บทที่ 139: แผนลับจับหมาป่า
“ชิ”
หวังฟานเดาะลิ้นอย่างขัดใจส่งเสียงดังจิ๊จ๊ะในลำคอ ก่อนจะเงียบเสียงลงไม่ได้พูดอะไรต่อคล้ายกับกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก
“พวกนายทำแบบนี้สิ”
หลี่จื้อช่วยออกความเห็นเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด
“ระบุไปเลยว่าโฆษณาตัวนี้ต้องให้น้องสะใภ้มาถ่ายเท่านั้น ถ้าใช้คนกันเอง ค่าใช้จ่ายก็น่าจะลดลงไปได้เยอะ”
“เฮอะ”
หวังฟานแค่นหัวเราะออกมาด้วยความโมโหที่เพื่อนพูดจาเข้าข้างตัวเอง
“พี่แสร้งทำเป็นคนดีเก่งเหลือเกินนะ เนื้อไม่ได้กินหนังไม่ได้รองนั่งแต่เอากระดูกมาแขวนคอผม คิดจะให้ผมเป็นหมูในอวยให้เชือดเล่นหรือไง”
“ที่พูดนี่ก็เพราะหวังดีกับนายทั้งนั้นแหละน่า”
หลี่จื้อยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แววตาที่ส่งไปให้เพื่อนเต็มไปด้วยความนัยแฝงที่รู้กันอยู่สองคน
“ยิงปืนนัดเดียวได้นกตั้งหลายตัว ได้ทั้งถ่ายโฆษณา ได้ทั้งแอ้มสาวนางแบบเอ๊าะ ๆ เผลอ ๆ ถ้านายแฉความชั่วของหม่าเทียนเฉิงจนช่วยสาวน้อยผู้เยาว์พวกนั้นออกมาได้ ดีไม่ดีอาจจะได้รับโล่พลเมืองดีเด่นประกาศเกียรติคุณความกล้าหาญกลับไปนอนกอดที่บ้านด้วยนะ”
“ไปตายซะ”
หวังฟานด่ากลับอย่างไม่จริงจังนัก พลางหัวเราะออกมา
“คนอย่างผมเคยสนไอ้พวกชื่อเสียงจอมปลอมพรรค์นั้นด้วยเหรอ”
“คำพูดของนายเมื่อกี้ ถือว่าตรงประเด็นมาก”
กู้ปินเป็นคนหัวไวและละเอียดรอบคอบ เขาจับประเด็นสำคัญจากคำพูดทีเล่นทีจริงของหลี่จื้อได้ทันที
“นี่น่าจะเป็นจุดเจาะทะลวงที่เรากำลังตามหาอยู่ หม่าเทียนเฉิงขูดรีดนางแบบในสังกัด บังคับให้พวกเธอไปนอนกับลูกค้า อย่างมากก็เป็นแค่การค้ากามแลกผลประโยชน์ แต่ถ้ามีเรื่องผู้เยาว์เข้ามาเกี่ยวข้องละก็”
“มันไม่รอดแน่”
หลี่จื้อเข้าใจความคิดของเพื่อนได้ในทันที เขาขบกรามแน่นขณะเน้นเสียงหนัก ๆ ตรงคำว่าไม่รอด
“ดูท่าแล้ว”
หวังฟานเริ่มกระตือรือร้นขึ้นมาทันตาเห็น แววตาฉายแววมุ่งมั่น
“งานโฆษณาชิ้นนี้ คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถ่ายทำจริง ๆ ซะแล้วสิ”
“ไม่เข้าถ้ำเสือก็ไม่ได้ลูกเสือ”
หลี่จื้อตบไหล่เพื่อนเบา ๆ เพื่อให้กำลังใจ น้ำเสียงฟังดูจริงจังและหนักแน่นขึ้น
“จำคำฉันไว้ให้ดี ปัญหาอะไรก็ตามที่ใช้เงินแก้ได้ มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่หรอก ฟ้าประทานพรสวรรค์มาให้ เงินทองของนอกกายไม่ตายก็หาใหม่ได้”
หวังฟานกลอกตามองบนใส่เพื่อนด้วยความหมั่นไส้
“ก็ไม่ใช่เงินพี่ที่ต้องจ่ายนี่ พี่ก็พูดดีได้สิ”
