เสิ่นหวายชูพาเสี่ยวเป่ามาถึงหน้าโรงงานบรรจุภัณฑ์ตามความทรงจำ ก่อนเดินตรงไปหาเจ้าหน้าที่เฝ้าประตูแล้วบอกจุดประสงค์ทันที
“มาหาวิศวะกรลู่งั้นเหรอ? แล้วเธอเป็นอะไรกับเขา?”
ลุงเฝ้าประตูมองเธอด้วยสายตาระแวง
คนทั้งโรงงานต่างรู้กันดีว่าลู่หมิงหยางกำลังคบหากับลูกสาวผู้อำนวยการโรงงาน ถึงขั้นใกล้จะแต่งงานกันแล้ว
แต่จู่ๆ กลับมีหญิงสาวหน้าตาสะสวย รูปร่างอ้อนแอ้น แถมยังอุ้มเด็กมาหาเขาแบบนี้ จะไม่ให้คนคิดมากได้อย่างไร
เสิ่นหวายชูถอนหายใจยาว คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อยอย่างน่าเวทนา
“ฉันเป็นพี่สะใภ้ของหมิงหยางค่ะ ถ้าไม่จนปัญญาจริงๆ ฉันก็คงไม่กล้ามาหาเขาหรอก
ค่ารักษาเสี่ยวเป่าก็ยังเป็นเงินที่ยืมคนอื่นมา ตอนนี้ไม่มีเงินคืน เกรงว่าจะกระทบการรักษาต่อไป
วันนี้ฉันมาหาหมิงหยาง ก็แค่อยากให้เขาคืนเงินเบี้ยเลี้ยงที่สามีฉันส่งกลับมาก่อน จะได้เอาไปจ่ายค่ารักษาลูก
พอเสี่ยวเป่าอาการดีขึ้น ฉันจะค่อยหาทางหาเงินมาคืนเอง จะไม่ให้กระทบเรื่องแต่งงานของเขาแน่นอนค่ะ”
เดิมทีลุงเฝ้าประตูเพิ่งโล่งใจไปได้หน่อย แต่พอได้ยินแบบนี้กลับเดือดขึ้นมาทันที ถึงขั้นเคราแทบกระดิกด้วยความโมโห
“เงินนั่นมันของเธอแท้ๆ จะคืนอะไรกัน!
เอาเงินพี่สะใภ้ไปโปะค่าสินสอด แบบนี้ก็หน้าด้านเกินไปแล้ว!”
พี่ชายอยู่ในกองทัพ ปกป้องประเทศชาติ แต่คนในบ้านกลับคิดจะฮุบเงินเบี้ยเลี้ยงเมียกับหลานตัวเอง!
ตอนนั้นเป็นช่วงพักเที่ยง พอเสียงดังลั่นของลุงเฝ้าประตูดังขึ้น คนงานในโรงงานก็เริ่มกรูกันออกมาดู
หน้าโรงงานเต็มไปด้วยผู้คนในชุดยูนิฟอร์มล้อมกันแน่นขนัด
ทันทีที่ลู่หมิงหยางเดินเข้ามาในโรงงาน เขาก็รู้สึกได้ว่าสายตาของคนรอบข้างดูแปลกไป
ในนั้นยังแฝงความดูแคลนอยู่หลายส่วน
ตั้งแต่เริ่มคบลูกสาวผู้อำนวยการ คนในโรงงานก็มักเอาใจเขาไม่น้อย
แต่วันนี้กลับได้รับสายตาแบบนี้ จนเขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
และไม่นาน เขาก็ได้คำตอบ
พอเห็นเสิ่นหวายชู คิ้วของลู่หมิงหยางก็กระตุกทันที
เขารีบเดินเร็วๆ เข้าไป ฝืนยิ้มออกมา
“พี่สะใภ้ มาที่นี่ทำไมไม่บอกก่อนล่ะครับ มีอะไรก็ค่อยกลับไปคุยกันที่บ้านก็ได้ อย่ารบกวนการทำงานของคนอื่นเลย”
