รวนเหมิงจุนไอเบา ๆ ก่อนยกมือปิดปาก
กำลังสาปแช่งใครอย่างนั้นหรือ?
ถ้าคำสาปของเธอได้ผลจริง เธอคงสาปให้คนสารเลวทั้งตระกูลหยุนตายอย่างน่าอนาถ!
ดูเหมือนหยุนมู่หยวนยังไม่รู้ความจริงเรื่องการตายของแม่เธอ
หากเขาได้ถามพระอาจารย์ ก็คงรู้ว่าวัดเขาหย่าไม่มีทางทำเรื่องเช่นนั้น
รวนเหมิงจุนก้มหน้าลง ไออยู่พักใหญ่
หยุนมู่หยวนมองปฏิกิริยาของเธอเงียบ ๆ พยายามห้ามตัวเองไม่ให้ยื่นมือเข้าไปช่วย
บ่ายวันนี้ เขาตามหารวนเหมิงจุนจนพบที่วัด ตอนนั้นเธอหมดสติ เขารีบเข้าไปสอบถามพระอาจารย์
แต่ท่านเพียงตอบว่าเป็นเรื่องส่วนตัว และขอให้รอจนเธอฟื้นก่อน แล้วค่อยถามจากปากเธอเอง
“กินข้าวก่อน แล้วค่อยตอบคำถามของฉัน”
หยุนมู่หยวนกอดอก ดวงตาคมจับจ้องเธอไม่วาง ราวกับเหยี่ยวที่กำลังเฝ้าเหยื่อ
รวนเหมิงจุนสูดลมหายใจลึก ก่อนยิ้มอย่างขมขื่น
“ฉันควรสาปแช่งใครงั้นหรือ...”
เธอเงยหน้ามองเขา
“อาเล็ก ถ้าเป็นฉัน ก็คงสาปคนที่ฆ่าแม่ให้ได้รับกรรมที่สาสม”
เธอหัวเราะเบา ๆ
“ถ้าคำสาปใช้ได้จริง ฉันคงไม่ต้องลำบากขอให้อาเล็กช่วยหรอก”
หยุนมู่หยวนขมวดคิ้ว
“ดื้อจริง ๆ”
เขาลุกขึ้นทันที “ดูเหมือนฉันคงไม่จำเป็นต้องสนใจเธออีกแล้ว”
พูดจบก็เดินออกไป ปิดประตูดังปัง
รวนเหมิงจุนนั่งนิ่ง คิดว่าเขาจากไปจริง ๆ ความผิดหวังค่อย ๆ เอ่อท่วมในหัวใจ
แต่ไม่นาน ประตูก็เปิดออกอีกครั้ง หยุนมู่หยวนกลับมาพร้อมแพทย์
หลังตรวจอุณหภูมิ แพทย์ยืนยันว่าไข้ของเธอลดลงแล้ว และอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้
หลังอาหารเย็น หยุนมู่หยวนจัดการเอกสารต่าง ๆ เสร็จ ก่อนกลับมาที่หอผู้ป่วย
“ฉันไม่สนว่าเธอจะป่วยทางจิตจริง หรือแค่แกล้งป่วย แต่ตอนนี้กลับไปรักษาตัวให้หายก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน”
เขาพยุงเธอขึ้นรถสามล้อ ทั้งสองกลับถึงบ้านตระกูลหยุนเกือบสามทุ่ม
แผนดูตัวของแม่เฒ่าหยุนต้องล้มเหลว เพราะทั้งบ่ายเธอมัวแต่ด่ารวนเหมิงจุนว่าเจ้าเล่ห์
ตอนนี้รวนเหมิงจุนยังทำให้หยุนมู่หยวนกลับบ้านดึกอีก ความไม่พอใจของเธอจึงยิ่งทวีคูณ
แต่ต่อหน้าลูกชายคนเล็ก เธอทำได้เพียงฝืนเก็บอารมณ์ไว้เท่านั้น
แม่เฒ่าหยุนสั่งแม่บ้านให้นำเครื่องมือมาซ่อมประตูห้องของรวนเหมิงจุนชั่วคราว
แม่บ้านจัดการอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันมาถาม
“แบบนี้ใช้ได้หรือยังคะ”
“เอาไปก่อนก็แล้วกัน อีกสองสามวันค่อยเปลี่ยนบานใหม่”
แม่เฒ่าหยุนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ก่อนหันไปพูดกับหยุนมู่หยวน
“มู่หยวน แม่ให้แม่สื่อหาหญิงสาวไว้สองคนแล้ว พรุ่งนี้ลูกต้องไปเจอให้ครบทั้งสองคนนะ”
หยุนมู่หยวนเหลือบมองรวนเหมิงจุนที่เดินเข้าห้อง ก่อนหันกลับมาตอบสั้น ๆ
“ไว้ค่อยคุยกัน” จากนั้นก็เดินเข้าห้องตัวเอง ปิดประตูทันที
แม่เฒ่าหยุนยังเคาะประตูไม่หยุด
“มู่หยวน ได้ยินไหม ลูกก็อายุไม่น้อยแล้ว ถึงเวลาที่พ่อแม่จะเลิกเป็นห่วงเรื่องแต่งงานของลูกเสียที”
“มู่หยวน!”
