หยุนมู่หยวนก้าวเข้าไปในห้องของรวนเหมิงจุน ประตูไม้เก่าที่พังเสียหายยังคงห้อยเอียงอยู่ตรงวงกบ
ข้าวของภายในห้องยังอยู่ครบ ไม่มีร่องรอยถูกรื้อค้น แสดงให้เห็นว่าเธอจากไปด้วยความสมัครใจ
แม่เฒ่าหยุนเห็นลูกชายเงียบผิดปกติ จึงรีบเดินตามเข้ามาถามด้วยความร้อนรน
“มู่หยวน พูดอะไรสักคำสิ! เด็กคนนั้นเป็นอะไร แล้วหายไปไหน?”
หยุนมู่หยวนหันมามอง สีหน้านิ่งเฉย ดวงตาเย็นชาไร้อารมณ์
“เธอกำลังรักษาตัวอยู่ ฉันลืมเอาเงินมา เลยกลับมาเอา แล้วจะไปรับเธอที่คลินิก”
“อ้อ... อย่างนั้นเอง”
แม่เฒ่าหยุนพยักหน้ารับ ตั้งใจจะพูดเรื่องนัดดูตัวต่อ แต่หยุนมู่หยวนเดินออกไปเสียก่อน ไม่เปิดโอกาสให้เธอเอ่ยอะไรอีก
วัดเขาหย่าเป็นวัดชื่อดังที่สุดของผิงเฉิง มีผู้คนเดินทางมาสักการะและขอพรตลอดทั้งปี
คนขับสามล้อมาส่งรวนเหมิงจุนที่เชิงเขา จากนั้นเธอค่อยๆ เดินขึ้นบันไดหินด้วยตัวเอง
เธอติดกระดุมเสื้อคลุมของหยุนมู่หยวนแน่นเพื่อกันลมหนาว แล้วก้าวขึ้นไปทีละขั้น
ครั้งก่อนที่มาที่นี่ เธอเต็มไปด้วยศรัทธา
แต่ครั้งนี้... หัวใจกลับมีเพียงความแค้น และความมุ่งมั่นที่จะค้นหาความจริง
เมื่อเดินเข้าไปในวิหาร เธอก็จำพระอาจารย์ที่เคยเคารพได้ทันที
ท่านกำลังกวาดลานและประกอบพิธีให้ผู้คนอยู่
เพียงเห็นใบหน้าของท่าน ความโกรธที่กดไว้ก็ปะทุขึ้นทันที ดวงตาแดงก่ำ จมูกร้อนผ่าว ร่างทั้งร่างสั่นเทาด้วยแรงอารมณ์
เธอหยิบตุ๊กตาต้องคำสาปออกจากกระเป๋า ตั้งใจจะพุ่งเข้าไปถามให้ได้ความ
พระภิกษุหนุ่มที่อยู่ใกล้รีบเข้ามาขวาง
“ท่านอาจารย์กำลังประกอบพิธีอยู่ ขอความกรุณาอย่าเพิ่งเข้าไป”
“ฉันมีเรื่องต้องถามท่านเดี๋ยวนี้!”
รวนเหมิงจุนตะโกนเสียงสั่น ริมฝีปากซีดเผือด
“ไม่ได้ ทุกคนที่มาที่นี่ก็อยากพบอาจารย์เช่นกัน หากต้องการสนทนา กรุณาไปต่อแถวด้านหลัง”
พระภิกษุหนุ่มตอบอย่างสุภาพ
ความอดทนของรวนเหมิงจุนขาดสะบั้น ดวงตาแดงฉานด้วยโทสะ
“คิดว่าฉันจะโง่เหมือนคนอื่นหรือ? อาจารย์ของพวกท่านก็เป็นแค่คนหลอกลวง!
วันนี้ฉันจะถามความจริงกับเขา ต่อให้ใครก็ห้ามไม่ได้!”
พระภิกษุหนุ่มตกใจ เพราะไม่เคยพบใครอาละวาดในวัดเช่นนี้มาก่อน
โชคดีที่พระอาจารย์ทำพิธีเสร็จพอดี ท่านเดินเข้ามาพร้อมที่โกยผงในมือ
“โยม เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น”
รวนเหมิงจุนชูตุ๊กตาขึ้น ดวงตาแดงก่ำราวคนเสียสติ จนผู้คนในวิหารต่างหันมามอง
แต่เธอไม่สนใจสายตาเหล่านั้น วันนี้เธอมาที่นี่... เพื่อทวงความยุติธรรม
“ฉันอยากถามท่าน ธรรมะที่ท่านสั่งสอนทุกวัน ช่วยผู้คนได้จริงหรือไม่? แล้วท่านเชื่อในสิ่งที่ตัวเองสอนหรือเปล่า?”
พระอาจารย์พนมมือค้อมศีรษะ
“อาตมาเชื่ออย่างแน่นอน”
“ถ้าเชื่อจริง แล้วท่านกล้าปฏิเสธไหม ว่าท่านไม่ได้ใช้ธรรมะทำร้ายแม่ของฉัน!
ท่านกินมังสวิรัติ สวดมนต์ทุกวัน แต่กลับสาปแช่งชีวิตคนอื่น อย่างนั้นยังคู่ควรจะอยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้าอีกหรือ!”
