พอหลี่ต้าจวินเห็นแม่เฒ่าหลี่ ก็เหมือนได้ที่พึ่งทันที
“ย่า ย่าต้องช่วยแก้แค้นให้ผมนะ!
ไอ้ลูกชู้เสี่ยวเป่านั่นยังกล้าตอบโต้ผมอีก พ่อก็ไม่ช่วยผม แถมยังชดใช้เงินให้เสี่ยวเป่าตั้งหนึ่งร้อยหยวน!”
ช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาถูกตีไม่น้อย ในใจจึงเกลียดเสิ่นหวายชูกับลูกเข้าไส้ไปแล้ว
“อะไรนะ หนึ่งร้อยหยวน?!”
แม่เฒ่าหลี่ตาถลนแทบแตก อยากจะบุกเข้าไปแย่งเงินคืนเดี๋ยวนี้เสียให้รู้แล้วรู้รอด
เงินพวกนั้นเอาไปซื้อเนื้อให้หลานชายสุดที่รักกินยังจะดีกว่า หลี่เถี่ยไอ้ลูกผลาญเงิน มือรั่วเสียจริง เก็บเงินไม่อยู่สักแดง
ไม่ได้ หล่อนต้องหาทางเอาเงินคืนให้ได้ จะปล่อยให้เสิ่นหวายชูได้ประโยชน์ง่ายๆ ไม่ได้เด็ดขาด
หล่อนล้วงขนมเถาฮวาซูที่นิ่มจนเสียทรงออกมาจากกระเป๋า ดวงตาขุ่นมัวเต็มไปด้วยความสงสาร
“หลานรักของย่าช่วงนี้ลำบากแย่ ดูสิ ผอมลงตั้งเยอะ”
หลี่ต้าจวินแค่นเสียง ก่อนแย่งขนมไปกินอย่างไม่เกรงใจ กินไปยังบ่นไปว่าแค่นี้ไม่พอแม้แต่จะติดฟัน
“ครั้งหน้าย่าซื้อมาเพิ่มอีกสองชิ้นนะ”
แม่เฒ่าหลี่รีบรับคำทันที ขนมเถาฮวาซูนี่ถือเป็นของดี ถ้าไม่ใช่เพื่อหลานรัก หล่อนจะเต็มใจซื้อได้ยังไง
หลี่ต้าจวินเบ้ปาก ยัยแก่นี่งกชะมัด บอกว่ารักเขา แต่ยังซื้อขนมให้เพิ่มไม่ได้
เห็นหลี่ต้าจวินกำลังจะกลับเข้าเขตบ้านพักทหาร ส่วนตัวเองแม้แต่จะเข้าไปก็ยังไม่ได้ แม่เฒ่าหลี่ก็อดด่าออกมาสองสามคำไม่ได้
พอหันกลับมา ก็เห็นเสิ่นอวี้จูลงจากรถเมล์พร้อมรอยยิ้มเต็มหน้า ราวกับเก็บเงินได้ก้อนโต
แต่แม่เฒ่าหลี่กลับรู้สึกหงุดหงิด เมื่อนึกถึงความสัมพันธ์ของเสิ่นอวี้จูกับเสิ่นหวายชู ก็ยิ่งมองรอยยิ้มนั้นขัดหูขัดตา
“น้องอวี้จู มีเรื่องดีอะไรถึงได้อารมณ์ดีขนาดนี้ล่ะ เล่าให้ยายแก่คนนี้ฟังบ้างสิ จะได้ดีใจกันทั่วหน้า”
ได้ยินเสียงที่ชวนรำคาญ เสิ่นอวี้จูชะงักยิ้มทันที ความยินดีเต็มอกมลายหายไปในพริบตา
“ป้ามาเยี่ยมต้าจวินสินะ ไม่รู้เลยว่าเด็กคนนี้ลำบากขนาดไหน ฉันเห็นแล้วยังสงสารเลย”
น้ำเสียงเสิ่นอวี้จูจริงใจเสียจนแม่เฒ่าหลี่หลงเชื่อ
แม่เฒ่าหลี่แค่นเสียง
“เธอกับเสิ่นหวายชูเป็นญาติกัน ยังไงก็ต้องเข้าข้างคนของตัวเอง จะมาทำดีอะไรกับฉัน”
เสิ่นอวี้จูยิ้มขื่น
“ป้าไม่รู้หรอก ถึงพวกเราจะเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แต่หวายชูไม่เคยมองฉันเป็นญาติเลย ตั้งแต่เด็กนิสัยก็ไม่ดี แถมคนในบ้านยังตามใจอีก
ครั้งนี้ฉันก็คิดว่าหวายชูทำเกินไปเหมือนกัน เด็กๆ ทะเลาะกัน พูดกันสองสามคำก็จบแล้ว แต่เธอกลับไม่ยอมปล่อย ยังรีดเงินรองหัวหน้าหลี่ไปตั้งหนึ่งร้อยหยวน
ถ้าจะพูดนะ ฉันว่ารองหัวหน้าหลี่ใจดีเกินไป บาดแผลอะไรจะต้องใช้ค่ารักษาตั้งหนึ่งร้อยหยวนกัน”
คำพูดนี้แทงใจแม่เฒ่าหลี่เต็มๆ
ใช่แล้ว นั่นมันรีดไถชัดๆ!
