บทที่ 201: ทางเดินที่สวนทาง
“ไม่ใช่ฉันไม่อยากรับปากช่วยเธอนะ”
หลินซีอวี่ยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ ด้วยความอ่อนใจ พลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเอาแต่ใจของเพื่อนร่วมห้อง เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับหลี่จิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความลำบากใจ ก่อนจะเอ่ยอธิบายเหตุผลออกไปตามตรง
“แต่เจตนาของหวังฟานต่างหากที่ไม่บริสุทธิ์ ถ้าไม่มีเรื่องการเดิมพันบ้าบอนั่นเข้ามาเกี่ยว ฉันก็คงจะเก็บเรื่องนี้ไปคิดดูหรอก”
“แต่สถานการณ์ตอนนี้... อย่าว่าแต่จะให้ฉันพาเขาไปหาพ่อแม่เธอที่บ้านเพื่อเจรจาธุรกิจเลย แค่จะให้ฉันแบกหน้าไปเจอพวกท่าน ฉันยังไม่กล้าเลยด้วยซ้ำ ฉันเป็นคนพูดตรงไปตรงมานะหลี่จิง ให้ฉันไปโกหกผู้ใหญ่ต่อหน้าต่อตาแบบนั้น ฉันทำไม่ลงจริงๆ”
“ช่างเถอะ! ถือซะว่าฉันไม่เคยพูดเรื่องนี้ก็แล้วกัน”
หลี่จิงเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวคนสนิทมีท่าทีแข็งขืนไม่ยอมโอนอ่อนตามคำขอ ร่างบางก็สะบัดหน้าหนีด้วยความขัดใจ ใบหน้าสวยเชิดขึ้นอย่างแง่งอนก่อนจะกระทืบเท้าปึงปังเดินกระแทกส้นออกจากห้องพักไปโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้คนในห้องได้แต่มองตามแผ่นหลังนั้นไปด้วยความระอา
“เฮ้อ... เวรกรรมแท้ๆ นี่มันคู่เวรคู่กรรมชัดๆ”
หลินซีอวี่ได้แต่ยิ้มขื่นให้กับตัวเอง พลางก่นด่าหวังฟานในใจเป็นรอบที่ล้าน ไอ้หนุ่มเพลย์บอยจอมกะล่อนคนนั้นช่างหาเรื่องเดือดร้อนมาให้เธอไม่หยุดหย่อนจริงๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเข้ามายุ่มย่ามทำเรื่องให้มันยุ่งยาก ป่านนี้เธอคงจะได้ทำความรู้จักกับพ่อแม่ของหลี่จิงไปนานแล้ว และคงได้เจรจาตกลงเรื่องการนำเข้าเสื้อผ้าจากโรงงานของตระกูลหลี่มาขาย ซึ่งนั่นหมายถึงกำไรมหาศาลที่กำลังจะลอยเข้ากระเป๋า
แต่ดูจากท่าทีเกรี้ยวกราดของหลี่จิงเมื่อครู่นี้แล้ว ความหวังที่จะดีลธุรกิจกับบ้านนี้คงพังทลายไม่เป็นท่า จบสิ้นกันแล้วสำหรับโปรเจกต์นี้ ไม่เหลือหนทางให้ไปต่อได้อีกเลย
ทางด้านหวังฟานเอง ในช่วงเทอมที่ผ่านมานี้เขาก็ไม่ได้ทำตัวว่างงานแต่อย่างใด ชายหนุ่มใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสังสรรค์และตีสนิทกับพวกแก๊งลูกท่านหลานเธอในเซี่ยงไฮ้จนเริ่มมีเส้นสายกว้างขวางขึ้นมาบ้างแล้ว
เขาวางแผนมาสักพักแล้วว่าจะขยายสาขาร้านตกแต่งภายในมาที่เซี่ยงไฮ้ เวลาว่างๆ ก็มักจะออกไปเดินเตร็ดเตร่ตามตรอกซอกซอยต่างๆ เพื่อสำรวจตลาดและศึกษารูปแบบการตกแต่งบ้านของคนที่นี่ จนเริ่มจับทางถูกและมองเห็นลู่ทางทำมาหากิน
