เมื่อคืนตอนทบทวนเนื้อหาสอบ เสิ่นหวายชูเพิ่งนึกออกว่าตัวเองซื้อเอกสารไม่ครบ
แล้วเนื้อหาในเอกสารพวกนั้น ดันเกี่ยวข้องกับบทความที่เธอตั้งใจจะส่งลงหนังสือพิมพ์พอดี
วันนี้ไม่มีธุระอะไร เสิ่นหวายชูจึงพาเสี่ยวเป่านั่งรถเมล์เข้าเมืองตรงไปยังร้านหนังสือ
เธอเลือกเอกสารสอบอย่างรวดเร็ว ก่อนจะซื้อหนังสือภาพให้เสี่ยวเป่าอีกสองสามเล่ม
จ่ายเงินเสร็จ เสิ่นหวายชูก็วกไปที่ร้านถ่ายรูปต่อ
หลังสอบถามราคาค่าเช่ากล้องถ่ายรูปเรียบร้อย เธอก็ตัดสินใจเช่าสองวัน จ่ายเงินไปสองหยวนทันที
ง่วนอยู่พักใหญ่ เสิ่นหวายชูถึงจะถ่ายภาพที่น่าพอใจได้หนึ่งใบ
งานของฝ่ายประชาสัมพันธ์นั้นจุกจิกสารพัด ไม่ใช่แค่ต้องวาดรูปกับเขียนบทความได้
บางครั้งเวลาในเขตกองทัพมีงานกิจกรรม ก็อาจถูกเรียกตัวไปช่วยถ่ายภาพแบบกะทันหัน
แต่ในยุคนี้ กล้องถ่ายรูปยังไม่แพร่หลาย ทั้งราคาแพงและใช้งานยาก คนที่เคยสัมผัสจริงๆ มีไม่มาก
ดังนั้น “การถ่ายภาพ” จึงกลายเป็นทักษะที่ได้เปรียบอย่างมากในการแข่งขัน
เสิ่นหวายชูเก็บกล้องอย่างระมัดระวัง ตั้งใจว่าอีกสองวันจะกลับมาเข้าเมืองอีกครั้ง เพื่อล้างรูปที่ถ่ายไว้
สองแม่ลูกเดินออกจากร้านถ่ายรูป เดินย้อนกลับไปตามทางเดิมเพื่อไปขึ้นรถเมล์เที่ยวถัดไป
จู่ๆ เสี่ยวเป่าก็ดึงชายกระโปรงของเธอเบาๆ
“แม่ครับ นั่นคุณป้าที่เคยทายาให้ผมครั้งก่อน”
เสิ่นหวายชูเงยหน้ามอง
เวินหนิงสวมเสื้อเชิ้ตสีครีมอ่อน ด้านนอกคลุมด้วยเสื้อโค้ตสีกากี เข็มขัดผูกเป็นโบว์อย่างสง่างาม ยืนเด่นอยู่ท่ามกลางผู้คน
นึกถึงหลอดยาที่อีกฝ่ายทิ้งไว้ให้ เสิ่นหวายชูรู้สึกว่าควรเข้าไปขอบคุณ พร้อมคืนค่ายาให้เสียหน่อย
เธอเพิ่งก้าวไปได้ไม่กี่ก้าว ก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งผ่านข้างตัวไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าไปหาเวินหนิง
“หมอเถื่อนอย่างแก คืนลูกชายให้ฉันมา!”
ชายคนนั้นถลึงตาใส่ ก่อนผลักเวินหนิงที่ยังไม่ทันตั้งตัวอย่างแรง
เห็นเธอล้มกระแทกพื้น เขายังเหมือนไม่หายแค้น ดวงตาฉายแววโหดเหี้ยม ยกขาจะเตะซ้ำ
แต่ยังไม่ทันโดนตัว ก็มีอะไรบางอย่างฟาดเข้าใส่หัวเขาหลายครั้งติดกัน จนตาพร่า ถอยหลังไปหลายก้าว
เสิ่นหวายชูเก็บหนังสือกลับมา ก่อนรีบย่อตัวลงพยุงเวินหนิงขึ้น
“หัวหน้าเวิน ไม่เป็นไรใช่ไหมคะ?”
เวินหนิงส่ายหน้า ใบหน้าซีดขาวมีแววอบอุ่นวาบผ่าน
“ดีนี่! ที่แท้พวกแกก็เป็นพวกเดียวกัน!”
