เสิ่นหวายชูยกยิ้มบางๆ ดวงตาฉ่ำน้ำมองตรงไปยังคนไม่กี่คนที่กำลังวางท่าโอหัง ก่อนเอ่ยเสียงดังชัดถ้อยชัดคำ
“สหายเย่ สามเดือนก่อนคุณยืมเงินฉันไปหนึ่งร้อยหยวน บอกว่าจะส่งกลับบ้านไปรักษาแม่
หนึ่งเดือนก่อน คุณก็เอาเงินฉันไปอีกห้าสิบหยวน อ้างว่าจะซื้อหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย
รวมๆ แล้วหลอกเงินฉันไปไม่ต่ำกว่าสองร้อยหยวน
ในห้องยังมีใบรับหนี้ที่คุณเขียนไว้เลย ตอนนี้รีบคืนเงินมาให้ครบ ห้ามขาดแม้แต่เฟินเดียว!”
ทันทีที่พูดจบ เสิ่นหวายชูก็กวาดสายตามองเย่หมิงเซวียนขึ้นลงอย่างเย้ยหยัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรังเกียจ
“คุณบอกว่าฉันยั่วยวนคุณ? นี่มันเหมือนเอาไข่สองฟองแขวนไว้ใต้คิ้วแท้ๆ ถึงได้มองตัวเองไม่ออกว่าหนักเบาแค่ไหน
หน้าตาแบบคุณ ต่อให้ฉันตาบอดก็ไม่มีวันมองลงหรอก”
สิ้นคำ ชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบๆ ต่างพยักหน้าเห็นด้วยโดยไม่รู้ตัว
ถ้าเทียบทั้งหน้าตาและความสามารถ ลู่อวิ๋นเชินเหนือกว่าเย่หมิงเซวียนไม่รู้กี่เท่า
ต่อให้เป็นคนโง่ก็รู้ว่าควรเลือกใคร
“ฉันเห็นแก่ที่เคยทำงานสถานีวิทยุด้วยกัน เลยยอมให้คุณยืมเงิน
ใครจะคิดว่าความหวังดีจะถูกตอบแทนแบบนี้
เพราะไม่อยากคืนเงิน คุณถึงกับคิดทำลายชื่อเสียงฉัน
ถ้าอวิ๋นเชินไม่ได้กลัวว่าฉันจะถูกคนรังแก แล้วสอนวิธีป้องกันตัวไว้สองสามท่า วันนี้ฉันคงโดนคุณทำร้ายสำเร็จไปแล้ว
น่าสงสารอวิ๋นเชินจริงๆ เขาอยู่ในกองทัพ ปกป้องบ้านเมือง แต่ภรรยากลับถูกคนรังแกแบบนี้”
พูดจบ เสิ่นหวายชูก็ก้มหน้าปาดน้ำตาแสร้งทำเป็นสะอื้น พร้อมอาศัยชื่อของสามีของเธอสร้างเรื่องนี้ให้ใหญ่โตที่สุด
ในยุคนี้ ข้อหาลวนลามผู้หญิงรวมกับทำลายชีวิตคู่ทหาร ต่อให้เย่หมิงเซวียนไม่ถูกยิงเป้า อย่างน้อยก็ต้องถูกเล่นงานหนักแน่
แต่ก่อนจะจัดการเขา เธอต้องทำให้เขาคายเงินที่หลอกเจ้าของร่างเดิมออกมาก่อน พร้อมดอกเบี้ยทั้งหมด
พอได้ยินเช่นนั้น ป้าหลายคนที่อารมณ์ร้อนอยู่แล้วก็ถ่มน้ำลายใส่เย่หมิงเซวียนทันที พร้อมโวยวายว่าจะจับตัวเขาส่งสถานีตำรวจ
แม้ทุกคนจะยังนึกไม่ออกว่าเสิ่นหวายชูที่แขนขาเล็กบางแบบนี้ เอาแรงที่ไหนไปตบผู้ชายตัวโตจนหน้าบวมช้ำได้
แต่ทันทีที่ได้ยินคำว่า “ใบรับหนี้” ความสงสัยสุดท้ายในใจก็หายไปสิ้น
ใบหน้าของเย่หมิงเซวียนแดงก่ำทันที คำพูดหลุดออกมาโดยไม่ทันคิด
“เธอพูดเหลวไหล! มันมีแค่ร้อยห้าสิบหยวนต่างหาก สองร้อยมาจากไหน!”