ยิ่งตอนนี้เซี่ยงไฮ้กำลังเร่งพัฒนาเขตใหม่อย่างผู่ตง โครงการอสังหาริมทรัพย์ผุดขึ้นราวดอกเห็ด ความต้องการในการตกแต่งบ้านจึงพุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว นี่จึงเป็นจังหวะทองที่เหมาะสมที่สุดในการบุกตลาดฝั่งผู่ตง
ช่วงก่อนวันปีใหม่สากล เขาจึงง่วนอยู่กับการเตรียมการเปิดสาขาใหม่ วางแผนว่าจะเร่งทำห้องตัวอย่างให้เสร็จก่อนตรุษจีน เพื่อที่จะได้เปิดกิจการอย่างเป็นทางการได้ทันทีหลังปีใหม่
ส่วนเรื่องของหลี่จิงนั้น พูดตามตรงว่าเขาไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษอะไรด้วยเลยแม้แต่น้อย
คบกันมายังไม่ทันจะจบเทอม เขาก็เริ่มเอือมระอากับนิสัยคุณหนูเอาแต่ใจของเธอเต็มทน หมดอารมณ์ที่จะมานั่งเล่นเกมรักพ่อแง่แม่งอนไร้สาระแบบนี้อีกต่อไป
แต่ปัญหาก็คือหลี่จิงเป็นคนประเภทที่ความมั่นใจสูงเสียดฟ้า ไม่ยอมลดละเลิกราง่ายๆ เธอยังคงกระหน่ำโทรหาเขาไม่หยุด เพจเจอร์ที่เอวเขาก็สั่นเตือนดังระงมทั้งวันจนน่ารำคาญ บางทีเขาก็อยากจะขว้างไอ้เครื่องมือสื่อสารบ้าๆ นี่ทิ้งไปให้รู้แล้วรู้รอด
พอสอบเสร็จปิดเทอมปุ๊บ หวังฟานก็แทบจะติดปีกบินหนี เขาอ้างเหตุผลสวยหรูว่าจะไปคุมงานก่อสร้าง แล้วหิ้วกระเป๋าหนีไปกบดานอยู่ที่ผู่ตงทันทีโดยไม่รอใคร
เมื่อหลี่จิงโทรหาไม่ติด ไปดักรอที่มหาวิทยาลัยก็ไม่เจอตัว สุดท้ายหวยจึงมาออกที่คนกลางอย่างหลินซีอวี่ที่ต้องมารับหน้าแทน
“ซีอวี่ พวกเธอจะกลับบ้านกันวันไหนเหรอ เราจะได้จองตั๋วรถไฟกลับพร้อมกัน”
หลังจากที่หลี่จิงสะบัดก้นออกจากห้องไปได้ไม่นาน เสียงโทรศัพท์จากอู๋เหมิงก็ดังขึ้น
“ฉันคงต้องรออีกสักพักเลยล่ะกว่าจะได้กลับ”
หลินซีอวี่ตอบกลับไปน้ำเสียงเจือความรู้สึกผิดเล็กน้อย
“กู้ปินเขาตามไปช่วยหวังฟานดูเรื่องเปิดร้านใหม่ที่ฝั่งผู่ตงน่ะ เห็นว่ายังยุ่งๆ กันอยู่เลยยังไม่ได้กำหนดวันกลับที่แน่นอน ถ้าเธออยากกลับก่อนก็กลับได้เลยนะไม่ต้องรอฉัน”
“โธ่... ให้ฉันนั่งรถไฟกลับคนเดียวเหรอ มันเหงานะ ไม่มีเพื่อนคุยเลย”
ปลายสายโอดครวญเสียงอ่อย ฟังดูหงอยเหงาจนคนฟังนึกภาพออกว่าอู๋เหมิงคงกำลังทำหน้ามุ่ยอยู่แน่ๆ
“งั้น... เธอจะลองแวะมาเที่ยวเซี่ยงไฮ้ก่อนไหมล่ะ?”
หลินซีอวี่ลองเสนอทางเลือก
“มาหาฉันที่นี่ก่อน รอให้พวกกู้ปินเขาจัดการธุระเสร็จ แล้วพวกเราค่อยตีตั๋วกลับจี่หนานพร้อมกันทีเดียวเลย”
“จริงเหรอ! เอาสิๆ ไปๆ”
น้ำเสียงของอู๋เหมิงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที ความสดใสกลับคืนมาอย่างรวดเร็วราวกับกดสวิตช์
“แล้วเธอเดินทางจากซูโจวมาคนเดียวไหวแน่นะ?”