เธอเรียกอยู่พักใหญ่ แต่ภายในบ้านกลับเงียบสนิท ไฟในห้องดับลงแล้ว
แม่เฒ่าหยุนถอนหายใจอย่างหงุดหงิด
พอหันกลับมา เห็นเงาของรวนเหมิงจุนสะท้อนอยู่บนหน้าต่าง เธอก็ถ่มน้ำลายอย่างรังเกียจ
“ยัยตัวซวย... ยัยเด็กเจ้าเล่ห์!”
“สักวัน ฉันจะทำให้แกหมดทางสู้ แล้วดูสิว่าแกจะยังสร้างปัญหาได้อีกไหม!”
รวนเหมิงจุนนอนอยู่บนเตียง รู้สึกราวกับได้เกิดใหม่
หลังจากนอนไม่หลับมาหลายคืน ในที่สุดร่างกายก็เริ่มผ่อนคลาย
ความแค้นที่มีต่อตระกูลหยุนฝังลึกอยู่ในกระดูกมานาน
ยิ่งรู้ว่าตัวเองถูกใส่ร้ายว่าเป็นต้นเหตุการตายของแม่ ความเกลียดชังก็ยิ่งลุกโชน
ชาติที่แล้ว เธอโง่เสียจนไม่เคยคิดสงสัยความจริงเลย
เรื่องนี้ไม่ใช่ความเชื่อโชคลาง แต่คือการฆาตกรรมที่วางแผนไว้ล่วงหน้า!
เธอต้องไปไห่เฉิง ต้องหาตัวคนที่อยู่เบื้องหลังให้พบ และล้างแค้นแทนแม่ให้ได้
แต่ก่อนอื่น เธอต้องรักษาตัวให้หายเสียก่อน
รวนเหมิงจุนหลับตาลง ปล่อยให้สติค่อย ๆ เลือนหาย
คืนนั้น เธอฝันร้ายอีกครั้ง
ในฝัน เธอถูกคนหลายคนจับตัวไว้ ไม่ว่าจะดิ้นรนแค่ไหนก็หนีไม่พ้น
มือและเท้าถูกมัดแน่น ก่อนหมัดและเท้าจะกระหน่ำใส่ไม่ยั้ง
เจ็บ...เจ็บเหลือเกิน...รวนเหมิงจุนขมวดคิ้วแน่น เหงื่อชุ่มทั่วศีรษะ เสื้อผ้าเปียกโชกไปหมด
หยุนมู่หยวนเปิดประตูเข้ามา เพียงแตะหน้าผากเธอ เขาก็รู้ทันทีว่าไข้กลับขึ้นสูงอีกแล้ว
แม้ให้น้ำเกลือไปแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น เขาเม้มริมฝีปาก พลิกตัวเธออย่างระมัดระวัง
ใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดแผล เช็ดตัวลดไข้ ก่อนโรยยารักษาบาดแผล
แม้เธอจะยังไม่ฟื้น แต่โชคดีที่ไข้เริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว
หยุนมู่หยวนถอนหายใจโล่งอก กำลังจะลุกขึ้น
แต่จู่ ๆ รวนเหมิงจุนกลับคว้ามือเขาไว้แน่น
“ช่วยด้วย...”
“เจ็บ... ช่วยฉันด้วย...”