คราวนี้ ยิ่งเท่ากับยอมรับคำพูดของเสิ่นหวายชูเต็มๆ
สีหน้าของผู้ใหญ่บ้านดำทะมึนราวก้นหม้อ เขาหันไปตวาดลูกชายร่างใหญ่สองคนด้านหลัง
“ยังไม่รีบจับคนไปส่งสถานีตำรวจอีก!”
จากนั้นจึงหันกลับมามองเสิ่นหวายชู สีหน้าผ่อนคลายลงไม่น้อย
“หนูหวายชู วางใจเถอะ เงินนี่พวกเราจะช่วยเอาคืนให้เอง”
เมื่อได้คำรับปากจากผู้ใหญ่บ้าน เสิ่นหวายชูก็รู้ทันทีว่าเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว
ตอนถูกยกตัวขึ้นเหมือนลูกไก่ เย่หมิงเซวียนจึงเริ่มกลัวจริงๆ เขาหันไปจ้องแม่ลู่เขม็ง สีหน้าแตกพ่ายอย่างคนหมดทาง
“หวังหงจวี๋! เป็นเธอเองที่ให้เงินฉัน หลอกให้เสิ่นหวายชูหนีตามฉัน แล้วค่อยขายเธอระหว่างทาง ตอนนี้ฉันซวยแล้ว เธอก็อย่าหวังจะรอด!”
แม่ลู่หน้าถอดสีทันที
หล่อนสัมผัสได้ถึงสายตาดูแคลนนับไม่ถ้วนที่กำลังจับจ้องมายังตัวเอง ความอับอายพุ่งขึ้นจนเลือดขึ้นหน้า เล็บแหลมๆ พุ่งเข้าข่วนหน้าเย่หมิงเซวียนทันที
“ไอ้หมา! กล้าพูดเหลวไหลเหรอ!”
หลังลงมือเสร็จ แม่ลู่ก็ฉวยจังหวะชุลมุนรีบหนีไป หายวับในพริบตา
อย่างไรเสีย เย่หมิงเซวียนก็ไม่มีหลักฐาน ขอแค่หล่อนไม่ยอมรับก็พอ
วันนี้เสิ่นหวายชูรอดไปได้ แต่ครั้งหน้า คงไม่มีโชคแบบนี้อีกแน่
เสิ่นหวายชูมองแผ่นหลังของแม่ลู่ที่รีบหนีไปด้วยสายตาเย็นชา
แต่ตอนนี้เธอยังไม่มีเวลาจัดการอีกฝ่าย
สิ่งสำคัญกว่าคือ… ไปรับเสี่ยวเป่ากลับบ้าน
เสิ่นหวายชูเดินตามความทรงจำมายังหมู่บ้านชิงเหอที่อยู่ติดกัน
เธอไม่สนใจสายตาแปลกๆ ของชาวบ้านรอบข้าง เดินตรงไปทางท้ายหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
ฝีเท้าแทบปลิวราวกับกลัวว่าช้าเพียงก้าวเดียว เจ้าตัวร้ายน้อยจะถูกขายไปเสียก่อน
ในเนื้อเรื่องเดิม เหตุผลที่เสี่ยวเป่าเติบโตมาเป็นตัวร้ายโหดเหี้ยม ก็เกี่ยวข้องกับช่วงเวลาที่ถูกฝากเลี้ยงไว้บ้านญาติฝั่งแม่ลู่นี่เอง
หลานชายของแม่ลู่แต่งงานมาหลายปีแต่ไม่มีลูก จึงเริ่มคิดจะเอาเสี่ยวเป่าไปเลี้ยง
พวกเขายุยงแม่ลู่ให้ยกเด็กมาให้
แต่กลับไม่ได้เลี้ยงดูดีแม้แต่น้อย
ทั้งตีทั้งด่า
ยิ่งพอรู้ว่าตัวเองกำลังจะมีลูกแท้ๆ ก็หันหลังขายเสี่ยวเป่าทันที
พอคิดถึงตรงนี้ เสิ่นหวายชูแทบกดความโกรธในใจไม่อยู่
ทั้งที่เธอไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม
แต่พอได้ยินเรื่องของเสี่ยวเป่า หัวใจก็ยังเจ็บหน่วงอย่างควบคุมไม่ได้
บ้านตระกูลหวัง
เสียงด่าทอแหลมจัดดังลอยออกมาจากในบ้าน
ฝ่ามืออวบหนาของหญิงคนหนึ่งฟาดใส่ใบหน้าเล็กๆ ของเด็กชายอย่างแรง เสียงเพียะดังต่อเนื่องไม่หยุด
“ไอ้เด็กเวร! แม่แกหนีตามผู้ชายไปแล้ว แกมันก็แค่ลูกไม่มีคนเอา!”
