บทที่ 23: แผนเที่ยวไท่ซาน
“เรื่องที่นายคิดจะทำ ตารู้เรื่องบ้างมั้ย”
“ไม่ช้าก็เร็วเดี๋ยวท่านก็รู้อยู่ดีไม่ใช่เหรอ”
“แล้วตกลงการเลือกคณะเรียนต่อมหาวิทยาลัย นายยื่นสมัครที่ไหนไปบ้าง”
“ความลับ”
“นายนี่มัน...”
การเผชิญหน้าระหว่างสองพี่น้องจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของผู้เป็นพี่ชาย ฟู่เจิงมองดูน้องชายที่มีนิสัยดื้อรั้นและไม่ยอมลงให้ใครด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระอา เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างจนปัญญา ความรู้สึกอ่อนอกอ่อนใจผุดขึ้นมาในอกอีกครั้งเมื่อต้องรับมือกับความหัวรั้นของกู้ปิน
หลังจากที่พูดไม่ออกไปชั่วครู่ ฟู่เจิงก็หันไปสนใจกลุ่มเพื่อนของน้องชายแทน เขาตบไหล่หวังฟานเบาๆ สองสามทีเป็นการทักทายและบอกลาในคราวเดียวกัน พร้อมกับเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง
“หวังฟาน ถ้าพวกนายว่างก็แวะไปเที่ยวที่สนามบินทหารชานเมืองฝั่งตะวันตกได้นะ เดี๋ยวพี่เจิงจะพาพวกนายไปลองนั่งเครื่องบินเล่น”
ทิ้งท้ายไว้เพียงแค่นั้น ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดเครื่องแบบก็หมุนตัวเดินจากไปโดยไม่หันหลังกลับมามองอีก ท่าทางของเขาดูองอาจและเด็ดเดี่ยวสมชายชาติทหาร
“รับทราบครับผม!”
หวังฟานผู้มีความสามารถในการปรับตัวเป็นเลิศและรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง รีบขานรับเสียงใส เขาฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ พยายามสร้างบรรยากาศให้ครื้นเครงขึ้นมาทันที
“พี่เจิงรอพวกผมด้วยนะครับ พวกผมจะไปหาแน่นอน กลับมาจากภูเขาไท่ซานเมื่อไหร่จะรีบพุ่งไปเลย...”
ฟู่เจิงที่เดินห่างออกไปแล้วยกมือขึ้นโบกไปมาทั้งที่ยังหันหลังให้ เขาใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีก้าวเท้าด้วยช่วงขายาวๆ เลี้ยวหายลับเข้าไปในตรอกเล็กๆ จนมองไม่เห็นเงาร่างอีกต่อไป
เมื่อแน่ใจว่าฟู่เจิงเดินไปไกลแล้ว หวังฟานก็ถอนสายตากลับมา เขาหันกลับมาหากู้ปินด้วยท่าทางกวนประสาท ขยับตัวเข้าไปใกล้เพื่อนสนิทด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“ฮ่าๆๆ กู้ปินเอ๊ย เพื่อนคนนี้ไม่เคยยอมใครหน้าไหนแต่ต้องขอยอมแพ้นายจริงๆ ว่ะ”
หวังฟานทำหน้าทะเล้นพลางพูดจาหยอกล้อ “คนที่กล้าท้าทายขีดจำกัดความอดทนของพี่เจิงแล้วยังรอดมาได้โดยไม่โดนอัดจนน่วม นอกจากนายแล้ว ก็คงไม่มีคนที่สองในโลกนี้อีกแล้วล่ะมั้ง”
“เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว”
กู้ปินผลักหน้าเพื่อนตัวดีออกไปด้วยความรำคาญ สายตาของเขาฉายแววตำหนิเล็กน้อยที่อีกฝ่ายมัวแต่เล่นลิ้นไม่เลิก