“เห็นแก่หน้าคุณชายกู้ เงินค่าถ่ายโฆษณานั่น ฉันจะช่วยออกครึ่งหนึ่งก็แล้วกัน”
หลี่จื้อมีลูกคิดรางแก้วในใจของตัวเองอยู่แล้ว การแบ่งชนชั้นของพวกคุณชายไฮโซรุ่นที่สองก็มีลำดับขั้นที่ชัดเจน สถานะของกู้ปินกับพวกเศรษฐีใหม่ที่ร่ำรวยจากการทำธุรกิจอย่างพวกเขา อยู่คนละระดับกันอย่างเห็นได้ชัด
ถ้าไม่ใช่เพราะคืนนี้หลิวเย่เป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าว เขาก็คงไม่มีโอกาสได้เข้ามาตีสนิทกับกู้ปิน การได้สร้างความสัมพันธ์และมีเส้นสายเชื่อมโยงกับคนระดับนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจและเป็นหน้าเป็นตาอย่างมากในวงสังคมชั้นสูง
“พี่พูดแล้วนะ”
หวังฟานลอบยิ้มกริ่มในใจ รีบมัดมือชกทันที
“ห้ามกลับคำเด็ดขาด”
“นี่นายดูถูกใครอยู่”
หลี่จื้อหัวเราะเยาะในลำคอ
“คิดว่าฉันเป็นเหมือนนายหรือไง เงินแค่นี้ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอกน่า เงินไม่กี่แสนยังไม่พอให้ข้าน้อยซื้อรถสปอร์ตสักคันเลยด้วยซ้ำ”
หลี่จื้อเป็นลูกคนรวยเพียงคนเดียวในละแวกนี้ที่มีรถสปอร์ตขับ รถพอร์ช 911 ราคาเหยียบหลักล้านหยวน
เรื่องความรวยนี้หวังฟานยอมรับอย่างหมดใจ เขาจำต้องยอมรับความจริงว่าพวกผู้รับเหมาก่อสร้างนั้นเป็นเศรษฐีกระเป๋าหนักตัวจริงเสียงจริง
รอให้เขารวยเมื่อไหร่ เขาจะต้องกว้านซื้อที่ดินมาสร้างตึกบ้าง ลำพังแค่รับเหมาตกแต่งภายในมันตอบสนองความทะเยอทะยานของเขาได้ไม่เพียงพอ
ต้องมีสักวันที่เขาจะได้พาตัวเองก้าวเข้าไปยืนอยู่ในสังคมชั้นสูงอย่างแท้จริง กลายเป็นมหาเศรษฐีระดับท็อปที่มีรายชื่อติดอันดับนิตยสารฟอร์บส์กับเขาบ้าง
“งั้นก็ตกลงตามนี้”
กู้ปินสรุปปิดท้ายบทสนทนาอย่างเด็ดขาด
“ปากพวกนายต้องรูดซิปให้สนิท เรื่องนี้ต้องเก็บเป็นความลับ ห้ามแพร่งพรายให้ใครรู้เด็ดขาด”
“รับทราบ”
หวังฟานทำท่ารูดซิปปากประกอบคำพูด
“วางใจได้เลยคุณชายกู้”
หลี่จื้อตบหน้าอกตัวเองเสียงดังปึกเพื่อรับประกันความน่าเชื่อถือ
“ฉันรู้ลิมิตดี เรื่องคอขาดบาดตายขนาดนี้ ใครจะกล้าเอาไปพูดมั่วซั่วล่ะ”
“เข้าใจก็ดีแล้ว”
กู้ปินมองลอดช่องประตูออกไป เห็นสองพี่น้องหลินซีอวี่เดินออกจากร้านอาหารไปแล้ว เขาจึงพับเก็บหนังสือแล้วลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้เพื่อเตรียมตัวกลับ
“จะติดต่อหม่าเทียนเฉิงเมื่อไหร่”
หวังฟานเห็นเพื่อนกำลังจะไปจึงรีบเอ่ยถามขึ้นอย่างร้อนรน
“เรื่องคุยรายละเอียดถ่ายโฆษณาน่ะ”
“ไม่ตัองรีบ”
กู้ปินวางแผนไว้อย่างรอบคอบรัดกุม