เขารู้จากแม่ลู่นานแล้วว่าเสิ่นหวายชูหายเป็นปกติ และรู้ดีว่าตอนนี้เธอไม่ใช่คนที่หลอกง่ายอีกต่อไป
“หมิงหยาง ตอนนี้ลุงหวังถูกจับเข้าคุกแล้ว แม่ก็มัวแต่ยุ่งเรื่องนั้น ไม่มีเวลาสนใจฉันกับเสี่ยวเป่าเลย
แต่ยังไงเสี่ยวเป่าก็เป็นหลานแท้ๆ ของนาย เอาเงินเบี้ยเลี้ยงสามปีนั้นคืนฉันก่อนเถอะ”
เสิ่นหวายชูไม่อ้อมค้อมแม้แต่น้อย แถมยังโยนเรื่องฉาวของบ้านหวังออกมากลางวงอีก
ในฐานะผู้ได้รับผลประโยชน์ ลู่หมิงหยางไม่ได้เป็นคนสุภาพอ่อนโยนอย่างที่แสดงออกเลยแม้แต่นิด
ที่ผ่านมาแม่ลู่เป็นคนออกหน้าแทนเขา คอยวางแผนทุกอย่าง ส่วนเขาแค่พูดจาดีๆ ก็พอ
รอยยิ้มบนใบหน้าลู่หมิงหยางเริ่มแข็งค้าง เขารีบปัดตัวเองออกจากเรื่อง
“พี่สะใภ้ เงินที่พี่ชายส่งกลับมา แม่เก็บรักษาให้พี่มาตลอด
อีกอย่าง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก็ใช้เงินไปดูแลพี่กับเสี่ยวเป่าไม่น้อย…”
ประโยคนี้แทบจะพูดตรงๆ ว่า เงินนั้นถูกใช้ไปกับเธอหมดแล้ว เธอไม่ควรมาทวงอีก
เสิ่นหวายชูฟังออกถึงความหมายแฝงนั้น จึงหัวเราะเย็นออกมา
“หนึ่งปีก่อน ลู่อวิ๋นเชินส่งเงินกลับมาห้าร้อยสามสิบแปดหยวน
แต่นายใช้เงินสามร้อยหยวนซื้อเส้นสายเข้าทำงานที่โรงงานแห่งนี้
ส่วนอีกสองร้อยสามสิบแปดหยวนที่เหลือ ก็คงอยู่บนตัวนายเกือบหมดแล้วสินะ”
เธอเหลือบตาขึ้น สายตาเย็นเฉียบกวาดมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนขยับริมฝีปากแดงช้าๆ
“นาฬิกาเหมยฮวา สองร้อยหยวน เสื้อเชิ้ตผ้าตี๋เหลียงสิบเอ็ดหยวนแปดเหมา แล้วก็รองเท้าหนังคู่ละยี่สิบหยวนที่นายใส่อยู่ตอนนี้ คิดว่าซื้อได้ด้วยเงินเดือนแปดสิบหยวนต่อเดือนจากโรงงานบรรจุภัณฑ์จริงๆ เหรอ?”
ทันทีที่ประโยคสุดท้ายจบลง สีหน้าของลู่หมิงหยางก็แทบพังทลาย
เขารู้สึกได้ว่าสายตาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยการเยาะเย้ยดูถูก
โดยเฉพาะเสียงกระซิบซุบซิบรอบตัว ยิ่งทำให้เขาอับอายแทบแทรกแผ่นดินหนี
แต่เสิ่นหวายชูยังไม่คิดปล่อยเขาไปง่ายๆ
เธอพูดทีละคำราวกับค้อนหนักทุบลงกลางอกเขา
“เงินพวกนั้น… ไม่ได้ใช้กับฉันสักเฟินเดียว”
“ลู่หมิงหยาง นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?”
