ระยะทางจากบ้านกรรมการหลินกลับไปยังตึกพักไม่ได้ไกลนัก อีกทั้งลู่อวิ๋นเชินขายาวก้าวใหญ่ ไม่กี่ก้าวก็แบกเสิ่นหวายชูกลับถึงบ้านแล้ว
เขาค่อยๆ วางเธอลงบนโซฟา มือใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการฝึกจับข้อเท้าเธอไว้อย่างระมัดระวัง เมื่อแน่ใจว่าไม่ได้กระทบกระดูกถึงได้ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
“ช่วงนี้เธออย่าเพิ่งไปสหกรณ์เลย ถ้าต้องการอะไร ฉันจะไปซื้อให้เอง”
พูดจบ ลู่อวิ๋นเชินก็สาวเท้ายาวเดินเข้าครัวไป
“แม่ เจ็บไหมครับ?”
เสี่ยวเป่ามองข้อเท้าที่ยังบวมแดงของเสิ่นหวายชูอย่างระมัดระวัง มือเล็กๆ อยากแตะแต่ก็ไม่กล้าแตะ
เขาปกป้องแม่ไม่ทัน
เสี่ยวเป่ารู้สึกผิดมาก ทั้งที่ยืนอยู่ข้างแม่แท้ๆ แต่กลับไม่ทันเตือนเรื่องก้อนหิน จนแม่เกือบล้ม
“ไม่เจ็บแล้ว เสี่ยวเป่าของแม่น่ารักที่สุดเลยรู้ไหม”
เสิ่นหวายชูลูบแก้มกลมๆ ของลูกเบาๆ ความอบอุ่นไหลผ่านหัวใจ
ตัวร้ายผู้โหดเหี้ยมในนิยาย ตอนนี้กลับเป็นเพียงซาลาเปานุ่มนิ่มตัวน้อย ที่จะถามว่าแม่เจ็บไหม
เธอยิ้มอย่างอ่อนโยน สังเกตเห็นอารมณ์ของลูก จึงปลอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“เสี่ยวเป่ายังเล็ก รออีกหน่อยก็ปกป้องแม่ได้แล้ว”
ตัวร้ายในอนาคตน่ะ เก่งมากเลยนะ
เสี่ยวเป่าพยักหน้าแรงๆ
ต่อไปเขาจะเก่งเหมือนพ่อ แล้วปกป้องแม่ให้ได้
แม่ลูกเอนพิงกันอ่านหนังสือ ภาพตรงหน้าอบอุ่นและสงบสุขอย่างยิ่ง
ตอนที่ลู่อวิ๋นเชินถือกะละมังน้ำอุ่นออกมา ก็เห็นภาพนั้นพอดี หัวใจที่แข็งกร้าวมานานพลันอ่อนละลาย ใบหน้าคมเข้มภายใต้แสงไฟสีเหลืองนวลดูอ่อนโยนขึ้นไม่น้อย
“แช่น้ำอุ่นหน่อยจะดีขึ้น”
เขาค่อยๆ ย่อตัวลงตรงหน้าเสิ่นหวายชู มือใหญ่จับข้อเท้าที่เธอกำลังจะชักหนี แล้ววางลงในกะละมังเบาๆ
“ฉันทำเองก็ได้…”
ใบหน้าของเสิ่นหวายชูร้อนวาบ อยากชักเท้ากลับ แต่ฝ่ามือร้อนผ่าวของชายหนุ่มกลับกดไว้มั่น พร้อมเสียงทุ้มต่ำที่ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
“อย่าขยับ”
อุณหภูมิน้ำกำลังพอดี มือของลู่อวิ๋นเชินค่อยๆ นวดข้อเท้าอย่างมีชั้นเชิง ไม่ทำให้เจ็บ กลับสบายอย่างประหลาด
เสิ่นหวายชูไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องจะกลายมาเป็นแบบนี้
ล้างเท้าให้เธอ…
เรื่องแบบนี้ ต้องเป็นคนรักที่สนิทแนบแน่นกันมากถึงจะทำได้ไม่ใช่หรือ
แต่เสี่ยวเป่ากลับนั่งดูอยู่ข้างๆ อย่างเรียบร้อย ก่อนพูดประโยคชวนตกใจ
“ครั้งหน้า ผมจะล้างเท้าให้แม่เองครับ”
พอลู่อวิ๋นเชินยกกะละมังออกไป เสิ่นหวายชูก็รีบปิดประตูห้องทันที มือแตะแก้มแดงจัด พลางถอนหายใจยาว
จบสักที…
ด้านนอก ลู่อวิ๋นเชินมองประตูห้องที่ปิดสนิท มุมปากยกขึ้น ก่อนหันกลับไปอีกห้อง
เขาถอดชุดทหารออก เปลี่ยนยาให้แผลตัวเองอย่างคล่องแคล่ว พันผ้าพันแผลอย่างชำนาญ ทุกขั้นตอนรวดเร็วเด็ดขาด ไม่มีความเก้ๆ กังๆ เลยแม้แต่น้อย