ชายคนนั้นได้สติกลับมา พลางกุมหน้าผากที่เจ็บแปลบ แล้วตะโกนเสียงดังจนคนเดินถนนเริ่มมุงดู
“ยัยหมอเถื่อนนี่ไม่ยอมช่วยให้เมียฉันคลอดก่อนเวลา ทำให้ลูกชายดีๆ ของฉันกลายเป็นแค่ลูกสาวไร้ค่า!”
“มันทำให้ฉันเสียลูกชายไป ตอนนี้ยังต้องเลี้ยงลูกสาวอีก
วันนี้ถ้าไม่ให้คำอธิบาย ฉันจะไปอาละวาดที่โรงพยาบาล ดูสิว่าแกจะยังเป็นหัวหน้าต่อได้ไหม!”
เวินหนิงสีหน้าเย็นลงด้วยความโกรธ
“ตอนนั้นปากมดลูกภรรยาคุณยังไม่เปิดเลย แต่คุณกลับจะให้เธอคลอดก่อนเวลา นั่นมันเท่ากับเอาชีวิตเธอไปเสี่ยง
อีกอย่าง เพศของเด็กไม่ได้เปลี่ยนเพราะคลอดเร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมง ถ้าร้ายแรงกว่านั้น อาจเป็นอันตรายทั้งแม่ทั้งลูกด้วยซ้ำ”
เวินหนิงเป็นหมอมาหลายปี ไม่ใช่ไม่เคยเจอญาติคนไข้ที่งมงายหรือเรื่องมาก
แต่คนที่งมงายจนไร้เหตุผลแบบนี้ เธอเพิ่งเจอเป็นครั้งแรก
“เหลวไหล! พวกฉันไปดูดวงมาแล้ว ขอแค่เมียฉันคลอดเร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมง ยังไงก็ต้องได้ลูกชาย!”
ชายคนนั้นตาแดงก่ำ ไม่เชื่อคำพูดของเวินหนิงแม้แต่น้อย
เพื่อให้ลูกในท้องเมียเป็นผู้ชาย เขาอุตส่าห์เสียเงินยี่สิบหยวนไปดูดวง แถมยังซื้อยาพื้นบ้านมาอีก
นึกว่าตระกูลหวังจะได้มีลูกชายสืบสกุลแล้วแท้ๆ แต่เพราะผู้หญิงคนนี้ไม่ยอมทำคลอดก่อนเวลา ลูกชายที่เฝ้ารอก็หายไป
คนรอบข้างได้ยินต่างอึ้งไปตามๆ กัน มุมปากกระตุกอย่างห้ามไม่อยู่ มองชายคนนั้นด้วยสายตาพูดไม่ออก
“แปะๆๆ—”
เสิ่นหวายชูตบมือเป็นจังหวะ ก่อนเอ่ยเสียงประชด
“ตอนกวาดล้างความงมงายแบบศักดินา สงสัยคงลืมคุณไว้คนหนึ่งสินะ
ไม่ใช่แค่ตัวไม่โต สมองก็ไม่โตด้วย ออกมาทำขายหน้าชาวบ้านอยู่ได้”
ชายคนนั้นเดือดทันที ถูกเธอเหน็บไม่กี่คำก็แทบกระโดด
“ลูกชายฉันถูกพวกแกฆ่า! จะชดใช้ด้วยลูกชายคนหนึ่ง หรือไม่ก็จ่ายมาสองร้อยหยวน ไม่งั้นเรื่องนี้ไม่จบแน่!”
แววตาเขาเต็มไปด้วยการคำนวณ
ด้วยตำแหน่งของเวินหนิงในโรงพยาบาล คงไม่ใช่ว่าจะไม่มีเงินสองร้อยหยวน
คนแบบนี้รักชื่อเสียงที่สุด ถ้าไม่อยากให้เรื่องใหญ่ ก็ต้องใช้เงินอุดปากเขา
พอพูดจบ ทุกคนก็สูดลมหายใจพร้อมกัน
สองร้อยหยวนนี่ เท่ากับเงินเดือนคนงานธรรมดาตั้งสามเดือนเลยนะ
“เงินนี่พวกเราไม่จ่าย
ตรงกันข้าม คุณต่างหากที่ต้องชดใช้ค่ารักษาและค่าตรวจเพิ่มเติมให้หัวหน้าเวิน ขาดไม่ได้แม้แต่เฟินเดียว”
เสิ่นหวายชูปฏิเสธทันควัน ไม่มีทางตามใจคนแบบนี้เด็ดขาด
เรื่องแบบนี้ ถ้ายอมครั้งหนึ่ง ก็ต้องมีครั้งที่สอง
ถ้าจ่ายเงินไป ก็เท่ากับยอมอ่อนข้อ เปิดทางให้อีกฝ่ายเอาเปรียบไม่รู้จบ
“เธอพูดมั่วอะไร ฉันยังไม่ได้แตะต้องหล่อนเลย จะให้ชดใช้เงินอะไร!”