“รอให้หลิวเย่เจอทางตันก่อนค่อยว่ากัน”
“ได้”
หวังฟานไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ เขาได้แต่ไว้อาลัยให้หลิวเย่อยู่เงียบ ๆ ในใจ
“พวกนายไปก่อนเลย เดี๋ยวฉันค่อยออกไป”
หลี่จื้อทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ราวกับสายลับใต้ดิน ชะโงกหน้ามองซ้ายมองขวาผ่านหน้าต่างออกไป
“จะได้ไม่มีใครสงสัย”
“จำเป็นต้องทำขนาดนั้นเลยเหรอ”
หวังฟานแค่นหัวเราะด้วยความดูแคลน
“ทำอย่างกับพวกเราสามคนมีความลับดำมืดที่บอกใครไม่ได้อย่างนั้นแหละ”
“อ้าว ก็ไม่ใช่เหรอ”
หลี่จื้อย้อนถามด้วยความงุนงง
“ไอ้บ้า”
หวังฟานเห็นเพื่อนไม่เก็ตมุกที่ตัวเองสื่อ ก็ได้แต่กลอกตาบนในใจ
“ฉันไปก่อนนะ”
กู้ปินกลั้นขำจนไหล่สั่น
“พวกนายก็คุยกันต่อเถอะ แต่อย่าอยู่นานนักล่ะ ผู้ชายสองคนอยู่กันสองต่อสองในห้องปิดตายแบบนี้ มันดูผิดปกติ เดี๋ยวคนเขาจะเข้าใจผิดเอาได้”
“พรวด!”
หลี่จื้อพ่นน้ำลายออกมาทันที
กว่าสมองจะประมวลผลได้ว่าความลับที่บอกใครไม่ได้ที่หวังฟานพูดถึงเมื่อกี้หมายถึงเรื่องอะไร ก็เล่นเอาเขาสำลัก
“เฮ้ย พ่นมาทางนี้ทำไมเนี่ย”
หวังฟานยืนอยู่ข้าง ๆ พอดี เลยรับเคราะห์ไปเต็ม ๆ น้ำลายกระจายเต็มหน้าเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ก็นายบอกเองไม่ใช่เหรอว่าเราสองคนมีซัมติงกัน”
หลี่จื้อเองก็ใช่ย่อยเรื่องความปากร้าย เขาจงใจพูดจายั่วโมโหอีกฝ่าย
“ถือซะว่าพ่นสเปรย์น้ำแร่บำรุงผิวหน้าให้ก็แล้วกันนะ”
“เชี่ย เอ๊ย พี่นี่มัน...”
หวังฟานนึกถึงเงินค่าโฆษณาครึ่งหนึ่งที่อีกฝ่ายสัญญาว่าจะช่วยออก จึงจำใจต้องระงับอารมณ์โกรธ กลืนคำด่าหยาบคายลงคอไปอย่างยากลำบาก ไม่อยากแตกหักตอนนี้
“ชอบไหมล่ะ”
หลี่จื้อยังคงยิ้มร้าย
“ถ้าอยากได้อีกพี่จัดให้ได้นะ รับรองว่าบริการถึงใจแน่นอน”
หวังฟานทนไม่ไหวอีกต่อไป ตะโกนใส่หน้าเพื่อนไปคำเดียวสั้น ๆ ว่า
“ไปไกล ๆ เลยไป”
กู้ปินไม่สนใจเสียงโวยวายของเพื่อนทั้งสอง เขาเดินออกจากร้านอาหาร ขี่รถจักรยานตามหลังสองพี่น้องไปห่าง ๆ คอยสังเกตการณ์จนกระทั่งเห็นพวกเธอเดินเข้าประตูบ้านไปอย่างปลอดภัย เขาถึงได้วนรถกลับ
***
เรื่องราวทางฝั่งแม่ของหลินซีอวี่ เฉินซิ่วหลานเป็นไปตามที่กู้ปินคาดการณ์ไว้ทุกอย่าง เธอไม่อาจต้านทานแรงดึงดูดของสินสอดก้อนโตนั้นได้
เมื่อกู้ปินวางเงินสินสอดแปดหมื่นแปดพันแปดร้อยแปดสิบแปดหยวนลงตรงหน้า เพียงแค่ประโยคเดียวก็สามารถสั่นคลอนจิตใจของเธอได้สำเร็จ
