รวนเหมิงจุนกลับมาที่บ้านเพื่อรอฟังข่าว ระหว่างทางเธอแวะซื้อข้าวโพดบดติดมือกลับมาด้วย
วิธีนี้ช่วยให้อิ่มท้อง และยังเก็บข้าวกับแป้งไว้ใช้ในยามจำเป็นได้
หลังอาหารเย็น เธอไม่ได้รีบเข้านอน แต่ใช้เวลาออกกำลังกายอยู่ภายในบ้าน เพื่อฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรงขึ้น
ประมาณสองทุ่ม เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีที่เธอไปแจ้งความก็มาหา ตามที่อยู่ที่เธอแจ้งไว้
เจ้าหน้าที่กล่าวว่า
"หมอดูถูกจับกุมแล้ว และรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา พวกเราส่งเอกสารขออนุมัติเงินรางวัลพร้อมสำนวนคดีเรียบร้อยแล้ว"
"คาดว่าอีกสองวันจะได้รับการอนุมัติ ถึงตอนนั้นคุณมารับเงินสดที่สถานีตำรวจได้เลย"
รวนเหมิงจุนพยักหน้า
"ขอบคุณที่อุตส่าห์มาแจ้งด้วยตัวเองค่ะ"
เจ้าหน้าที่พยักหน้ารับ ก่อนกวาดตามองรอบบริเวณบ้าน
ย่านนี้เป็นชุมชนครอบครัวทหาร จึงพอเดาได้ว่าเธอมีคนคอยดูแลอยู่บ้าง เขาจึงไม่กังวลเรื่องการถูกแก้แค้นมากนัก
ถึงอย่างนั้นก็ยังเตือนด้วยความหวังดี
"ช่วงนี้เป็นช่วงละเอียดอ่อน หมอดูเพิ่งถูกจับ คดียังอยู่ระหว่างดำเนินการ"
"คุณควรระวังตัวไว้ อย่าออกไปไหนคนเดียว โดยเฉพาะตอนกลางคืน"
รวนเหมิงจุนยิ้มบาง ๆ หากเธอกลัวการถูกแก้แค้น ตั้งแต่แรกก็คงไม่กล้าแจ้งตำรวจ
หลังจากได้เกิดใหม่ เธอแทบไม่มีอะไรให้หวาดกลัวอีกแล้ว
ต่อให้ต้องสละชีวิตอีกครั้ง ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
"ฉันเข้าใจค่ะ ขอบคุณมากนะคะ"
เจ้าหน้าที่กำชับเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ก่อนเดินทางกลับ
ไม่มีใครพูดถึงหน้ากระดาษที่หายไปจากสมุดบันทึก
เพราะทุกหน้าที่รวนเหมิงจุนส่งมอบให้ ล้วนเป็นหลักฐานความผิดของหมอดูทั้งสิ้น
ส่วนหน้าที่เธอฉีกเก็บไว้ ไม่มีใครรู้ และเธอก็ไม่มีวันพูดถึง
เมื่อหมอดูเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ความกดดันในใจของรวนเหมิงจุนก็เบาบางลง
คืนนั้นเธอหลับได้อย่างสงบเป็นครั้งแรก
เช้าวันรุ่งขึ้น รวนเหมิงจุนออกเดินสำรวจถนนสายการค้า เพื่อมองหาโอกาสสร้างรายได้
ในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน คนทั่วไปมีทางเลือกไม่มาก
ไม่เรียนต่อเพื่อหางาน ก็ต้องทำธุรกิจของตัวเอง
แต่การค้าขายต้องอาศัยทั้งเงินทุนและเส้นสาย ซึ่งเธอไม่มีสักอย่าง
เพิ่งย้ายมาไห่เฉิงได้ไม่นาน นอกจากหยุนมู่หยวนกับคุณยายซูแล้ว เธอแทบไม่รู้จักใครเลย
ดังนั้น สิ่งที่ทำได้คือต้องเริ่มจากเล็กที่สุด
ตั้งแผงขายของ รวนเหมิงจุนเดินสำรวจอยู่เกือบทั้งเช้า
เที่ยงจึงกลับมากินข้าว พักผ่อนครึ่งชั่วโมง แล้วออกกำลังกายตามปกติ
ระหว่างอยู่ในบ้าน เธอได้ยินเสียงแม่บ้านจากหลายครอบครัวนั่งคุยกันอย่างออกรส
บทสนทนาเหล่านั้นทำให้เธอค่อย ๆ เข้าใจวิถีชีวิตของผู้คนในละแวกนี้มากขึ้น
หกโมงเย็น เธอต้มโจ๊กข้าวโพด แล้วอุ่นกะหล่ำปลีผัดที่เหลือจากมื้อกลางวันมากินด้วยกัน
กำลังจะลงมือกิน ก็มีเสียงเคาะประตูหลังบ้านดังขึ้น
เมื่อเปิดประตูออกไป ก็เห็นคุณยายซูยืนยิ้มอยู่ พร้อมถือจานซาลาเปาร้อน ๆ
