บทที่ 129: อาการเมาเครื่องบิน
ณ กองบินที่ 13 เครื่องบินขับไล่ลำหนึ่งส่งเสียงคำรามกึกก้องขณะดิ่งลงมาจากท้องฟ้าเบื้องบน ทันทีที่ล้อแตะพื้น ร่มชูชีพลดความเร็วก็กางออกที่ท้ายเครื่อง ช่วยชะลอความเร็วขณะแล่นไถลไปบนรันเวย์ด้วยความเร็วสูง
จนกระทั่งเครื่องบินค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าสู่จุดจอดและหยุดนิ่งได้อย่างนิ่มนวล ห้องนักบินถูกเปิดออก ฟู่เจิงถอดหมวกกันน็อกออกแล้วปีนลงมาตามบันไดเทียบเครื่องบินด้วยท่าทางทะมัดทะแมง
"ว้าว พี่เจิงหล่อระเบิดไปเลยอะ"
อู๋เหมิงที่เพิ่งกลับมาจากสนามยิงปืน ตอนนี้กลายสภาพเป็นแฟนคลับตัวยงของฟู่เจิงไปเรียบร้อยแล้ว เธอมองดูชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่กำลังเดินตรงเข้ามาหา ท่ามกลางแสงแดดที่สาดส่องลงมาราวกับร่างของเขาฉาบไล้ด้วยทองคำ ดูเปล่งประกายเจิดจ้าเสียจนเธออดไม่ได้ที่จะทำหน้าเคลิบเคลิ้มคลั่งรักอย่างออกนอกหน้า
หลี่เลี่ยงเห็นอาการของเพื่อนสาวแล้วก็ทนดูไม่ได้ เขาขยับตัวถอยห่างออกมาเล็กน้อยโดยสัญชาตญาณ แกล้งทำเป็นไม่รู้จักยัยนี่ซะอย่างนั้น
"ผมโตขึ้นก็อยากเป็นนักบินเหมือนกัน!"
สวี่อี้ตะโกนสุดเสียงด้วยความตื่นเต้น ความใฝ่ฝันในชีวิตของเขาเพิ่มตัวเลือกอาชีพนักบินเข้ามาอีกหนึ่งอย่างในวินาทีนี้เอง เจ้าตัวเล็กนี่เห็นใครทำอะไรเท่ๆ ก็อยากเป็นไปหมด วันนึงเปลี่ยนใจสามรอบ หลินซีอวี่ชินชาเสียแล้ว เธอทำเป็นหูทวนลม ฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ทำเหมือนไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น
กู้ปินรอจนพี่ชายเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะเอ่ยปากแซวด้วยรอยยิ้มว่า
"พี่ชาย พี่ไม่คิดจะชวนแม่หงส์ขาวคนนั้นของพี่มาดูการฝึกที่ลานจอดเครื่องบินบ้างเหรอ ตอนนี้พี่ดูดีสุดๆ ฮอร์โมนพุ่งพล่าน เป็นช่วงเวลาที่ดูมีเสน่ห์ที่สุดเลยนะ ผู้หญิงที่ไหนเห็นเป็นต้องหลงหัวปักหัวปำ ถอนตัวไม่ขึ้น ถ้าฉวยโอกาสนี้ขอแต่งงาน รับรองว่าสำเร็จแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์"
"พี่ก็อยากให้มาเหมือนกัน แต่เธอไม่ยอมมาน่ะสิ"
ฟู่เจิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างปลงๆ "ช่างเถอะ อย่าพูดเรื่องของพี่เลย ไปกันเถอะ เดี๋ยวพาพวกนายไปนั่งเครื่องบินเล่น"
"ขึ้นได้จริงๆ เหรอคะเนี่ย"
"ตื่นเต้นชะมัดเลย"
"ผมขอนั่งห้องนักบินได้มั้ย"
"ถ้านายนั่งห้องนักบิน แล้วพี่เจิงจะไปนั่งตรงไหนล่ะ"
"นายอย่าไปก่อเรื่องบนเครื่องบินเชียวนะ ถ้าตกลงมาไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ถึงตายได้เลยนะนั่น"
"เอ่อ ฉันก็แค่พูดเอาสนุกเฉยๆ เธอคิดว่าฉันกล้าทำจริงๆ หรือไง พอเครื่องบินขึ้น ฉันอาจจะเวียนหัวจนอ้วกแตกอ้วกแตนก็ได้ใครจะไปรู้"
"งั้นตกลงกันก่อนนะ จะอ้วกก็รอให้ลงจากเครื่องบินก่อน ถ้ากล้าอ้วกในห้องโดยสาร ะี่จะจับนายโยนลงมาจากบนฟ้าแน่"
***
เหล่าวัยรุ่นเดินตามฟู่เจิงไปยังลานจอดเครื่องบินสำรอง ระหว่างที่กำลังคุยกันอย่างออกรส เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจกลัวก็ดังแทรกขึ้นมา ทำลายบรรยากาศอันสนุกสนานจนหมดสิ้น
"กรี๊ด! มีงู!"