หลินซีอวี่ถามย้ำด้วยความเป็นห่วง
“จะลองคุยกับหลี่เลี่ยงดูไหม ให้เขาพาเธอนั่งรถมาส่ง แล้วค่อยให้เขากลับไปก็ได้”
“รายนั้นน่ะเหรอ... อย่าไปหวังพึ่งเลย”
อู๋เหมิงบ่นอุบ
“โรงเรียนนายร้อยของเขาปิดเทอมช้าจะตาย แถมยังต้องอยู่ฝึกต่ออีก ช่วงตรุษจีนปีนี้ก็ไม่รู้จะได้หยุดกลับบ้านหรือเปล่า เห็นว่าอาจจะต้องอยู่เข้าเวรเฝ้าโยงยาวเลยด้วยซ้ำ”
“มิน่าล่ะ... คุณย่าหลี่ถึงได้รีบร้อนอยากจะจัดงานหมั้นให้เร็วที่สุด”
หลินซีอวี่หัวเราะเบาๆ เมื่อเข้าใจสถานการณ์
“พอลูกหลานเข้าโรงเรียนเตรียมทหารไปแล้ว ก็เหมือนส่งมอบตัวให้รัฐบาลดูแลนั่นแหละ นานทีปีหนกว่าจะได้กลับบ้านมาเจอหน้าครอบครัว เรื่องจะไปหาแฟนสาวนี่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย”
“เฮ้อ...”
อู๋เหมิงถอนหายใจยาวแสร้งทำเป็นน้อยเนื้อต่ำใจ
“ฉันนี่เหมือนหลวมตัวขึ้นเรือโจรสลัดชัดๆ เขาว่ากันว่าแต่งงานกับทหารหย่าไม่ได้ด้วยนะ สงสัยชาตินี้ฉันคงต้องผูกติดอยู่กับตาบ้านั่นไปตลอดชีวิตแล้วมั้งเนี่ย”
“ก็เธอเป็นคนเลือกเองไม่ใช่เหรอ”
หลินซีอวี่แซวเพื่อนรักอย่างขำขัน
“ตอนที่รุกจีบเขาแถมยังไปขโมยจุ๊บเขาอีก ตอนนั้นน่ะห้าวหาญจะตายไป มาตอนนี้จะมาบ่นเสียใจทีหลังไม่ได้แล้วนะจ๊ะ”
“ใครว่าฉันเสียใจ... ฉันไม่ได้เสียใจสักหน่อย”
อู๋เหมิงหัวเราะแก้เก้อ
“ก็แค่... บางทีมันก็แอบเหงาบ้าง เวลาเห็นคนอื่นเขามีแฟนคอยเดินตามต้อยๆ คอยดูแลเทคแคร์ จะกินข้าวจะไปไหนก็มีคนคอยรับส่ง”
“แต่เราต้องไปไหนมาไหนคนเดียว ป่วยไข้ก็นอนซมอยู่หอพักไม่มีใครเช็ดตัวให้ มันก็ต้องมีบ้างแหละที่รู้สึกโหวงๆ ในใจ”
“อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นสิ คนเรามีความสุขไม่เหมือนกันหรอกนะ”
หลินซีอวี่เอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
“เธอลองมองในแง่ดีสิ การที่เขาอยู่ในโรงเรียนทหาร วันๆ ก็ขลุกอยู่แต่กับการฝึกหนัก ไม่ได้ออกไปเจอโลกภายนอก ไม่มีโอกาสไปหว่านเสน่ห์ให้สาวที่ไหน นั่นหมายความว่าเขาจะไม่มีวันนอกใจเธอแน่นอน การมีแฟนที่ซื่อสัตย์และรักเดียวใจเดียวขนาดนี้ ถือเป็นความโชคดีที่หาได้ยากนะ เธอควรจะแอบนอนยิ้มภูมิใจด้วยซ้ำ”
“อืม... ฟังเธอพูดแบบนี้แล้วค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย”
อู๋เหมิงเริ่มคล้อยตาม ใบหน้าเปื้อนยิ้มอีกครั้ง
“นั่นสินะ ฉันควรจะขอบคุณกองทัพด้วยซ้ำที่ช่วยตัดไฟตั้งแต่ต้นลม กันไม่ให้มีมือที่สามเข้ามาแทรกแซง ฉันจะได้เรียนหนังสือที่ต่างถิ่นได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องมานั่งระแวงว่าจะมีชะนีที่ไหนมาเกาะแกะแฟน”