เธอสั่นเทา น้ำตาไหลออกจากดวงตาที่ยังปิดสนิท ร่างทั้งร่างเกร็งราวกับกำลังเผชิญความเจ็บปวดแสนสาหัส
ภาพที่หยุนมู่โจวทำร้ายเธอผุดขึ้นในหัวของหยุนมู่หยวนทันที
ตอนนั้น เธอคงเจ็บปวดและสิ้นหวังไม่ต่างจากตอนนี้สินะ
เขาค่อย ๆ กุมมือที่เย็นเฉียบของเธอไว้แน่น
ก่อนเขาจะกลับบ้าน...เด็กคนนี้ผ่านอะไรมาบ้างกันแน่?
รุ่งเช้า
รวนเหมิงจุนลืมตาตื่น ความเจ็บแผลลดลง ไข้ก็หายเป็นปลิดทิ้ง
หากพักอีกเพียงวันสองวัน ร่างกายก็คงฟื้นตัว สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือหาเงินซื้อตั๋วรถไฟไปไห่เฉิง
ไม่ว่าจะหาตัวคนร้ายได้หรือไม่ เธอก็ไม่มีวันกลับมาอยู่กับตระกูลหยุนอีก
ตอนนี้เธอยังอ่อนแอเกินไป ที่นี่ก็อันตรายเกินกว่าจะอยู่ต่อ
เธอต้องสร้างรากฐานให้มั่นคงก่อน จึงจะมีโอกาสล้างแค้น
รวนเหมิงจุนกวาดตามองรอบห้อง คิดว่าจะนำอะไรติดตัวไปได้บ้าง
ของต้องมีขนาดเล็ก พกพาง่าย และขายเป็นเงินได้
ทันใดนั้น ดวงตาของเธอก็เป็นประกายทันที
สินเดิมของแม่!
เธอจำได้ว่า ตอนแม่แต่งงาน คุณยายเคยมอบกล่องไม้ใบหนึ่งไว้ และหยุนมู่โจวเป็นคนเก็บไว้ในห้อง
ถ้าวันนี้หยุนมู่หยวนออกไปดูตัว แม่เฒ่าหยุนกับหยุนฉางเจียวก็คงต้องออกไปด้วย
หยุนมู่โจวไปทำงาน ส่วนหยุนเฉายังบาดเจ็บจนออกจากบ้านไม่ได้
หากเธอหาทางหลอกให้แม่บ้านออกไปได้ นี่จะเป็นโอกาสดีที่สุด
ขณะกำลังวางแผน เสียงประตูก็ดังขึ้น
เมื่อหันไปมอง ก็เห็นหยุนมู่หยวนเดินเข้ามาพร้อมชามยา
“ดื่มยา”
น้ำเสียงของเขายังคงเย็นชาและหนักแน่น รวนเหมิงจุนรับชามมา ดื่มจนหมดในอึกเดียว
“ขอบคุณนะ อาเล็ก”
เธอยื่นชามคืน
“ออกไปกินข้าว”
เขาพูดเพียงสั้น ๆ รวนเหมิงจุนสวมรองเท้า แล้วเดินตามเขาออกไปอย่างว่าง่าย
ในตระกูลหยุน มีเพียงหยุนมู่หยวนคนเดียวที่ยังเมตตาเธอ
และเป็นเพียงคนเดียว... ที่เธอไม่เคยเกลียด
เธอหวังว่าเขาจะอยู่ห่างจากเรื่องทั้งหมด
เหมือนในชาติที่แล้ว ปล่อยให้เธอจมอยู่ในหล่มของตระกูลหยุนเพียงลำพัง
เมื่อเดินเข้าไปในห้องโถง ยังไม่ทันนั่ง หยุนฉางเจียวก็พูดประชดทันที
“เสี่ยวเฉาน่าสงสารยังนอนติดเตียงอยู่เลย แต่บางคนกลับกินอิ่มนอนหลับ มีชีวิตชีวาเสียจริง!”
รวนเหมิงจุนนั่งเงียบ ไม่ตอบโต้ แต่หยุนมู่หยวนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กลับขมวดคิ้ว สีหน้าเคร่งขรึมลงทันที
แม่เฒ่าหยุนรีบพูดตัดบท
“พอแล้ว อย่าพูดเรื่องนี้อีกเลย”
จากนั้นก็หันมายิ้มให้ลูกชาย
“มู่หยวน หลังอาหาร แต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วไปพบหญิงสาวที่แม่สื่อนัดไว้ แม่ตกลงกับเขาเรียบร้อยแล้ว ในเมื่อรับปากไว้ ก็ต้องไปตามนัดนะ”