งูเขียวตัวเล็กความยาวประมาณหนึ่งจ้างเลื้อยออกมาจากพงหญ้า มันโก่งตัวชูคอเลื้อยผ่านลานจอดเครื่องบินอย่างไม่เกรงกลัวใคร มุ่งหน้าไปยังพงหญ้าอีกฝั่งหนึ่ง อู๋เหมิงตกใจจนหน้าซีดเผือด แทบจะกระโดดตัวลอยหนีจากจุดที่ยืนอยู่
"ในพงหญ้ามีงูจริงๆ ด้วยเหรอเนี่ย"
หลินซีอวี่ตกตะลึงพลางหันไปมองกู้ปินด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ ผู้ชายคนนี้ตอนเด็กๆ ต้องใจกล้าบ้าบิ่นขนาดไหนกันนะ ถึงกล้าวิ่งลงไปจับตั๊กแตนในพงหญ้ามากินปิ้งย่างคนเดียวได้
"แค่งูเขียวตัวเล็กๆ ตัวเดียว มีอะไรน่ากลัว"
กู้ปินไม่ยี่หระ เขาโน้มตัวลงไปคว้าหางงูไว้อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ เหวี่ยงมันหมุนติ้วเป็นวงกลมในอากาศสองสามรอบแล้วโยนออกไป เจ้างูเขียวตัวน้อยถูกเหวี่ยงจนมึนหัว ตัวกระตุกอย่างรุนแรงสองสามทีก่อนจะนอนแผ่หราหมดสภาพอยู่บนพื้น
"มันตายแล้วเหรอ"
อู๋เหมิงลูบแขนตัวเองแรงๆ พยายามปัดความรู้สึกขนลุกขนพองออกไป
"ยังไม่ตาย แค่สลบไปน่ะ"
หลี่เลี่ยงเดินเข้าไปใช้นิ้วคีบตรงจุดเจ็ดนิ้วของงูเขียวแล้วหิ้วมันขึ้นมา
"นายจะทำอะไรน่ะ ขยะแขยงจะตาย รีบโยนทิ้งไปเลยนะ"
อู๋เหมิงกระโดดหนีไปไกลถึงสามศอก พยายามอยู่ห่างจากเขาให้มากที่สุด
"พี่เจิง จะเอางูตัวนี้ไปไว้ไหนดี" หวังฟานแกล้งถามตลกๆ "จะเอาไปต้มซุปหรือตุ๋นน้ำแดงดีล่ะ"
"ส่งให้ฝ่ายพลาธิการเถอะ"
ฟู่เจิงชี้มือไปที่รถกระบะซึ่งมีเจ้าหน้าที่กำลังขับตระเวนตรวจตราอยู่ในลานจอดเครื่องบิน
"ปืนนั่นเอาไว้สำหรับยิงนกสินะ"
หลี่เลี่ยงมองเห็นปืนยาวที่ติดตั้งอยู่บนรถก็เดาวัตถุประสงค์การใช้งานของรถกระบะคันนั้นได้ทันที
"หึ" หวังฟานหัวเราะแซว "พี่ชายสองคนนั้นมีลาภปากแล้ว คืนนี้คงได้เพิ่มเมนูพิเศษ มีแกงงูให้ซดกันคล่องคอ"
"เนื้อแค่นิดเดียว จะไปพอยาไส้อะไร"
หลี่เลี่ยงออกแรงขว้างงูใส่รถกระบะ
คนขับรถกระบะเหมือนจะรู้ใจ เร่งเครื่องขับเข้ามาพร้อมกับดริฟต์รถอย่างสวยงาม ท้ายกระบะสะบัดรับ ทำให้เพื่อนร่วมงานที่นั่งอยู่ด้านหลังซึ่งรับผิดชอบหน้าที่ยิงนกรับงูตัวนั้นไว้ได้อย่างแม่นยำ
อีกฝ่ายจับงูยัดใส่กระสอบ มัดปากถุงแน่นหนา แล้วทำท่าวันทยหัตถ์ขอบคุณฟู่เจิง ฟู่เจิงโบกมือตอบอย่างเท่ๆ พร้อมกับทำท่าวันทยหัตถ์กลับไปเช่นกัน
"ว้าว พี่เจิงเท่สุดๆ ไปเลย"
อู๋เหมิงอดใจไม่ไหว ดวงตาเป็นประกายวิบวับเหมือนมีดาวดวงน้อยๆ ลอยอยู่ข้างในอีกครั้ง
"รีบไปกันได้แล้ว เดี๋ยวอีกสักพักจะเท่ไม่ออก"
หลี่เลี่ยงทนดูไม่ไหวอีกต่อไป เขาคว้าแขนลากตัวเธอขึ้นไปบนเครื่องบิน "รอดูก็แล้วกันว่าตอนลงจากเครื่องบิน เธอจะยังมีแรงมาทำหน้าเพ้อเจ้อแบบนี้อยู่อีกมั้ย เก่งให้มันตลอดรอดฝั่งเถอะ"
"นายหมายความว่าไง อย่ามาดูถูกกันนะ ฉันไม่มีทางเมาเครื่องบินหรอก..."
