บทที่ 208: ตั๋วเครื่องบิน
“เธอนั่นแหละที่กำลังฝันกลางวันอยู่”
หวังฟานเอนหลังพิงหัวเตียงผู้ป่วยสีขาวสะอาด พลางปรายตามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตายียวนกวนประสาท เขาขยับตัวเล็กน้อยเพื่อหามุมที่สบายขึ้น ก่อนจะเอ่ยปากแซวด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
อู๋เหมิงได้ยินดังนั้นก็เชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ เธอกอดอกฉับพลางโต้กลับไปอย่างฉะฉาน
“ทำไมฉันจะพูดไม่ได้ล่ะ ก็เห็นอยู่ชัดๆ”
“แล้วไหนลองบอกมาซิว่าฉันฝันเรื่องอะไร?”
“ก็ฝันลามกเพ้อเจ้อน่ะสิ ถ้าไม่ใช่เรื่องพรรค์นั้นนายจะนอนยิ้มกริ่มน้ำลายยืดขนาดนั้นได้ยังไง”
“อู๋เหมิง... เรามาตกลงกันหน่อยดีมั้ย?”
หวังฟานถูกคำพูดตรงไปตรงมาของเธอตอกกลับจนแทบกระอักเลือดลมตีขึ้นหน้า เขาพยายามสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์ที่พุ่งพล่าน
“ตกลงเรื่องอะไร?”
อู๋เหมิงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยท่าทางท้าทาย เธอรู้ดีว่าตอนนี้เขาทำอะไรเธอไม่ได้ จึงทำตัวกร่างได้อย่างเต็มที่
“ความจริงแล้ว...”
หวังฟานเว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อดึงดูดความสนใจ ก่อนจะโยนเหยื่อล่อชิ้นโตออกมา
“เห็นเธอมาเฝ้าไข้ดูแลฉันที่โรงพยาบาลอย่างดี คงเหนื่อยแย่ ฉันเลยกะว่าจะให้รางวัลเธอสักหน่อย”
“รางวัลเหรอ? รางวัลอะไรล่ะ!”
ดวงตาของอู๋เหมิงเป็นประกายวิบวับขึ้นมาทันที ความสนใจของเธอถูกกระตุ้นจนหูผึ่งเหมือนลูกสุนัขที่ได้ยินเสียงเทอาหาร
“แต่ว่า...”
น้ำเสียงของหวังฟานเปลี่ยนไปในทันที เขาหรี่ตามองเธอด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
“ช่วงนี้เธอชอบพูดจากวนประสาทฉันเรื่อยเลย ทำเอาฉันหงุดหงิดไม่น้อย เพราะงั้นของขวัญที่เตรียมไว้ อาจจะต้องโดนหักออกครึ่งนึง...”
“เฮ้ย! เดี๋ยวๆๆ จะมาหักครึ่งได้ยังไงเล่า!”
อู๋เหมิงร้องเสียงหลงด้วยความร้อนรน รีบโบกไม้โบกมือห้ามทัพทันควัน
“ไม่ถามแล้วก็ได้! ฉันไม่แซวนายแล้ว นายอยากจะฝันเรื่องอะไรก็เชิญตามสบายเลย ฉันจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น หูหนวกตาบอดไปเลย โอเคมั้ย!”
“ฉันไม่ได้ฝัน”
หวังฟานยังคงจ้องหน้าเธอด้วยสายตาเย็นชา ราวกับจะย้ำให้แน่ใจ
“โอเคๆ ได้ๆๆ”
เพื่อของรางวัลที่รออยู่ตรงหน้า อู๋เหมิงยอมกลืนศักดิ์ศรีลงคอไปจนหมดสิ้น เธอพยักหน้ารัวๆ เหมือนไก่จิกข้าวสาร
“นายไม่ได้ฝันอะไรทั้งนั้น เป็นฉันเองที่ตาถั่ว มองผิดไปเอง พอใจsหรือยังพ่อคุณ?”