"สองวันนี้ฉันไม่ได้กลิ่นกับข้าวจากบ้านเธอเลย กินแต่โจ๊กหรือจ๊ะ"
"นี่ ซาลาเปาที่ฉันนึ่งไว้เมื่อคืน เหลืออยู่สองลูก เอาไปกินสิ"
รวนเหมิงจุนรีบปฏิเสธ
"ไม่เป็นไรค่ะคุณยายซู เก็บไว้กินเองเถอะ เดี๋ยวฉันก็จะทำกินเหมือนกัน"
คุณยายซูถอนหายใจ
"หลานชายฉันไม่กินของค้างคืน ฉันเลยต้องทำอาหารใหม่ทุกมื้อ"
"ถ้าฉันไม่ให้เธอ ก็ต้องเอาไปให้คนอื่นอยู่ดี"
"รีบรับไว้เถอะ อย่าเกรงใจเลย"
พูดจบ คุณยายซูก็ยัดซาลาเปาใส่มือเธอ ก่อนรีบเดินกลับบ้าน
รวนเหมิงจุนมองซาลาเปาในมือ พลางยิ้มบาง ๆ
เธอรู้ดีว่าอีกฝ่ายตั้งใจหาข้ออ้างเพื่อแบ่งอาหารให้
ของพวกนี้ราคาไม่น้อยเลยนะ หากไม่จริงใจ คงไม่มีใครยอมแบ่งให้
เมื่อรับไว้แล้ว เธอจึงไม่คิดจะนำไปคืน
เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจคุณยายซู เธอกินซาลาเปาทั้งสองลูกกับโจ๊กข้าวโพดครึ่งชาม จนอิ่มแน่น
ส่วนที่เหลือจึงเก็บไว้เป็นอาหารเช้า หลังล้างจานเสร็จ เห็นว่ายังไม่ดึกนัก
เธอจึงล็อกบ้าน แล้วออกไปเดินสำรวจตลาดกลางคืน
ยามค่ำคืน ถนนคนเดินคึกคักกว่าตอนกลางวันมาก
กลางวันมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจตรา พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ
แต่พอตกกลางคืน หน่วยงานต่าง ๆ เลิกงานแล้ว แผงค้าขายก็ทยอยตั้งเรียงรายเต็มสองข้างทาง
แสงไฟนีออนสาดส่องทั่วถนน ผู้คนเดินขวักไขว่ กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยอบอวลไปทั่ว
ร้านอาหารเล็ก ๆ แน่นขนัดไปด้วยลูกค้า
แม้แต่มันเผาก็ขายดีจนเกลี้ยงทุกแผง
รวนเหมิงจุนเดินวนสำรวจอยู่หลายรอบ สังเกตทั้งทำเล ผู้คน และรูปแบบการค้าขายอย่างละเอียด
ไม่นาน เวลาก็ล่วงเลยไปกว่าสองชั่วโมง
ท้องฟ้ามืดสนิท ผู้คนเริ่มทยอยกลับบ้าน พ่อค้าแม่ค้าต่างเก็บร้านเช่นกัน
รวนเหมิงจุนจึงเดินกลับ แต่เมื่อมาถึงหน้าประตูทางเข้าชุมชน เธอกลับชะงัก
ประตูใหญ่ที่ปกติเปิดอยู่ตลอด ถูกล็อกจากด้านในเสียแล้ว
เธอขมวดคิ้ว มองลอดช่องประตูเข้าไป ด้านในยังมีแสงไฟ บ้านเรือนส่วนใหญ่ยังไม่นอน
ตลอดสองวันที่ผ่านมา ประตูไม่เคยปิดเร็วเช่นนี้
เธอลองผลักอยู่สองครั้ง แต่ประตูยังคงล็อกแน่น
วันนี้เธอไม่ได้พกเงินติดตัว จะไปพักโรงแรมหรือเกสต์เฮาส์ก็ไม่ได้
หากเข้าไม่ได้จริง ๆ คงต้องไปนอนที่สถานีรถไฟหรือไม่ก็ข้างถนน
อีกด้านหนึ่งของกำแพง ซูหมิงชวนได้ยินเสียงผิดปกติ จึงรีบคว้ากุญแจออกมาดู
แต่พอออกมาถึง เขากลับเห็นเพียงแผ่นหลังของรวนเหมิงจุนที่กำลังเดินจากไป
เขารีบตะโกนเรียก สาเหตุที่ประตูถูกล็อก เป็นเพราะหญิงข้างบ้านทะเลาะกับสามี
ด้วยความโมโห เธอจึงลงกลอนประตูเสียเอง ซูหมิงชวนเคยเตือนแล้วว่า
"รวนเหมิงจุนยังไม่กลับ"
แต่หญิงคนนั้นกลับย้อนด้วยคำพูดประชดประชัน เขาไม่อยากโต้เถียง จึงได้แต่นั่งเงียบ ๆ
คอยฟังว่าเมื่อรวนเหมิงจุนกลับมา หากเธอเรียก เขาจะรีบออกมาเปิดประตูให้ทันที
แต่ตอนนี้...เธอกลับมาแล้วและไม่เรียกเขาแม้แต่คำเดียว
"เฮ้!" เขาตะโกนขึ้นท่ามกลางความเงียบ
ไม่ไกลนัก รวนเหมิงจุนหยุดฝีเท้า ก่อนหันกลับมามองเขาภายใต้แสงจันทร์สลัว