แตกต่างจากตอนอยู่ต่อหน้าเสิ่นหวายชูโดยสิ้นเชิง
เขากำลังจะพาเสี่ยวเป่าไปอาบน้ำ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
ทหารสามนายพาลูกชายของตัวเองมายืนอยู่หน้าประตู พอเห็นลู่อวิ๋นเชิน ต่างก็ยืนตรงทำความเคารพ ก่อนดึงลูกที่หลบอยู่ด้านหลังออกมา สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“หัวหน้าลู่ เด็กมันไม่รู้เรื่อง วันนี้ผมเลยพามันมาขอโทษเสี่ยวเป่าครับ”
“ใช่ครับหัวหน้าลู่ ผมจัดการไอ้ลูกชายตัวดีไปแล้ว รับรองว่าจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้อีก”
อีกสองคนรีบพูดเสริม
พวกเขาเข็ดกับการฝึกของลู่อวิ๋นเชินจนแทบยืนไม่ตรงแล้วจริงๆ
“ยังจะยืนบื้ออะไรอีก รีบขอโทษเสี่ยวเป่าสิ”
เด็กๆ หลายคนตอนนี้ก้นยังเจ็บอยู่ ไม่มีความฮึกเหิมเหมือนก่อนอีกแล้ว ต่างก้มหน้าพูดเสียงเบา
“ขอโทษ…”
เสี่ยวเป่าทำหน้าเรียบเฉย เด็กตัวเล็กๆ แต่เวลาขมวดคิ้วกลับเหมือนลู่อวิ๋นเชินไม่มีผิด ดูน่าเกรงขามอย่างประหลาด
คนพวกนี้เคยด่าแม่ด้วย เขาไม่มีทางให้อภัยหรอก
ทั้งสามคนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน
แต่เพราะลูกตัวเองเป็นฝ่ายผิด จึงทำได้เพียงยอมรับชะตา
ช่วงหลายวันที่เสิ่นหวายชูพักรักษาตัว กลับไม่มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้น เสิ่นอวี้จูก็หาเรื่องน้อยลงอย่างผิดปกติ ชีวิตสงบเรียบง่ายอย่างหาได้ยาก
เรื่องที่ทำให้เสิ่นหวายชูอารมณ์ดีที่สุด คงหนีไม่พ้นจดหมายจากหมู่บ้านหงซิง
ลู่หมิงหยางกับน้องชายจอมเกาะดูดเลือดของเจ้าของร่างเดิม ไม่รู้ไปล่วงเกินใครเข้า กลางทางโดนคลุมกระสอบซ้อมเสียยับ นอนลุกไม่ได้เป็นสิบวัน
ส่วนบ้านที่ตระกูลลู่หมายตาไว้ เธอก็ปล่อยเช่าให้คู่สามีภรรยา “นักเลงประจำหมู่บ้าน” ที่ขึ้นชื่อเรื่องลงไม้ลงมือโดยไม่สนอายุใคร
แม้แต่แม่ลู่ที่ทั้งร้ายกาจทั้งชอบโวยวาย ก็ยังเอาชนะคนพวกนั้นไม่ได้ สุดท้ายจึงต้องยอมตัดใจจากบ้านหลังนั้น
เสิ่นซือเสวี่ยพอเสียงานสถานีวิทยุไป ก็แทบไม่มีแม่สื่อมาสู่ขออีก
เมื่อก่อนเลือกจนตาลาย ตอนนี้กลับไม่มีให้เลือกแล้ว
ยิ่งสองตระกูลเสิ่นกับลู่ลำบาก เสิ่นหวายชูก็ยิ่งมีความสุข
พวกเขาไม่เคยดีกับเจ้าของร่างเดิมเลย ได้ประโยชน์แล้วยังด่าลับหลังอีก
ถ้าเธอไม่ได้ทะลุมิติมา เจ้าของร่างเดิมก็คงจบลงเหมือนในนิยาย
เพราะอย่างนั้น ในใจเธอจึงไม่มีความสงสารแม้แต่น้อย
ในเวลาเดียวกัน เสิ่นอวี้จูก็ได้รับจดหมายจากหมู่บ้านหงซิงเช่นกัน
ยิ่งอ่าน สีหน้าก็ยิ่งเคร่งเครียด มือที่กำชายกระโปรงแน่นขึ้นเรื่อยๆ
มันผิดปกติเกินไป
เรื่องร้องทุกข์ในจดหมาย ไม่เหมือนสิ่งที่เสิ่นหวายชูที่เธอรู้จักจะทำได้เลย
ทั้งแจ้งความน้องสามี ขายงานของน้องสาวแท้ๆ แม้แต่เงินเบี้ยเลี้ยงที่แม่ลู่กุมไว้ก็ถูกกวาดไปหมด
เสียงเตือนในใจเสิ่นอวี้จูดังลั่น
หรือว่า…เสิ่นหวายชูก็ย้อนกลับมาเกิดใหม่เหมือนกัน?