“แล้วต่อจากนี้ก็ห้ามขำฉันด้วย”
หวังฟานยังไม่ยอมจบง่ายๆ เขาตั้งเงื่อนไขเพิ่ม
“ไม่ทำแล้ว สาบานเลยว่าจะไม่ทำอีก”
อู๋เหมิงพยายามกลั้นขำจนมุมปากกระตุก ใบหน้าแดงก่ำจากการต้องฝืนบังคับกล้ามเนื้อบนใบหน้าไม่ให้หลุดยิ้มออกมา
“นั่นแน่ะ... ยังจะขำอยู่อีก?”
สายตาอันเฉียบคมของหวังฟานจับสังเกตเห็นประกายขบขันที่พาดผ่านดวงตาของเธอไปแวบหนึ่งได้ทันที
“เปล่านะ!”
อู๋เหมิงรีบปฏิเสธเสียงสูงลิ่ว
“ไม่มีทาง ใครหัวเราะขอให้เป็นลูกหมาเลยเอ้า!”
“ฉันว่าเธอก็ดูเหมือนลูกหมาอยู่แล้วนะ”
เมื่อเห็นท่าทางร้อนรนของเธอ หวังฟานก็หลุดขำออกมาจนได้ เขาอดไม่ได้ที่จะพูดหยอกล้อเธอกลับไป
“ฉันไม่ใช่...”
อู๋เหมิงที่เคยชินกับการต่อปากต่อคำกับเขา เกือบจะหลุดปากสวนกลับไปว่า ‘นายต่างหากที่เป็น’ แต่โชคดีที่สมองสั่งการระงับปากไว้ได้ทันท่วงที เพราะกลัวว่าของรางวัลจะหลุดลอยไป
“เมื่อกี้เหมือนเธอจะด่าฉันนะ?”
หวังฟานปรายตามองอย่างจับผิด
“เปล่าซะหน่อย”
สมองของอู๋เหมิงทำงานเร็วรี่ เธอรีบแก้ตัวน้ำขุ่นๆ
“ฉันไม่ได้พูดอะไรเลย นายอย่ามาหาเรื่องใส่ร้ายฉันเพื่อที่จะเบี้ยวของรางวัลนะ!”
“ฉันเนี่ยนะใส่ร้ายเธอ?”
หวังฟานหัวเราะออกมาด้วยความเหลืออด เขาเงื้อมือขึ้นทำท่าจะเขกหัวแม่ตัวดีสักที แต่ทว่าในจังหวะนั้นเอง...
เงาร่างของใครบางคนวูบผ่านกระจกฝ้าตรงประตูหน้าห้องผู้ป่วยไป
รูม่านตาของหวังฟานหดเกร็งลงทันที รอยยิ้มบนใบหน้าจางหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความเคร่งขรึมและระแวดระวังภัย
“เป็นอะไรไป?”
อู๋เหมิงสัมผัสได้ถึงความผิดปกติจากบรรยากาศที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน เธอลืมเรื่องเถียงกันไปสนิทใจ แล้วหันขวับไปมองที่ประตูห้องตามสายตาของเขา
“เธอรีบไปโทรหากู้ปินเดี๋ยวนี้”
ดวงตาของหวังฟานฉายแวววูบไหว เขาจงใจหาข้ออ้างเพื่อกันเธอออกไปจากสถานการณ์ตรงหน้า
“บอกเขาว่าฉันอาการดีขึ้นมากแล้ว อย่างช้าที่สุดสุดสัปดาห์นี้ก็น่าจะออกจากโรงพยาบาลได้ ให้มันรีบจองตั๋วเครื่องบินกลับจี่หนานล่วงหน้าไว้เลย”
“ตั๋วเครื่องบิน?!”
ดวงตาของอู๋เหมิงเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง
“นายจะนั่งเครื่องบินกลับเหรอ? มันจะเวอร์ไปมั้ยเนี่ย!”