อู๋เหมิงทำท่าไม่พอใจ บ่นงุ้งงิ้งอยู่ในลำคอ แต่ไม่นานเธอก็ไม่มีแรงจะบ่นอีกต่อไป จินตนาการนั้นช่างสวยหรูแต่ความจริงกลับโหดร้าย เสียงเครื่องยนต์ของเครื่องบินขนส่งรุ่นวาย-5 ดังกระหึ่มจนหูอื้อ
แถมยังสั่นสะเทือนเกินกว่าที่เธอคาดคิดไว้มาก ทุกครั้งที่เครื่องบินเลี้ยวกลับตัวกลางอากาศ เล่นเอาสมองหมุนติ้ว มึนงงไปหมด ความตื่นเต้นดีใจตอนที่ล้อพ้นพื้นดินหายวับไปกับตา ใบหน้าของเธอเริ่มซีดเผือดลงเรื่อยๆ ท่าทางดูอ่อนเพลียหมดสภาพ
พอลงจากเครื่องบินมาได้ ก็เป็นไปตามที่หลี่เลี่ยงคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด เธอวิ่งพุ่งเข้าไปในพงหญ้าแล้วอาเจียนออกมาจนหมดไส้หมดพุง
"ผมไม่อยากนั่งเครื่องบินอีกแล้ว"
สวี่อี้เองก็มีสภาพไม่ต่างกัน ขาสั้นๆ ของเขาสั่นพั่บๆ แทบจะยืนทรงตัวไม่อยู่ ความฝันอันยิ่งใหญ่ที่อยากจะเป็นนักบิน พังทลายลงอย่างสิ้นเชิงเพียงแค่ได้ขึ้นไปบินวนบนฟ้าไม่กี่รอบ
"พี่เองก็เริ่มมึนๆ เหมือนกัน"
หลินซีอวี่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก "นับถือพี่เจิงจริงๆ ร่างกายของนักบินนี่แข็งแกร่งเกินมนุษย์มนา สมกับที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี คนทั่วไปเทียบไม่ติดเลย"
"แค่นี้ยังถือว่าจิ๊บจ้อย ถ้าได้เห็นตอนพวกเขาฝึก นั่นแหละของจริง น่ากลัวกว่านี้เยอะ"
กู้ปินชี้มือไปที่สนามฝึกซ้อม "เห็นวงล้อหมุนที่เหมือนกังหันลมตรงนั้นมั้ย คนต้องขึ้นไปยืนบนนั้น หัวทิ่มลงพื้น ขาชี้ฟ้า แล้วหมุนติ้วๆ ด้วยความเร็วสูง แค่ยืนมองเฉยๆ ก็เวียนหัวแทนแล้ว"
"หา?"
หลินซีอวี่ร้องอุทานด้วยความตกใจ "ต้องขึ้นไปหมุนบนนั้นเหรอคะ จะไม่ตกลงมาเหรอเนี่ย"
"ถ้าเกาะแน่นๆ ก็ไม่ตกหรอก"
กู้ปินยิ้มเจ้าเล่ห์ "แต่มีข้อแม้ว่าต้องไม่เวียนหัวจนหน้ามืดไปซะก่อนนะ"
"คุณพระช่วย"
หลินซีอวี่หน้าถอดสี "แค่คิดภาพตามก็น่ากลัวแล้ว"
"พักกันพอหรือยัง ได้เวลาต้องไปแล้วนะ"
กู้ปินยิ้มขำ "ไหนบอกว่าจะไปขุดหาจักจั่นกันไง นี่บ่ายสามโมงกว่าเข้าไปแล้ว ขืนชักช้าเดี๋ยวก็มืดค่ำ กลับบ้านไม่ทันกันพอดี"
"ผมจะไปขุดจักจั่น"
สวี่อี้ที่โดนอาการเมาเครื่องบินเล่นงานจนสะบักสะบอม ต้องการการเยียวยาจิตใจดวงน้อยๆ ด้วยการไปหาจักจั่นอย่างเร่งด่วน
"ฉันไหว ไปได้แล้ว"
อู๋เหมิงไม่อยากเป็นตัวถ่วง เธอพยายามกลั้นความคลื่นไส้ กลืนน้ำย่อยที่จ่ออยู่ที่คอหอยกลับลงไป
"เธอไหวแน่นะ"
หลี่เลี่ยงมองอย่างระแวง "ไม่ต้องฝืนหรอก ให้พวกนั้นล่วงหน้าไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวฉันอยู่พักเป็นเพื่อนเธออีกหน่อย"
"ไม่ต้อง" อู๋เหมิงไม่อยากให้เขาดูถูก จึงทำปากเก่งเถียงกลับไป "ฉันหายดีแล้ว..."
ยังพูดไม่ทันจบประโยค น้ำย่อยระลอกใหม่ก็พุ่งพรวดออกมา หลี่เลี่ยงไม่ทันระวังตัว เลยโดนเธออาเจียนใส่เสื้อผ้าเต็มๆ
ทีนี้ก็ได้เรื่องของจริง อยากจะไปก็คงไปไม่ได้แล้ว
[จบบท]