย่าคิดมาก พอทางนี้หาคนเจอแล้ว เรายังต้องไปช่วยค้นอีกฝั่ง”
แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่นายพรานทั้ง 3 คนกลับไม่มั่นใจอยู่ดี
ถ้าผู้บังคับกองพันไม่ได้พาคนมาด้วยมากกว่า 100 คน ทั้งยังมีอาวุธสำหรับป้องกันตัว และพวกเขาเองก็พกปืนล่าสัตว์มาด้วย
ไม่มีใครกล้าเดินไปทั่วภูเขาในเวลากลางคืน ทั้งยังตะโกนเสียงดังเช่นนี้แน่
ต่อให้ไม่นับเรื่องผีสางหรือสิ่งลึกลับ หากเสียงตะโกนเรียกหมาป่าหรือหมีมาได้สักหลายตัว พวกเขาก็คงรับมือกันแทบไม่ไหว
กลุ่มของหวังเอ้อร์เฉวียนทั้ง 5 คนเดินค้นหาบริเวณนั้นกลับไปกลับมาถึง 3 รอบ แต่ไม่ได้ยินเสียงใครขานตอบ และไม่พบรอยเท้าแม้แต่รอยเดียว
เมื่อได้ยินอีกฝั่งตะโกนเรียกชื่อลู่สือจวินซ้ำๆ เป็นระยะ หวังเอ้อร์เฉวียนก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา
“ในเมื่อห่วงรองผู้บังคับกองพันลู่ขนาดนี้ แล้วก่อนหน้านี้ทำไมไม่ไปค้นฝั่งนั้นก่อน? ทำแบบนี้ก็เสียเวลาทั้ง 2 ฝั่งไม่ใช่เหรอ?”
คนอื่นไม่ได้ตอบ แต่ภายในใจต่างเห็นด้วยกับเขา
เมื่อค้นบริเวณนี้ครบทุกจุดแล้ว หวังเอ้อร์เฉวียนจึงพาคนที่เหลือตามทิศทางของเสียงตะโกนไปตลอดทาง
พวกเขามาถึงพอดีกับตอนที่ลู่สือหวย ซึ่งปกติไม่ถูกกับรองผู้บังคับกองพันลู่ กำลังตะโกนว่าจะเอาเงินของรองผู้บังคับกองพันลู่ไปแบ่งกัน
พอได้ยินแบบนั้น ความโกรธของหวังเอ้อร์เฉวียนก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้น
รองผู้บังคับกองพันลู่ยังไม่ตาย แต่คนพวกนี้กลับคิดจะแบ่งเงินของเขาแล้วเหรอ?
คนอย่างพวกเขาคู่ควรจะเป็นครอบครัวที่ใกล้ชิดที่สุดของรองผู้บังคับกองพันลู่ตรงไหน?
หวังเอ้อร์เฉวียนวิ่งเข้าไปด้วยความโกรธ
เขาคว้าคอเสื้อด้านหลังของลู่สือหวย เตรียมจะเปิดปากด่า แต่เสียงตะโกนอันคุ้นเคยก็ดังสนั่นขึ้นมาจากที่ใดสักแห่ง
“กล้าดียังไง!”
[จบบท]