“ถ้าไม่ให้นั่งเครื่องบิน จะให้ฉันนั่งรถไฟปู๊นๆ กลับหรือไง ตั้งสิบกว่าชั่วโมงเลยนะ”
หวังฟานถอนหายใจออกมาอย่างเอือมระอา
“เธอคิดว่าคนป่วยที่เพิ่งจะออกจากโรงพยาบาลอย่างฉัน จะทนแรงกระเทือนตลอดการเดินทางไหวเหรอ?”
“เออๆ นายอยากนั่งก็นั่งไปเถอะ”
อู๋เหมิงบ่นอุบอิบเสียงเบา
“ยังไงซะก็ไม่ใช่เงินฉันอยู่แล้วนี่”
“บอกเขาว่าให้จองสี่ใบ”
“สี่ใบ?”
“ใช่ พวกเราสี่คนจะบินกลับไปพร้อมกัน”
“พวกเรา... ก็จะได้นั่งเครื่องบินด้วยเหรอ?”
“นี่แหละของรางวัลที่ฉันบอก”
หวังฟานยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย
“เธอจะเอามั้ยล่ะ ถ้าไม่เอาก็ดี ฉันจะได้ประหยัดเงิน”
“เอา! ต้องเอาสิ!”
อู๋เหมิงกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจ จึงรีบหมุนตัววิ่งแน่บไปทางประตูทันที
“ฉันจะรีบไปโทรบอกกู้ปินเดี๋ยวนี้แหละ ให้เขาจองตั๋วเครื่องบินด่วนเลย!”
หวังฟานตะโกนไล่หลังไป
“อย่าลืมบอกเลขบัตรประชาชนให้มันด้วยล่ะ”
“รู้แล้วน่า!”
อู๋เหมิงวิ่งเร็วจี๋ราวกับติดเทอร์โบ เพียงพริบตาเดียวร่างของเธอก็หายวับออกไปจากห้องผู้ป่วย
ทันทีที่แผ่นหลังของเธอพ้นประตูไป สีหน้าของหวังฟานก็เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ รอยยิ้มขี้เล่นเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแววตาที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นและอำมหิต
ทางด้านหลินซีอวี่ เธอรู้สึกปวดใจทุกครั้งที่เห็นกู้ปินต้องวิ่งวุ่นทำงานหนัก ทั้งต้องมาเฝ้าไข้ที่โรงพยาบาลในตอนกลางคืน และยังต้องปลีกตัวไปดูแลธุรกิจในช่วงกลางวัน เธอจึงตัดสินใจไปขอยืมหม้อหุงข้าวไฟฟ้ามาจากป้าดูแลหอพัก แล้วแอบซ่อนตัวอยู่ในห้องพักของโฮสเทลราคาประหยัด เพื่อตุ๋นน้ำซุปบำรุงร่างกายให้เขา
เธอเคยได้ยินคุณยายเล่าให้ฟังว่า ซุปซี่โครงหมูตุ๋นมันเทศจีนเป็นเมนูยอดเยี่ยมสำหรับการฟื้นฟูร่างกาย มีสรรพคุณช่วยบำรุงม้ามและกระเพาะอาหาร ทั้งยังช่วยปรับสมดุลหยินและสร้างความชุ่มชื้นให้กับร่างกาย
เนื่องจากโฮสเทลอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลมากนัก บริเวณใกล้เคียงจึงมีตลาดสดตั้งอยู่ เธออาศัยช่วงเวลาพักเที่ยงแอบไปเดินตลาด เลือกซื้อซี่โครงหมูสดใหม่และมันเทศจีนกลับมา
ซี่โครงหมูที่เธอเลือกมาเป็นส่วนซี่โครงอ่อน เธอจัดการสับเป็นชิ้นขนาดพอดีคำประมาณหัวแม่มือ นำไปแช่ในน้ำเย็นทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที เพื่อให้เลือดที่คั่งอยู่ซึมออกมาจนหมด
จากนั้นเธอก็นำไปลวกในน้ำเดือดจัดเพื่อขจัดคราบไขมันและสิ่งสกปรกที่ลอยฟูฟ่องขึ้นมา เมื่อล้างจนสะอาดดีแล้วก็นำใส่ลงในหม้อ เติมขิงฝานแผ่นบางๆ เหล้าจีนปรุงรสเล็กน้อย และน้ำสะอาดลงไป ก่อนจะเสียบปลั๊กเริ่มตุ๋นด้วยไฟอ่อน
ส่วนมันเทศจีนหลังจากปอกเปลือกแล้ว เธอก็นำไปแช่ในน้ำผสมน้ำส้มสายชูเพื่อไม่ให้ดำ ก่อนจะหั่นเป็นชิ้นแบบกลิ้งมีด เพื่อให้ได้รูปทรงที่สวยงามและสุกทั่วถึง
เมื่อซี่โครงหมูเริ่มเปื่อยนุ่มได้ที่ เธอก็ใส่มันเทศจีน ข้าวโพดหวาน และแครอทลงไปต้มรวมกัน ปล่อยให้เคี่ยวต่อด้วยไฟอ่อนๆ จนกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง ก่อนจะตักขึ้นห้านาที เธอจึงโรยเกลือปรุงรสเป็นขั้นตอนสุดท้าย
“หอมจังเลย...”
