บทที่ 6 : ฉันว่าก็ธรรมดา
ในบรรดาพี่น้องสามคนของบ้านตระกูลลู่ ลู่สือจวินอายุยังน้อย แต่กลับไต่เต้าขึ้นมาเป็นรองผู้บังคับกองพันได้แล้ว
หากนับบรรดาผู้บังคับกองพันและรองผู้บังคับกองพันทั้งหมดในเขตทหาร นอกจากผู้บังคับกองพันโจวแล้ว ลู่สือจวินก็นับว่าเป็นคนหนุ่มที่มีอนาคตไกลและอายุน้อยที่สุด
ส่วนลู่สือหวยยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาเพิ่งมาถึงก็ได้พบกับโอกาสครั้งใหญ่โดยบังเอิญ และยังคว้าโอกาสนั้นไว้ได้อย่างมั่นคง หลังจากปรากฏตัวในงานอยู่ไม่กี่ครั้ง เขาก็ได้รับตำแหน่งรองหัวหน้าคณะศิลปะการแสดงทหารทันที
สำหรับลู่สือเหย่ น้องชายคนเล็ก แม้จะเป็นคนพูดน้อย แต่ฝีมือด้านการแพทย์กลับเก่งกาจอย่างยิ่ง เขาเคยช่วยรักษาทหารที่ได้รับบาดเจ็บมาแล้วมากมาย แม้แต่โรคเก่าที่เรื้อรังมานาน เมื่อผ่านมือเขา ต่อให้ไม่สามารถรักษาให้หายขาด ก็ยังช่วยให้อาการดีขึ้นได้กว่าครึ่ง
คนเก่งทั้งสามคนนี้ ไม่ว่าพวกเขาจะเกิดในครอบครัวไหน ก็นับว่าเป็นวาสนาของบรรพบุรุษที่สั่งสมมาอย่างหนักหน่วงแล้ว
แต่เรื่องที่น่าอิจฉายิ่งกว่าคือ ทั้งสามคนล้วนมีความสามารถเป็นของตัวเอง และยังเป็นพี่น้องจากบ้านเดียวกันอีกด้วย!
ที่ทำให้ผู้คนประหลาดใจยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ ตั้งแต่เด็ก พี่น้องตระกูลลู่ก็สูญเสียทั้งพ่อแม่และปู่ย่าตายาย พวกเขาเติบโตขึ้นมาได้ด้วยลู่สืออวี๋ พี่สาวคนโตที่เลี้ยงดูน้องชายทั้งสามด้วยมือของตัวเอง
คนในเขตทหารจะไม่อยากรู้อยากเห็นได้อย่างไร ว่าคนบ้านตระกูลลู่มีหน้าตาเป็นอย่างไรบ้าง? จะไม่อยากเห็นสมาชิกครอบครัวนี้ให้ครบทุกคนได้อย่างไร?
พี่น้องสามคนของบ้านตระกูลลู่แทบจะปรากฏตัวให้เห็นทุกวันในเขตทหาร แต่ละคนล้วนหน้าตาดีจนสะดุดตา
ดังนั้นพี่สาวตระกูลลู่เองก็คงหน้าตาไม่แย่นัก เพียงแต่นิสัยของเธอ…
“จุ๊ ๆ ฉันเคยได้ยินเสี่ยวอวี๋ เจ้าหน้าที่ประจำจุดรับโทรศัพท์เล่าให้ฟังนะ ก่อนรับโทรศัพท์ รองผู้บังคับกองพันลู่ทำท่าทางหยิ่งผยองอย่างกับไม่มีใครอยู่ในสายตาเลย”
“แต่พอเสียงจากปลายสายดังขึ้นเท่านั้นแหละ ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไปทันที แทบจะยืนตัวตรงแล้วชูแขนวันทยหัตถ์ให้คนในสายอยู่แล้ว!”
“วันนั้นตอนเดินผ่านบ้านพวกเขา ฉันก็เห็นกับตาเหมือนกัน รองหัวหน้าคณะลู่กับแพทย์ทหารไม่รู้ทะเลาะกันเรื่องอะไร ทั้งคู่เกือบจะลงไม้ลงมือกันอยู่แล้ว แต่รองผู้บังคับกองพันลู่พูดแค่คำว่า ‘พี่’ คำเดียว พวกเขาก็หยุดทะเลาะกันทันที”
หญิงวัยกลางคนตาเรียวเชิดที่เป็นคนเริ่มบทสนทนาเมื่อครู่จ้องไปทางประตูอย่างไม่วางตา
“ฉันอยากเห็นนักว่าพี่สาวของลู่สือหวยจะสวยสักแค่ไหน ถึงได้ทำให้เขาเจอผู้หญิงคนไหนก็เอาแต่บอกว่าขี้เหร่!”
คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ฟังแล้วต่างเข้าใจดีอยู่แก่ใจ
ภรรยาผู้บังคับกองพันเฉินไม่ได้อยากเห็นหน้าตาของพี่สาวตระกูลลู่จริง ๆ หรอก เธอแค่อยากหาโอกาสเหน็บแนมอีกฝ่ายสักสองสามคำ จะได้ระบายความคับแค้นในใจเท่านั้น
แต่เรื่องนี้จะโทษลู่สือหวยก็ไม่ได้ เดิมทีภรรยาผู้บังคับกองพันเฉินเป็นฝ่ายพยายามจับคู่ลู่สือหวยกับลูกสาวของตัวเอง
ลู่สือหวยปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า หากยังพูดจาอ้อมค้อมไม่ชัดเจนกว่านี้ ครอบครัวเฉินก็คงได้ใจจนล้ำเส้นไปมากกว่านี้ เขาจึงจำต้องพูดแข็ง ๆ ออกไปว่า ลูกสาวบ้านเฉินหน้าตา “ไม่สวย”
ผู้หญิงชอบนินทากันอย่างไร ผู้ชายก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก
ทหารหนุ่มสองนายที่ยืนรักษาการณ์อยู่หน้าประตูเขตบ้านพักทหารยืดตัวตรงราวกับเส้นด้าย สายตาของพวกเขาเหลือบไปทางรถจี๊ปอยู่เป็นระยะ
พวกเขาเคยสัมผัสความเก่งกาจของลู่สือจวินมากับตัว จึงยิ่งอยากเห็นว่าพี่สาวตระกูลลู่มีหน้าตาเป็นอย่างไร
ในใจพวกเขาคิดว่าคงหน้าตาธรรมดา ๆ ไม่ต่างจากพี่สาวของตัวเองเท่าไร แถมนิสัยอาจจะดุร้ายเอาเรื่องอีกด้วย
ช่วงนี้พวกเขายังไม่มีโอกาสได้เห็นรองผู้บังคับกองพันลู่ถูกภรรยาดึงหูจนต้องกล้ำกลืนความอับอาย เพราะรองผู้บังคับกองพันลู่ยังไม่มีภรรยา
แต่ถ้าได้เห็นเขาถูกพี่สาวตระกูลลู่ดึงหูก็ไม่เลวนะ
พวกเขาไม่เลือกมากอยู่แล้ว!
ท่ามกลางสายตาทั้งเปิดเผยและแอบซ่อนสารพัดแบบ ประตูด้านหลังของรถจี๊ปก็เปิดออกก่อน ลู่สือจวินกับลู่สือหวยก้าวลงจากรถพร้อมกันจากคนละฝั่ง
ลู่สือจวินหันไปยกสัมภาระจากท้ายรถ ส่วนลู่สือหวยเดินไปยังประตูข้างที่นั่งผู้โดยสารอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะเปิดประตูให้ด้วยตัวเอง
“พี่ ตรงนี้คือเขตทหาร ลงมาเถอะ”
เสียงตอบรับสั้น ๆ ดังขึ้นว่า “อืม” จากนั้นขาเรียวยาวข้างหนึ่งก็ก้าวลงจากรถก่อน ตามด้วยร่างทั้งร่างที่ปรากฏขึ้นต่อสายตาทุกคน
ทหารหนุ่มสองนายหน้าประตูมองข้ามร่างของลู่สือหวยไป พอเห็นคนที่ลงจากรถชัด ๆ ดวงตาของทั้งคู่ก็ฉายแววตกตะลึงพร้อมกัน
เธอไม่เหมือนภาพพี่สาวอารมณ์ร้อนที่พวกเขาจินตนาการไว้แม้แต่น้อย
ลู่สืออวี๋สวมกระโปรงยาวสีกรมท่าเข้ม บนไหล่คลุมเสื้อไหมพรมสีขาวเนื้อนุ่มที่ดูทั้งอบอุ่นและเบาสบาย เมื่อยิ้มออกมา ใบหน้าของเธอก็ยิ่งงดงามและอ่อนโยน
มองผ่าน ๆ เธอไม่ค่อยเหมือนพี่น้องสามคนของบ้านตระกูลลู่เท่าไรนัก แต่เมื่อเพ่งมองอยู่หลายครั้ง ก็จะพบว่าทั้งสี่คนมีเค้าโครงระหว่างคิ้วและดวงตาคล้ายกันถึงหกเจ็ดส่วน