สีหน้าได้ใจของชายคนนั้นชะงักไป เริ่มตามสถานการณ์ไม่ทัน
เสิ่นหวายชูได้รับอนุญาตจากเวินหนิงแล้ว จึงค่อยๆ เปิดแขนเสื้อข้างขวาของอีกฝ่ายขึ้น เผยให้เห็นรอยฟกช้ำเขียวม่วงเป็นวงกว้าง
รวมถึงแผลถลอกแดงตรงแก้มขวา ที่เมื่ออยู่ใต้มือขาวนุ่มของเสิ่นหวายชู ก็ยิ่งดูน่ากลัวกว่าเดิม
“หัวหน้าเวินเป็นหมอที่โรงพยาบาลทหารให้ความสำคัญที่สุด มือของเธอเอาไว้ผ่าตัด มีค่ามากแค่ไหนคุณรู้ไหม
ตอนนี้เพราะคุณ เธอถึงได้รับบาดเจ็บ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา ต่อให้คุณขายบ้านขายที่ก็ชดใช้ไม่ไหวหรอก”
เสิ่นหวายชูส่งสายตาเจ้าเล่ห์ให้เวินหนิงแวบหนึ่ง จงใจพูดให้เรื่องดูร้ายแรงขึ้น และก็ได้ผล ชายคนนั้นชะงักไปจริงๆ
แต่เพียงชั่วครู่ เขาก็เชิดหน้าเถียงกลับ
“มีหลักฐานอะไรว่าเป็นฉันผลักหล่อน บางทีหล่อนอาจทำเรื่องชั่วไว้จนยืนไม่มั่นเองก็ได้ จะมาเกี่ยวอะไรกับฉัน!”
ตอนเขามาหาเรื่องเวินหนิง ถนนยังมีคนไม่มาก แทบไม่มีใครเห็น
ขอแค่เขาไม่ยอมรับ ใครก็ทำอะไรไม่ได้
“จริงเหรอ? แต่เมื่อกี้ฉันถ่ายไว้หมดแล้วนี่
ในเมื่อคุณอยากได้หลักฐาน งั้นพวกเราไปคุยกับตำรวจให้รู้เรื่องกันดีกว่า”
เสิ่นหวายชูยกกล้องในมือขึ้นแกว่ง พลางหัวเราะเบาๆ อย่างมีนัยยะ
ชายคนนั้นตัวแข็งทื่อ มองกล้องในมือเธออย่างตกตะลึง ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งตัวเองจะมาพลาดท่าให้เด็กสาวคนหนึ่ง
แม้แต่เวินหนิงยังเบิกตากว้าง รอยยิ้มผุดขึ้นในดวงตางาม
เธอชักจะชอบเด็กสาวคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วจริงๆ
“รบกวนพี่ๆ คนไหนช่วยไปแจ้งตำรวจให้หน่อยนะคะ จะได้รู้กันไปเลยว่าใครผิดใครถูก”
ประโยคสุดท้าย เสิ่นหวายชูตั้งใจพูดเสียงดังขึ้น จนทุกคนเชื่อสนิท
“ตรงนี้ไม่ไกลจากสถานีตำรวจ เดี๋ยวฉันไปให้!”
“ฉันไปเองก็ได้!”
“……”
ในฝูงชนมีทั้งพี่ชายพี่สาวใจดีหลายคน รับคำแล้วรีบวิ่งไปทางสถานีตำรวจทันที
“ห้ามไป! พวกคุณห้ามไปนะ!”
หญิงคนหนึ่งที่แอบหลบอยู่มุมเงียบๆ ไม่กล้าโผล่หน้าออกมา พอเห็นว่าเสิ่นหวายชูเอาจริงก็เริ่มลน รีบพุ่งออกมาขวางคนไว้ทันที