เอาเงินค่ารักษาตั้งหนึ่งร้อยหยวน ไม่กลัวว่าไอ้ลูกชู้นั่นจะอายุสั้นหรือไง
“ยังเป็นเธอที่พูดเข้าหู ฟังดีกว่าเสิ่นหวายชูตั้งเยอะ”
สีหน้าแม่เฒ่าหลี่อ่อนลง
เสิ่นอวี้จูก้มตาลง ซ่อนความโหดเหี้ยมในแววตา ก่อนเอ่ยอย่างเหมือนหวังดี
“บ้านป้าก็ไม่ได้มีเงินมาก หนึ่งร้อยหยวนนี่ซื้อข้าวได้ตั้งเท่าไหร่ จะปล่อยให้หวายชูใช้สุรุ่ยสุร่ายแบบนี้ไม่ได้หรอก
ช่วงนี้หวายชูไปห้างทุกวัน ป้าหาโอกาสไปเตือนเธอดีๆ ก็ได้นะ”
ประโยคสุดท้าย เธอลากเสียงยาวอย่างมีนัย
เธอแค่เสนอความคิดเห็นเท่านั้น ส่วนจะ “เตือน” ยังไง ก็เรื่องของแม่เฒ่าหลี่แล้ว
แม่เฒ่าหลี่ไม่พูดอะไร เพียงลูบคางเบาๆ ดวงตาสามเหลี่ยมคู่นั้นเต็มไปด้วยความอาฆาต
จนแผ่นหลังผอมแห้งของแม่เฒ่าหลี่เดินหายไปจากสายตา เสิ่นอวี้จูจึงค่อยๆ เผยรอยยิ้มออกมา
เธอเพิ่งสืบข่าวได้ว่า ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของคณะศิลปะการแสดงกำลังเปิดสอบ
ถ้าสอบติด ก็เท่ากับได้งานเหล็กถาวร ทั้งมั่นคงและมีหน้ามีตา
แต่ตำแหน่งนี้การแข่งขันสูง ข้อกำหนดก็เข้มงวด ไม่เพียงต้องมีรูปร่างหน้าตาดี ยังต้องมีฝีมือด้านการเขียนอีกด้วย
ซึ่งเรื่องเขียนบทความนั้นคือจุดอ่อนของเสิ่นอวี้จู เธออาจสู้คนอื่นไม่ได้
แต่ถ้ามีคนช่วยดัน โอกาสสอบติดก็จะสูงขึ้นมาก
โดยมีเงื่อนไขว่า…จะต้องไม่ให้เสิ่นหวายชูรู้เรื่องนี้
พอดีเลย ให้แม่เฒ่าหลี่หาเรื่องสร้างปัญหาให้เสิ่นหวายชูไปก่อน พอการสอบจบ ทุกอย่างก็สายเกินแก้แล้ว
เสิ่นหวายชู อย่าหวังว่าจะมาแย่งกับเธอได้!