“กลิ่นอะไรเนี่ย ทำไมมันหอมยั่วน้ำลายขนาดนี้?”
อู๋เหมิงที่เพิ่งวิ่งกระหืดกระหอบกลับมาจากโรงพยาบาล จมูกไวยิ่งกว่าสุนัขดมกลิ่น เธอเดินตามกลิ่นหอมๆ นั้นเข้ามาในห้องพัก ทันทีที่เปิดประตู กลิ่นหอมเข้มข้นของน้ำซุปกระดูกหมูก็พุ่งเข้าปะทะจมูก จนเธอต้องหลับตาพริ้มสูดดมด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม
“ชู่ว! เบาๆ หน่อยสิ”
หลินซีอวี่ตกใจรีบวางมือไม้ แล้วพุ่งเข้าไปดึงตัวเพื่อนสาวเข้ามาในห้อง ก่อนจะรีบงับประตูปิดลงอย่างรวดเร็ว
“โฮสเทลเขาห้ามไม่ให้ทำอาหารในห้องนะ เดี๋ยวคนอื่นก็ได้ยินหรอก”
“ฉันว่าป่านนี้คนเขารู้กันทั้งชั้นแล้วมั้ง”
อู๋เหมิงฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี พลางหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
“เธอตุ๋นอะไรอยู่น่ะ กลิ่นมันหอมทะลุเพดาน ลอยฟุ้งออกไปถึงโถงทางเดินข้างนอกนู่นแน่ะ”
หลินซีอวี่ยิ้มเขินๆ พลางตอบเสียงเบา
“ซุปซี่โครงหมูตุ๋นมันเทศจีนน่ะ”
“โห... สุดยอด”
อู๋เหมิงทำหน้าตาอิจฉาตาร้อนขึ้นมาทันควัน
“ไอ้เจ้าหวังฟานนี่มันมีลาภปากจริงๆ เลยนะ ที่ได้กินซุปฝีมือเธอเนี่ย”
“ไม่ใช่ของเขาสักหน่อย...”
หลินซีอวี่ค้อนวงใหญ่ใส่เพื่อนสาว ใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย
“ฉันตุ๋นให้กู้ปินต่างหาก ช่วงนี้เขาวิ่งรอกไปมาจนผอมไปหมดแล้ว ขอบตาก็คล้ำ ฉันเลยอยากบำรุงเขาหน่อย ขืนเขาป่วยไปอีกคน พวกเราได้วิ่งวุ่นเฝ้าไข้กันประสาทกินแน่”
“ฮ่าๆๆๆ”
อู๋เหมิงได้ยินดังนั้นก็ตบเข่าฉาด หัวเราะชอบใจจนตัวงอ
“สมน้ำหน้า! คราวนี้แหละหวังฟานมันต้องร้องไห้หนักมากแน่ อุตส่าห์ป๋าจัดหนักเลี้ยงตั๋วเครื่องบินพวกเรา แต่ดันไม่ได้กินของดี แม้แต่น้ำซุปสักหยดก็คงไม่ได้แตะ”
“เครื่องบิน?”