“คิดแบบนั้นแหละถูกต้องที่สุดแล้ว”
หลินซีอวี่ยิ้มกว้างอย่างโล่งใจที่เพื่อนคิดได้
“ตกลงเธอจะมาวันไหนก็โทรมาบอกก่อนนะ เดี๋ยวฉันออกไปรับที่สถานีรถไฟ”
“ไม่ต้องลำบากมารับหรอก”
อู๋เหมิงรีบปฏิเสธด้วยความเกรงใจ
“เดี๋ยวพอลงรถไฟแล้วฉันนั่งรถต่อไปหาเธอที่มหาวิทยาลัยเอง สะดวกกว่า”
“แล้วสัมภาระล่ะ เยอะไหม? แบกไหวเหรอ?”
“ไม่เยอะหรอก กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ฉันฝากไว้ที่หอพักมหาวิทยาลัย ไม่ได้ขนกลับไปด้วย มีแค่เป้ใบเดียว”
“โอเค งั้นก่อนจะถึงก็โทรมาบอกหน่อยนะ ฉันจะไปยืนรอรับที่หน้าประตูมหาวิทยาลัย”
“ได้เลย ดีลตามนี้!”
เมื่อนัดแนะกันเสร็จสรรพ อู๋เหมิงก็วางสายไปด้วยความร่าเริง
การเดินทางจากซูโจวมาเซี่ยงไฮ้นั้นใช้เวลาไม่นาน นั่งรถไฟสายสีเขียวมาแค่ชั่วโมงเดียวก็ถึงแล้ว
บ่ายสามโมงตรงของวันนั้น หลินซีอวี่ได้รับข้อความทางเพจเจอร์จากอู๋เหมิง เธอจึงเดินออกมารอเพื่อนที่หน้าประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยหัวซือต้า
ในขณะที่เธอกำลังชะเง้อคอมองหาเพื่อนอยู่นั้น รถเก๋งสีดำขลับยี่ห้อโตโยต้าคราวน์รุ่นล่าสุด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหรามีระดับ ก็แล่นปราดผ่านหน้าเธอไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่คนขับจะเหยียบเบรกจนล้อบดถนนเสียงดังเอี๊ยด แล้วถอยรถกลับมาจอดเทียบท่าตรงจุดที่เธอยืนอยู่อย่างแม่นยำ
กระจกรถฝั่งคนนั่งด้านหลังค่อยๆ เลื่อนลง เผยให้เห็นใบหน้าของหญิงวัยกลางคนที่แต่งกายดูดีมีสกุล
“สวัสดีค่ะคุณน้า”
หลินซีอวี่จำได้ทันทีว่าเป็นแม่ของหลี่จิง รูม่านตาของเธอหดเกร็งลงเล็กน้อยด้วยความตกใจ รีบยกมือไหว้ทักทายอย่างนอบน้อม
“หนูซีอวี่นี่เอง น้าบอกยัยหนูจิงตั้งหลายรอบแล้วว่าให้ชวนหนูไปเที่ยวที่บ้านเราบ้าง นี่เปิดเทอมมาจนจะปิดเทอมแล้ว น้ายังไม่เห็นหนูโผล่หน้าไปสักครั้งเลย”
แม่ของหลี่จิงมีสีหน้ายินดีอย่างเห็นได้ชัดที่ได้เจอกับเพื่อนสนิทของลูกสาวโดยบังเอิญแบบนี้
“อ๋อ... คือหลี่จิงเขาก็ชวนหนูอยู่หลายครั้งค่ะ แต่ว่า... ช่วงนี้การเรียนมันหนักมากจริงๆ งานกลุ่มก็เยอะ หนูเลยปลีกตัวไปไม่ได้เลยค่ะ”
หลินซีอวี่ตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้มแห้งๆ หัวใจเต้นรัวด้วยความกังวล ลางสังหรณ์บางอย่างบอกเธอว่าการเจอผู้ปกครองของหลี่จิงในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ ดีไม่ดีความลับอาจจะแตกเอาง่ายๆ
“หนูนี่เป็นเด็กดีจริงๆ ขยันขันแข็ง ไม่เหมือนลูกสาวของน้าเลย รายนั้นนับวันยิ่งทำตัวเหลวไหล...”