อีกด้านหนึ่ง สนามฝึกของเขตทหาร
ดวงอาทิตย์แผดเผาแผ่นดินจนร้อนระอุ
เหล่าทหารหนุ่มในชุดเครื่องแบบต่างนอนแผ่บนพื้นทรายอย่างหมดสภาพ หอบหายใจแรง เหงื่อชุ่มไปทั้งตัว
ตอนนี้พวกเขาไม่มีแรงแม้แต่จะพูด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการแซวลู่อวิ๋นเชิน
ทุกคนสงสัยอย่างมีเหตุผลว่า หัวหน้าลู่กำลังใช้อำนาจแก้แค้นส่วนตัว
“ลุกขึ้น ฝึกต่อ”
ชายหนุ่มยืนอยู่เบื้องหน้าทหารเหล่านั้น ร่างสูงสง่าตรงดุจต้นสน แววตานิ่งสงบกลับแฝงอำนาจที่ไม่อาจขัดขืน
น้ำเสียงเขาราบเรียบ แม้หน้าผากที่เส้นเลือดปูดโปนจะชุ่มไปด้วยเหงื่อ แต่ลมหายใจก็ยังมั่นคง
ทันทีที่ได้ยินคำสั่ง พวกทหารก็โอดครวญกันระงม
“หัวหน้าลู่ ขอพักหน่อยเถอะครับ ตอนนี้ผมยกขาไม่ขึ้นแล้วจริงๆ”
ตอนนี้พวกเขาเข้าใจแล้ว ว่าทำไมลู่อวิ๋นเชินถึงได้ฉายา “ยมทูตหน้าเย็น” แห่งเขตทหาร
นี่มันฝึกกันเอาตายชัดๆ!
“ตอนนี้เป็นช่วงสำคัญ สายลับที่ซ่อนตัวยังไม่เผยตัว สถานการณ์อันตราย ห้ามผ่อนคลายแม้แต่นิดเดียว ลุกขึ้นมาฝึกต่อ!”
ใบหน้าคมเข้มของชายหนุ่มเย็นชา แววตาเฉียบคมกวาดมองเหล่าทหาร น้ำเสียงหนักแน่นทรงพลังดังก้องไปทั่วสนามฝึก
แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้าเพียงใด แต่ทุกคนก็จำต้องปฏิบัติตามคำสั่ง พยายามลุกขึ้นฝึกต่ออย่างยากลำบาก
มีเพียงหลี่เถี่ยที่เงียบมาตั้งแต่ต้น ไม่มีคำบ่นแม้แต่คำเดียว และกระโจนกลับเข้าสู่การฝึกอย่างไม่ลังเล
ลู่อวิ๋นเชินเหลือบมองเขาโดยไม่ตั้งใจ มุมปากกระตุกเล็กน้อย ก่อนเบนสายตาไปทางอื่น
ผ่านไปพักใหญ่ การฝึกสุดโหดก็สิ้นสุดลงในที่สุด
ลู่อวิ๋นเชินติดกระดุมเครื่องแบบ หยิบหมวกทหารแล้วเดินออกจากสนาม
เจียงชวนเดินตามหลัง แม้จะเหนื่อยจนแทบคลาน แต่ปากก็ยังพูดไม่หยุด
“หัวหน้าลู่ นายโหดเกินไปแล้ว ฝึกพวกนี้อย่างกับจะเอาให้ตาย”
“ก็ไม่รู้ว่าสายลับนั่นจะโผล่หัวเมื่อไร ซ่อนเก่งชะมัด ตามมานานยังไม่เจอเบาะแสอะไรเลย”
“หัวหน้าลู่เดินเร็วขนาดนี้ รีบกลับบ้านไปอยู่กับพี่สะใภ้ล่ะสิ เมื่อไรผมจะได้เมียสวยแบบพี่สะใภ้บ้างนะ”
ลู่อวิ๋นเชินเดินนำหน้าอย่างไร้อารมณ์ เลือกเมินคำพูดไร้สาระของเจียงชวน ในใจกลับคิดถึงแต่เสิ่นหวายชู
สองวันมานี้เธอดูยุ่งมาก แทบไม่ได้คุยกับเขาเลย
พอคิดถึงตรงนี้ แววตาคมสงบของเขาก็ฉายแววผิดหวังบางเบา
ขณะกำลังจมอยู่ในความคิด เสียงผู้หญิงใสกังวานก็ดังมาจากไม่ไกลนัก
“หัวหน้าลู่”