เสี่ยวเป่าที่ถูกตบไปหลายครั้งโดยแทบไม่ตอบสนองอะไร พอได้ยินประโยคนั้นกลับอ้าปากกัดมือผู้หญิงคนนั้นทันที
แม่ไม่มีวันทิ้งเขา
แม่รักเสี่ยวเป่าที่สุด
ต้องเป็นผู้หญิงเลวคนนี้โกหกแน่ๆ!
“โอ๊ย! ไอ้เด็กสารเลว กล้ากัดฉันเหรอ!”
หญิงคนนั้นร้องลั่น ก่อนเหวี่ยงเสี่ยวเป่าลงพื้นอย่างแรง
พอมองรอยฟันแดงสดบนมือ ความโกรธก็พุ่งขึ้นจนดวงตาแดงก่ำ หล่อนยกเท้าถีบเด็กน้อยอย่างแรง พร้อมด่า
“เดี๋ยวฉันขายแกทิ้งซะเลย ชาตินี้แกจะไม่ได้เจอแม่โง่ๆ ของแกอีก!”
“แกจะขายใครนะ…”
เสียงเย็นเยียบดังขึ้นพร้อมเสียงประตูถูกถีบเปิด
ร่างบางที่คุ้นตาปรากฏขึ้นตรงหน้า
“แม่…”
ดวงตากลมชุ่มน้ำของเสี่ยวเป่ามองคนตรงหน้าไม่กะพริบ มืออ้วนเล็กรีบเช็ดน้ำตาที่หางตาอย่างดื้อรั้น
แม่ไม่ได้ทิ้งเขา…
หญิงคนนั้นขมวดคิ้ว มองเสิ่นหวายชูที่ยังคงงดงาม ผิวขาวผ่องไม่ต่างจากเดิม ความริษยาฉายวาบในดวงตา ก่อนเอ่ยถามเสียงแข็ง
“เธอมาทำอะไรที่นี่? ตอนนี้เธอควรหนีตามผู้ชายไปแล้วไม่ใช่เหรอ?”
เห็นชัดว่าหล่อนเองก็รู้แผนของแม่ลู่ดี
แต่เสิ่นหวายชูไม่มีอารมณ์สนใจอะไรทั้งนั้น
สายตาของเธอจับจ้องอยู่ที่เสี่ยวเป่าเพียงคนเดียว
เมื่อเห็นรอยฟกช้ำเขียวม่วงตามตัวเด็ก ความโกรธในใจก็ระเบิดออกทันที
เธอก้าวเข้าไปคว้าผมหญิงคนนั้น ก่อนฟาดฝ่ามือลงไปอย่างแรง
เพียะ!
อีกฝ่ายยังไม่ทันได้ตั้งตัว เสิ่นหวายชูก็ตบซ้ำอีกหลายฉาด ใช้แรงเต็มสิบไม่ยั้ง
ดวงตาเต็มไปด้วยความเย็นเยียบ ถึงขั้นกระชากผมอีกฝ่ายหลุดออกมาเป็นกำ
“เรื่องวันนี้ยังไม่จบ เรื่องชั่วๆ ที่พวกแกทำ เตรียมไปอธิบายกับตำรวจเถอะ”
หลังทิ้งคำขู่ไว้ เสิ่นหวายชูก็ย่อตัวลง อุ้มเสี่ยวเป่าขึ้นอย่างอ่อนโยน
น้ำเสียงนุ่มละมุนราวกับหยดน้ำ
“แม่มารับเสี่ยวเป่ากลับบ้านแล้วนะ”
เจ้าก้อนแป้งน้อยนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ มือเล็กอวบกำเสื้อของเธอแน่น ดวงตาดำขาวมีประกายน้ำคลออยู่ แต่ก็ยังพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
วันนี้… แม่ดูไม่เหมือนเดิมเลย
เสิ่นหวายชูไม่ได้พาเสี่ยวเป่ากลับบ้าน
แต่หันตัวเดินตรงไปทางตัวอำเภอแทน
หลังพาเสี่ยวเป่าไปทำแผลที่โรงพยาบาล เสิ่นหวายชูก็ขอใบรับรองบาดแผลจากหมอ ก่อนมุ่งตรงไปยังสถานีตำรวจ
“สหายตำรวจคะ ฉันต้องการแจ้งความ…”