นั่นไง... สิ่งที่เธอกลัวกำลังจะเกิดขึ้นจริงๆ ด้วย
“หลี่จิงเขาก็เก่งนะคะคุณน้า...”
หลินซีอวี่แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ รีบแก้ต่างให้เพื่อนทันควัน
“ภาษาอังกฤษของเขาดีมากเลยค่ะ ทั้งสำเนียงทั้งการฟัง เป๊ะมาก สมกับที่ได้รับการปูพื้นฐานมาดีตั้งแต่เด็ก พวกหนูที่เป็นเด็กต่างจังหวัดเทียบไม่ติดเลยค่ะ”
“เฮ้อ... ก็คงมีดีแค่วิชาภาษาอังกฤษนี่แหละมั้ง”
พอได้ยินคนชมลูกสาว สีหน้ากลัดกลุ้มของคนเป็นแม่ก็ดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย มีรอยยิ้มภาคภูมิใจปรากฏขึ้นที่มุมปาก
“ไม่ใช่แค่อังกฤษนะคะ ภาษาเยอรมันเขาก็เรียนได้ดีเหมือนกัน”
หลินซีอวี่เห็นว่ามาถูกทางก็รีบใส่ไฟเยินยอต่อไม่ยั้ง
“เขาเคยบอกหนูว่า อนาคตอยากจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่เยอรมนี อยากจะหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อกลับมาช่วยคุณพ่อคุณแม่ดีลธุรกิจกับชาวต่างชาติ เขาดูมุ่งมั่นมากเลยนะคะ”
“พ่อเขาก็วางแผนไว้แบบนั้นเหมือนกันแหละจ้ะ...”
แม่ของหลี่จิงยิ้มรับ แต่แววตากลับฉายแววกังวลลึกๆ
“แต่เสียดายที่ช่วงหลังมานี้ เด็กคนนั้นดูไม่ค่อยจะรักดีเอาซะเลย ไม่รู้ว่าไปเจอเรื่องอะไรมา การเรียนก็ทิ้งๆ ขว้างๆ พอมหาวิทยาลัยหยุดก็ไม่ยอมกลับบ้าน เอาแต่เที่ยวเตร่ไปข้างนอก ไม่รู้ไปติดพันอะไรนักหนา”
“เอ่อ...”
หลินซีอวี่ชะงักกึก ดวงตาลุกลี้ลุกลนเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งทำเป็นมองไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาอันคมกริบของผู้ผ่านโลกมามาก
“หนูซีอวี่...”
แม่ของหลี่จิงสังเกตเห็นปฏิกิริยาที่มีพิรุธนั้นได้ทันที สัญชาตญาณความเป็นแม่บอกว่าเด็กตรงหน้าต้องรู้อะไรบางอย่าง
“หนูรู้อะไรมาหรือเปล่าลูก? บอกน้ามาตามตรงเถอะ ยัยหนูจิงไปก่อเรื่องอะไรไว้ใช่ไหม?”
น้ำเสียงของหญิงวัยกลางคนเริ่มสั่นเครือ
“น้ามีลูกสาวอยู่แค่คนเดียว น้ากลัวว่าแกจะเดินทางผิด หรือไปเจอคนไม่ดีเข้า...”
หลินซีอวี่กระแอมไอแก้เก้อ “แค่กๆ” ในหัวสมองแล่นเร็วรี่เพื่อหาทางหนีทีไล่ สถานการณ์ตอนนี้กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ จะให้เธอขายเพื่อนก็ทำไม่ได้ แต่จะให้โกหกผู้ใหญ่ต่อหน้าต่อตาก็ลำบากใจเหลือเกิน
[จบบท]