เธอชี้ไปยังองค์พระด้านหลัง พระภิกษุหลายรูปถึงกับหน้าถอดสี
พระอาจารย์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวอย่างสงบ
“โยม... ดูเหมือนจะเข้าใจผิดนะ ตุ๊กตาตัวนี้ไม่ได้มาจากวัดของเรา”
“อะไรนะ?”
รวนเหมิงจุนถึงกับนิ่งงัน พระอาจารย์รับตุ๊กตามาดมเบาๆ ก่อนเอ่ยช้าๆ
“ตุ๊กตาของวัดเราทำจากสมุนไพรจีนที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ตัวนี้... มีกลิ่นสารพิษปะปนอยู่
ของเช่นนี้ไม่มีทางผ่านเข้ามาในวัดได้”
รวนเหมิงจุนเบิกตากว้าง แรงทั้งร่างราวกับถูกสูบหาย เหลือเพียงความสับสน
“ทำไม... ทำไมถึงเป็นแบบนี้...”
หรือพระอาจารย์กำลังปฏิเสธความจริง?
ความคิดมากมายถาโถมเข้ามาจนศีรษะปวดร้าว เธอเซถอยหลังไปหลายก้าว
พระอาจารย์รีบประคองเธอไว้
“โยม เชิญมาคุยกันด้านหลังเถอะ ตรงนี้ไม่เหมาะ”
เมื่อมาถึงเรือนด้านหลัง ท่านส่งตุ๊กตาให้พระภิกษุหนุ่มตรวจสอบส่วนประกอบ
ไม่นานอีกฝ่ายก็เงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าตกใจ
“ท่านอาจารย์ครับ มีผงชะมดกับแปะก๊วยอยู่ข้างใน”
พระอาจารย์พยักหน้า ก่อนหันมาถามรวนเหมิงจุน
“ตอนเกิดเหตุ แม่ของโยมกำลังตั้งครรภ์ใช่หรือไม่”
“ใช่...”
เธอตอบเสียงแผ่ว ริมฝีปากซีดไร้สี
“สารสองชนิดนี้อันตรายกับคนทั่วไปไม่มาก แต่สำหรับหญิงตั้งครรภ์ อาจถึงแก่ชีวิตได้”
รวนเหมิงจุนรีบส่ายหน้า
“แต่... ฉันรับมันมาจากวัดนี้จริงๆ”
พระอาจารย์ส่ายหน้า ก่อนพลิกตุ๊กตาให้ดู
“ของที่วัดเราทำ ทุกชิ้นเย็บมือทีละเข็ม แต่รอยเย็บของตัวนี้เป็นรอยจากจักรเย็บผ้า”
พระภิกษุหนุ่มเสริมขึ้นทันที
“โยมอาจเข้าใจผิด หากอยากหาคนทำตุ๊กตาแบบนี้ ต้องไปที่ไห่เฉิง ที่นั่นมีแม่มดมนดำอยู่คนหนึ่ง
เป็นคนเดียวที่กล้าทำพิธีต้องห้ามเช่นนี้”
หัวใจของรวนเหมิงจุนสั่นสะท้าน ในที่สุดเธอก็เข้าใจ ว่านี่ไม่ใช่ตุ๊กตาที่เธอขอพรให้แม่เลย
มีคนจงใจสลับของ... และใช้เธอเป็นเครื่องมือฆ่าแม่ของตัวเอง!
น้ำตาไหลอาบแก้มทันที
เธอพยายามจะพูดแต่เสียงกลับติดอยู่ในลำคอ ได้เพียงสะอื้นเบาๆ ก่อนร่างทั้งร่างจะทรุดลง
โลกทั้งใบดับวูบสู่ความมืด
เมื่อรวนเหมิงจุนลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล
สายน้ำเกลือห้อยอยู่บนหลังมือ
เธอหันไปเห็นหยุนมู่หยวนเดินเข้ามาพร้อมกล่องข้าวในมือ สีหน้ายังคงเคร่งขรึม
ดวงตาเย็นชาเช่นเดิม นี่เขาพาเธอมาที่นี่อย่างนั้นหรือ?
แล้วเขารู้ได้อย่างไรว่าเธออยู่ที่วัด?
ยังไม่ทันได้ถาม เขาก็เปิดกล่องข้าวแล้วยื่นให้
“กินข้าว”
น้ำเสียงหนักแน่นราวกับกำลังออกคำสั่งกับลูกน้องในกองทัพ
รวนเหมิงจุนรู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด จึงไม่คิดโต้เถียง เพียงลุกขึ้นนั่ง รับกล่องข้าวมากินอย่างเงียบๆ
ทุกคำที่กลืนลงไปช่างขมขื่นเหลือเกิน
เมื่อรู้ความจริงเรื่องแม่ ความแค้นที่มีต่อตระกูลหยุนยิ่งทวีความรุนแรง
แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รู้สึกผิดกับหยุนมู่หยวน จนไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเขา
เธอค่อยๆ กินข้าวอย่างไร้รสชาติ พลางครุ่นคิดว่าจะถามดีหรือไม่ว่าเขาหาเธอพบได้อย่างไร
ราวกับอ่านความคิดของเธอออก หยุนมู่หยวนจึงเอ่ยขึ้นเรียบๆ
“ฉันถามคนไปทั่ว สุดท้ายก็หาเธอเจอที่วัด”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนมองเธอตรงๆ
“แล้วตกลง... เธอไปที่นั่นเพื่อสาปแช่งใครกันแน่?”