ลูกสาวผู้อำนวยการที่ยืนดูอยู่ข้างๆ มานาน ในที่สุดก็ขมวดคิ้วถามออกมา
เห็นดังนั้น ลู่หมิงหยางจึงกัดฟันควักธนบัตรหลายใบออกจากกระเป๋า ยัดใส่มือเสิ่นหวายชู
“พี่สะใภ้ ตอนนี้ผมมีแค่นี้ พี่รีบพาเสี่ยวเป่าไปโรงพยาบาลก่อนเถอะ
ส่วนเงินที่เหลือ ผมจะรีบคิดหาทางให้”
เสิ่นหวายชูรับเงินมาอย่างสบายใจ
เธอรู้ดีว่าตอนนี้เขาไม่มีเงินมากกว่านี้แล้ว จึงปล่อยอีกฝ่ายไปตามที่ต้องการ แล้วหันหลังเดินออกจากโรงงานทันที
อย่างไรเสีย จุดประสงค์ของเธอวันนี้ก็สำเร็จแล้ว
เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านหงซิง เสิ่นหวายชูมองห้องครัวที่ว่างเปล่าราวกับถูกปล้น ก็ได้แต่ถอนใจอย่างจนปัญญา
เธอไม่รู้จริงๆ ว่าเจ้าของร่างเดิมใช้ชีวิตผ่านมาได้อย่างไร
ต่อให้แม่บ้านเก่งแค่ไหน ก็ทำอาหารไม่ได้ถ้าไม่มีข้าวสารสักเม็ด
ในบ้านนี้ แม้แต่แป้งขาวหนึ่งชั่งยังหาไม่เจอ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ของทุกอย่างที่ลู่อวิ๋นเชินส่งกลับมา ถูกแม่ลู่หาข้ออ้างเอาไปหมด
ตั้งแต่นมมอลต์ เนื้อรมควัน ยันเงินเบี้ยเลี้ยงเกือบพันหยวน
แม่ลูกคู่นี้ไม่ได้แตะต้องสักนิด
ทันใดนั้น ดวงตาเสิ่นหวายชูก็เป็นประกาย เธอบีบมือนุ่มๆ ของเสี่ยวเป่าเบาๆ ก่อนยิ้มอย่างมีเลศนัย
“เสี่ยวเป่า วันนี้แม่จะพาไปกินเนื้อ”
เธอล็อกประตูบ้าน แล้วจูงมือเสี่ยวเป่ามุ่งตรงไปบ้านตระกูลลู่
ตอนนี้แม่ลู่กำลังวุ่นวายกับเรื่องบ้านแม่ ส่วนคนอื่นๆ ในตระกูลลู่ก็ออกไปทำงานกันหมด
เสิ่นหวายชูเดินเข้าครัวอย่างคุ้นเคย เทแป้งขาวในตู้จนเกลี้ยง แล้วเอาเนื้อที่แม่ลู่ซ่อนไว้อย่างดีออกมาตุ๋นทั้งหมด ไม่เหลือไว้แม้แต่นิดเดียว
พอแม่ลู่รู้เรื่องที่เสิ่นหวายชูไปอาละวาดถึงโรงงานบรรจุภัณฑ์ หล่อนแทบหายใจไม่ทัน รีบปล่อยทุกอย่างแล้วกลับบ้านทันที
ทันทีที่ก้าวเข้าประตู หล่อนก็ตาโตทันควัน
บนโต๊ะมีหมูสามชั้นพะโล้สีแดงมันวาวเต็มชามใหญ่ กลิ่นหอมจากในครัวลอยมาไม่ขาดสาย
“โอ๊ย! เนื้อฉัน! แป้งขาวฉัน!”
แม่ลู่ตบต้นขาฉาดใหญ่ มองชามเนื้อที่แทบล้นด้วยความเจ็บใจจนเลือดหยดในอก
เนื้อก้อนนั้นหล่อนตั้งใจเก็บไว้ให้ลูกชายคนเล็ก กินได้ตั้งสองสามวัน
แต่ยัยตัวซวยนั่นกลับทำหมดในมื้อเดียว!
“ย่า! ไอ้ลูกชู้นั่นกินเนื้อบ้านเรา ย่ารีบตีมันเลย!”
ลู่จินเป่าดึงแขนเสื้อแม่ลู่ ดวงตาเล็กเหมือนถั่วเขียวจ้องเสี่ยวเป่าอย่างอาฆาต
เพราะมีแม่ลู่หนุนหลัง ความกลัวเสิ่นหวายชูในใจเด็กอ้วนจึงลดลงไม่น้อย
เสี่ยวเป่ากอดชามเนื้อไว้แน่น ดวงตาดำขลับจ้องลู่จินเป่าไม่กะพริบ
ในสายตาเด็กน้อยมีความดุร้ายและป่าเถื่อนเกินวัย ราวกับลูกหมาป่าตัวเล็ก
นี่คือเนื้อที่แม่ทำ
แม่ยังไม่ได้กินเลย
เขาจะไม่ยอมให้ใครแย่งไปเด็ดขาด…