สิ่งที่แตกต่างออกไปก็คือ ลู่สืออวี๋ดูมีเสน่ห์เจิดจ้ากว่า ทั้งยังประณีตงดงามกว่าพี่น้องชายทั้งสามอย่างเห็นได้ชัด
ลู่สืออวี๋ลงจากรถแล้วกวาดตามองไปรอบ ๆ สองสามครั้ง ก่อนจะเดินเคียงข้างลู่สือหวยเข้าไปในเขตบ้านพักทหาร ราวกับลืมไปแล้วว่าในรถจี๊ปยังมีคนอื่นอยู่
โจวซวี่ยืนอยู่ข้างรถ มองภาพทั้งหมดเงียบ ๆ
ลู่สือจวินฉวยโอกาสยัดสัมภาระห่อหนึ่งใส่มือเขา แล้วพูดอย่างไม่รู้สึกรู้สา
“เอ่อ… พี่สาวผมกับลู่สือหวยนิสัยคล้ายกันครับ ทั้งคู่ชอบแต่งตัวและใส่ใจภาพลักษณ์มาก เห็นบ่อย ๆ เดี๋ยวก็ชินเองครับ”
โจวซวี่รับสัมภาระไว้โดยไม่มีทางเลือก ก่อนตอบเสียงเรียบ
“ผมดูออกแล้วครับ”
สายตาของเขาเลื่อนไปยังมือของลู่สือเหย่ ซึ่งเดินตามสองพี่น้องไปอย่างขยันขันแข็ง
มือข้างหนึ่งของลู่สือเหย่ถือกล่องยาใบเล็กที่พกติดตัวไม่เคยห่าง อีกข้างถือเสื้อโค้ททหารสีเขียวเข้มเอาไว้
เห็นได้ชัดว่า ระหว่างความดูดีและความอบอุ่น พี่สาวตระกูลลู่เลือกเสื้อไหมพรมสีขาวที่ทั้งสวยและช่วยกันหนาวแทน
“พี่ ผมคุยกับอีกสองคนไว้แล้ว เราจะยกบ้านชั้นเดียวที่ลู่สือจวินพักอยู่ให้พี่อยู่คนเดียว ส่วนพวกเราสามคนจะอยู่ด้วยกัน”
ลู่สือหวยเหลือบมองกลุ่มภรรยาทหารที่นั่งตากแดดพูดคุยกันอยู่ในลาน แต่ทำเหมือนไม่เห็น เขาพาลู่สืออวี๋เดินไปอีกทางหนึ่ง
เดิมทีภรรยาทหารเหล่านั้นตั้งใจจะรอดูเรื่องสนุกของบ้านตระกูลลู่ แต่ทันทีที่ลู่สืออวี๋ก้าวเข้ามาในเขตบ้านพักทหาร เสียงพูดคุยทั้งหมดก็เงียบลง
ในบรรดาพี่น้องสามคน ลู่สือหวยเป็นคนพิถีพิถันกับตัวเองที่สุด และไม่ชอบทำอะไรตามคนอื่น
ก่อนออกจากบ้าน เขาเปลี่ยนมาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวคู่กับกางเกงขายาว หวีผมเสยขึ้น เผยให้เห็นหน้าผากและดวงตาที่คมกริบแฝงความหยิ่งทะนง
เขาเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในเขตทหารแห่งนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่เมื่อพี่สาวตระกูลลู่เดินอยู่ข้างกายเขา เธอกลับไม่ได้ดูด้อยกว่าแม้แต่น้อย ซ้ำยังมีพลังชีวิตเฉพาะตัวแผ่ซ่านออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
หลังจากคนบ้านตระกูลลู่เดินห่างออกไปแล้ว ภรรยาทหารสาวคนหนึ่งจึงเอ่ยขึ้น
“โธ่เอ๊ย พี่สาวตระกูลลู่ทำไมถึงสวยกว่าพี่น้องสามคนนั่นอีกล่ะ มิน่าลู่สือหวยถึงได้ตาถึงนัก”
เห้อหงเสีย ภรรยาผู้บังคับกองพันเฉิน แทบจะกัดฟันจนแตกละเอียด เธอไม่มีทางยอมรับว่าลูกสาวของตัวเองหน้าตาสู้พี่สาวตระกูลลู่ไม่ได้แน่นอน
“พูดอะไรเหลวไหล เธอสวยตรงไหน? ก็มีตาสองข้าง ปากหนึ่งปากเหมือนพวกเรานั่นแหละ ฉันว่าก็ธรรมดา!”
เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงดูแคลน
“อยู่บ้านดี ๆ ไม่ได้หรือไง คอยดูแลสามีกับลูก ๆ ก็พอแล้ว ดันเดินทางมาตงเป่ยเพื่อย้ายมาอยู่กับกองทัพคนเดียว ฉันว่าเธอคงไม่ได้เป็นที่ชอบของผู้ชายจนต้องหย่าร้าง หรือไม่ก็คิดจะมาหาผู้ชายในค่ายทหารนั่นแหละ”
โจวซวี่ส่งกุญแจรถให้ทหารหนุ่มนายหนึ่ง เอ่ยกำชับให้ขับรถไปจอดในที่ที่ควรจอด จากนั้นจึงยกสัมภาระเดินตามไปอย่างจำใจ
เมื่อเดินผ่านกลุ่มหญิงที่นั่งคุยกัน เขาได้ยินคำพูดนั้นเข้า ก็พลันนึกถึงสีหน้าเรียบเฉยของลู่สืออวี๋ตอนพูดถึงการหย่าร้างบนรถขึ้นมา
คำพูดของเห้อหงเสียรุนแรงเกินไป แม้ไม่ค่อยแสดงสีหน้าเคร่งขรึมนัก แต่ครั้งนี้โจวซวี่ก็ยังหันไปมองเธอด้วยใบหน้าจริงจัง
“คุณป้า พวกเราอยู่เขตบ้านพักทหารเดียวกัน พูดอะไรก็อย่าให้เกินไปนักครับ”
เห้อหงเสียอาศัยว่าผู้บังคับกองพันเฉินผู้เป็นสามีมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับกองพัน จึงกล้าพูดกระทบลู่สือจวินที่เป็นเพียงรองผู้บังคับกองพัน แต่เธอไม่กล้าล่วงเกินโจวซวี่ ผู้บังคับกองพันที่อายุน้อยที่สุดในเขตทหารอย่างแน่นอน
รอจนโจวซวี่เดินห่างออกไปแล้ว เธอจึงพึมพำอย่างไม่พอใจอยู่สองสามคำ
เดินต่อไปราวสิบนาที ลู่สืออวี๋ก็เห็นบ้านชั้นเดียวเรียงเป็นแถว หลังคากระเบื้องสีแดง ผนังก่อด้วยอิฐสีเทา
พื้นที่ว่างหน้าบ้านแต่ละหลังมีทั้งแปลงผัก กองฟืน และผ้าห่มที่นำออกมาตากแดด ทุกอย่างเรียบง่ายแบบบ้านพักในเขตทหาร แต่กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของชีวิตประจำวัน
ลู่สือหวยพาเธอไปหยุดหน้าบ้านชั้นเดียวหลังหนึ่ง
“พี่ บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่จัดสรรให้ลู่สือจวินอยู่ ส่วนหลังขวามือเป็นบ้านของผมกับสือเหย่ ด้านซ้ายเป็นบ้านที่ผู้บังคับกองพันโจวพักอยู่ ถ้าพี่ต้องการอะไร ก็มาหาพวกเราได้”
เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกำชับต่อ
“ถ้าพวกเราไม่อยู่บ้านกันหมด พี่ไปหาผู้บังคับกองพันโจวข้างบ้านก็ได้ เขาอาจไม่ใช่คนชอบช่วยเหลือใครมากนัก แต่กับลูกน้องและครอบครัวของลูกน้อง เขาก็ยังดูแลดีอยู่ครับ”
ลู่สืออวี๋พยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ เธอยกมือรวบเสื้อไหมพรมที่คลุมอยู่บนไหล่ให้กระชับขึ้น ระหว่างรอน้องชายทั้งสองที่เดินตามมาให้ทัน ก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ผักหน้าบ้านนี่ลู่สือจวินเป็นคนปลูกหรือ?”
แปลงผักหน้าบ้านชั้นเดียวดูขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่เป็นระเบียบ มองแวบเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ฝีมือของลู่สือหวยหรือลู่สือเหย่
ลู่สือหวยเบ้ปากอย่างดูแคลน
“เขาจะมีความสามารถขนาดนั้นได้ยังไง ที่ตรงนี้ปล่อยว่างไว้ก็ไม่มีประโยชน์ ภรรยาผู้บังคับกองพันฉินเห็นเขาไม่ปลูกอะไร ก็เลยบอกเขาคำเดียว แล้วลงมือปลูกผักให้หมด นี่ก็หลายปีแล้ว”
ลู่สืออวี๋ยืนเอียงตัวอยู่หน้าประตู แสร้งมองไปทางหญิงที่กำลังนั่งจัดเส้นไหมพรมอยู่หน้าบ้านฝั่งตรงข้ามผ่านหางตา แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