แต่เพียงครู่เดียว เธอก็ปฏิเสธความคิดนั้น
ถ้าเสิ่นหวายชูย้อนกลับมาจริง จะปล่อยฉินเฟิง ผู้ชายอนาคตไกลไปได้ยังไง
ไม่ว่าเสิ่นหวายชูจะเกิดใหม่หรือไม่ ชาตินี้ ฉินเฟิงก็ต้องเป็นของเธอ และตำแหน่งภรรยาท่านผู้นำก็ต้องเป็นของเธอเช่นกัน
เสิ่นอวี้จูสูดหายใจลึก กดอารมณ์พลุ่งพล่านลง เตรียมหาโอกาสลองหยั่งเชิงเสิ่นหวายชูดูสักครั้ง
แต่ตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือคว้างานคณะศิลปะการแสดงมาให้ได้
ส่วนเรื่องในจดหมายที่ขอให้เธอส่งเงินกลับไปนั้น เสิ่นอวี้จูเลือกจะทำเหมือนไม่เห็น
………
สามวันต่อมา อาการบาดเจ็บที่ขาของเสิ่นหวายชูหายเป็นปกติแล้ว
เธอวางแผนจะเข้าเมืองไปห้างสรรพสินค้า ซื้อของขวัญวันเกิดให้เสี่ยวเป่า แล้วถือโอกาสลองสอบถามเรื่องงานด้วย
เสิ่นหวายชูเปลี่ยนเป็นชุดกระโปรงลายดอก มัดเปียก้างปลาเรียบง่าย ฝากเสี่ยวเป่าไว้กับพี่สะใภ้หวังข้างบ้าน แล้วสวมรองเท้าส้นสูงสีขาวขึ้นรถเมล์เข้าเมือง
ถนนในยุคแปดศูนย์ไม่ได้กว้างนัก สองข้างทางเป็นตึกอิฐปูนสีซีด ดูเก่าโทรมเล็กน้อย
ริมถนนมีแผงขายของมากมาย ทั้งไอติม ทั้งขนมเค้กไข่ เพียงเปิดลังไม้ที่คลุมผ้าห่มหนาไว้ กลิ่นหอมก็เรียกผู้คนให้หยุดมอง
แต่เสิ่นหวายชูมีธุระสำคัญ จึงก้าวเร็วตรงไปยังห้างสรรพสินค้า
หลังเลือกของขวัญให้เสี่ยวเป่าเสร็จ เธอก็ซื้อกี่เพ้ารัดเอวที่หมายตามานานกลับมาด้วย
เพิ่งเดินออกจากห้าง ก็ได้ยินเสียงเอะอะปนภาษาอังกฤษดังมาเป็นระยะ
พอหันไปมอง ก็เห็นชาวต่างชาติผมทองตาฟ้าหลายคนยืนล้อมกัน สีหน้าเคร่งเครียด มือถือกระดาษที่เต็มไปด้วยตัวหนังสือ พูดภาษาอังกฤษอย่างรวดเร็ว
แต่ทั้งถนนกลับไม่มีใครฟังออก ผู้คนต่างเพียงยืนมองพวกเขาด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น