หลินซีอวี่ชะงักมือที่กำลังคนหม้อซุป หูผึ่งขึ้นมาทันทีราวกับคิดว่าตัวเองหูฝาด
“หมายความว่ายังไง? ใครจะเลี้ยงตั๋วเครื่องบินพวกเรา?”
“ก็หวังฟานน่ะสิ เขาบอกว่าขากลับจี่หนานรอบนี้จะนั่งเครื่องบินกลับ”
อู๋เหมิงยิ้มแก้มปริ เล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“เขาบอกว่าถือเป็นการขอบคุณที่พวกเราคอยดูแลเขาตอนอยู่โรงพยาบาล เขาจะออกค่าตั๋วให้พวกเราสามคนบินกลับพร้อมเขาด้วย”
“จริงเหรอ?”
ดวงตาของหลินซีอวี่เบิกกว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“นั่งเครื่องบินกันสี่คนเลยนะ! มันต้องใช้เงินตั้งเท่าไหร่เนี่ย?”
“เมื่อกี้ฉันโทรไปถามกู้ปินมาแล้ว เขาบอกว่าราคาตั๋วใบนึงน่าจะประมาณเจ็ดแปดร้อยหยวน...”
อู๋เหมิงพูดไปยิ้มไป แต่แววตาก็ยังมีความกังวลเล็กน้อย
“แล้วก็หาซื้อยากมากด้วย ต้องใช้หนังสือแนะนำตัวจากหน่วยงานราชการ ถึงจะมีเงินก็ใช่ว่าจะซื้อได้เสมอไป”
“อย่างนั้นเหรอ...”
ความรู้สึกของหลินซีอวี่เหมือนกำลังนั่งรถไฟเหาะตีลังกาที่พุ่งขึ้นสู่ยอดสูงแล้วทิ้งดิ่งลงมาประหนึ่งหัวใจจะวาย
“แปลว่าเรื่องนี้ยังไม่ชัวร์สินะ อาจจะไม่ได้นั่งก็ได้”
“ถ้ากู้ปินเป็นคนจัดการ แปดสิบเปอร์เซ็นต์ต้องสำเร็จแน่”
อู๋เหมิงแสดงความมั่นใจในตัวกู้ปินอย่างเต็มเปี่ยม
“เธอนี่นะ...”
หลินซีอวี่อดขำไม่ได้กับท่าทางของเพื่อนรัก
“ดูเธอจะบูชาเขาจนหน้ามืดตามัวไปหน่อยหรือเปล่า คิดว่าเขาเป็นเทพเซียนต้าหลัวหรือไงถึงจะเสกได้ทุกอย่าง”
“แฮะๆ”
อู๋เหมิงหัวเราะแก้เก้อ
“ในใจฉัน เขาก็เก่งประมาณนั้นแหละน่า...”
“แล้วนี่เขาออกไปซื้อตั๋วแล้วเหรอ?”
หลินซีอวี่ส่ายหน้ายิ้มๆ เลิกสนใจท่าทางตลกๆ ของเพื่อน
“ยังหรอก...”
อู๋เหมิงพูดพลางเดินตรงดิ่งไปที่กองสัมภาระของตัวเอง
“เขาบอกว่าแค่เลขบัตรประชาชนยังไม่พอ เดี๋ยวเขาจะกลับมาเอาตัวบัตรจริง ให้พวกเรารีบเตรียมไว้ให้พร้อม”
“บัตรประชาชนฉันอยู่ไหนนะ?”
พอได้ยินแบบนั้น หลินซีอวี่ก็เริ่มร้อนรน รีบผละจากหม้อซุปมาช่วยรื้อค้นกระเป๋าเดินทางเพื่อหาบัตรประชาชนของตัวเองบ้าง
[จบบท]