การได้ครอบครองบ้านสักหลังที่เป็นชื่อของตัวเอง ไม่เพียงแต่เป็นหลักประกันความมั่นคงในฐานะแม่ แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญสำหรับลูกชายที่จะต้องแต่งงานมีครอบครัวในอนาคต
เพื่อลูกชายสุดที่รักแล้ว เฉินซิ่วหลานยอมลดทิฐิและเปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างน่าตกใจ
หลังจากตกลงกันเสร็จสรรพ ทั้งสองฝ่ายต่างก็ปิดปากเงียบสนิทเกี่ยวกับรายละเอียดการเจรจา
หลินซีอวี่พยายามเลียบเคียงถาม ทั้งออดอ้อนทั้งซักไซ้ แต่ก็ไม่สามารถง้างปากใครได้เลยแม้แต่น้อย
เฉินซิ่วหลานรู้สึกละอายใจต่อลูกสาวจึงไม่กล้าพูดความจริง ส่วนกู้ปินก็ห่วงความรู้สึกของเธอจึงเลือกที่จะปิดบัง
ค่านิยมรักลูกชายมากกว่าลูกสาวและการเลี้ยงลูกเพื่อหวังพึ่งพายามแก่เฒ่า แม้จะฟังดูโหดร้ายและบีบคั้นหัวใจ แต่มันคือความจริงที่เกิดขึ้นในสังคม
ความคิดคร่ำครึที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของคนบางกลุ่ม เป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้ในชั่วข้ามคืน
เมื่อไม่ได้คำตอบ นานวันเข้าหลินซีอวี่ก็เลิกเซ้าซี้และปล่อยวางไปเอง
กู้ปินช่วยจัดการธุระต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่ว เขาติดต่อขอซื้อบ้านชั้นเดียวที่มีลานเล็ก ๆ จากหวังฟาน โดยระบุชื่อในสัญญาซื้อขายเป็นชื่อของเฉินซิ่วหลาน
เมื่อมีบ้านเป็นของตัวเอง เฉินซิ่วหลานก็เหมือนมีเกราะป้องกันที่แข็งแกร่ง เธอยื่นฟ้องหย่ากับสวี่เว่ยกั๋วอย่างเป็นทางการทันที
สองสามีภรรยาต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลดราวาศอก ต่อสู้แย่งชิงการแบ่งสินสมรสและสิทธิ์ในการเลี้ยงดูลูกชายกันถึงชั้นศาล
กู้ปินจ้างทนายความมือดีที่เชี่ยวชาญคดีครอบครัวมาช่วยว่าความให้เฉินซิ่วหลาน
หลังจากยืดเยื้ออยู่นานหลายเดือน ในที่สุดเฉินซิ่วหลานก็เป็นฝ่ายชนะคดี เธอได้รับส่วนแบ่งทรัพย์สินครึ่งหนึ่งจากสวี่เว่ยกั๋วและได้สิทธิ์ในการเลี้ยงดูลูกชายสมใจ
***
พักเรื่องการหย่าร้างเอาไว้ก่อน แผนการงัดข้อระหว่างกลุ่มของกู้ปินกับหม่าเทียนเฉิงกำลังดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ
เมื่อมีเงินค่าโฆษณาเป็นเหยื่อล่อ แผนการของพวกเขาก็ลื่นไหลไม่มีสะดุด
หลินซีอวี่โดยมีกู้ปินคอยตามประกบ ได้เข้าร่วมการถ่ายทำโฆษณาตามที่ตกลงกันไว้
ส่วนหวังฟานก็แสดงสมบทบาท เขาใช้ภาพลักษณ์เพลย์บอยเจ้าสำราญที่สั่งสมมา ทำให้หม่าเทียนเฉิงตายใจ อาศัยจังหวะที่แสร้งทำเป็นจีบนางแบบหน้าใหม่ ล้วงความลับและข้อมูลสกปรกภายในบริษัทโฆษณาแห่งนั้นออกมาได้ไม่น้อย
[จบบท]