“รีบไปจัดการธุระได้แล้ว ไปโทรหาเพื่อนในห้องให้ครบทุกคนเดี๋ยวนี้เลย”
หวังฟานทำหน้ามุ่ยพลางบ่นอุบออด “จะให้โทรไปพูดว่าอะไรล่ะครับคุณชาย อย่างน้อยๆ นายก็น่าจะระบุวันเวลาที่แน่นอนมาให้หน่อยสิ จะได้นัดแนะทีเดียวให้มันจบๆ ไป ไม่ใช่ให้โทรไปคุยหลายรอบ เดี๋ยวพ่อแม่พวกนักเรียนหญิงจะเข้าใจผิดคิดว่าฉันโทรไปก่อกวนลูกสาวบ้านเขา”
“ใครบอกให้นายไล่โทรหาพวกผู้หญิงทีละคนกันเล่า”
กู้ปินหัวเราะในลำคออย่างนึกขำกับความซื่อบื้อของเพื่อน “นายนี่ไม่รู้จักใช้สมองบ้างเลยนะ หาเพื่อนผู้หญิงสักคนมาจัดการเรื่องนี้แทนสิ”
“เออ จริงด้วยแฮะ”
หวังฟานทำท่าเหมือนเพิ่งบรรลุสัจธรรมหลังจากที่เพื่อนเตือนสติ “งั้นเดี๋ยวฉันรับผิดชอบโทรหาพวกผู้ชายเอง ส่วนพวกผู้หญิงก็ให้จางเสี่ยวเชี่ยนเป็นคนติดต่อก็แล้วกัน ฉันจำได้ว่าก่อนสอบเธอทำสมุดเฟรนด์ชิพที่ระลึกวันจบการศึกษาอยู่ น่าจะมีเบอร์โทรศัพท์ของเพื่อนผู้หญิงเกือบทั้งห้อง”
“อืม ให้เธอจัดการแหละดีแล้ว”
กู้ปินพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดนี้ “ส่วนเรื่องวันเวลาพวกนายก็ไปตกลงกันเอง ขอแค่ไม่ใช่ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ก็พอ เพราะวันหยุดคนแห่ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันเยอะ บนยอดเขาคนแน่นจนแทบจะไม่มีที่ยืน”
“โอเค จัดไป”
เมื่อได้รับคำสั่งที่ชัดเจน หวังฟานก็ยิ้มกริ่ม เขาขยิบตาให้กู้ปินอย่างมีเลศนัย พลางส่งสายตาล้อเลียน
“เดี๋ยวฉันจะรีบโทรหาดาวโรงเรียนจางเสี่ยวเชี่ยนเดี๋ยวนี้เลย แล้วจะบอกกำกับไปด้วยว่าเป็นความต้องการของนาย...”
“นายไสหัวไปได้แล้วไป”
กู้ปินอ่านสายตานั้นออกทันทีว่าเพื่อนตัวแสบกำลังคิดจะสื่ออะไร เขาโบกมือไล่อย่างไม่สบอารมณ์ ทำราวกับกำลังไล่แมลงวันน่ารำคาญตัวหนึ่ง
“ฮ่าๆๆ ไปเดี๋ยวนี้แหละครับ”
หวังฟานหัวเราะอย่างคนเจ้าแผนการ ก่อนจะเดินจากไปเขายังไม่วายหันมาทิ้งระเบิดลูกสุดท้ายเพื่อยั่วยุ
“ถ้านักเรียนหญิงในห้องรู้ว่านายไปด้วย รับรองว่าทุกคนต้องแห่กันไปแน่นอน แต่ถ้าจางเสี่ยวเชี่ยนเกิดเล่นแง่ไม่อยากแจ้งข่าวใครขึ้นมา ฉันก็ช่วยไม่ได้นะเพื่อน”
ถ้าไม่แจ้งก็ไม่ต้องไปสิ!
หลินซีอวี่ที่ยืนฟังบทสนทนาอยู่เงียบๆ รู้สึกใจหวิวๆ ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้ยินประโยคนั้น เธอแอบเหลือบตามองหวังฟานอย่างระแวดระวัง และก็เป็นไปตามคาด สายตาของเธอปะทะเข้ากับสายตาล้อเลียนของหวังฟานที่จ้องมองมาอยู่ก่อนแล้ว
ความรู้สึกหงุดหงิดที่ไม่มีที่มาที่ไปพวยพุ่งขึ้นในใจ หลินซีอวี่กำลังจะอ้าปากโต้ตอบกลับไป แต่เสียงทุ้มต่ำที่แฝงแววหยอกเย้าก็ดังขึ้นเหนือศีรษะขัดจังหวะเสียก่อน
“คนอื่นจะไปหรือไม่ไปก็ไม่เห็นจะเป็นไร ขอแค่ถังน้ำส้มสายชูใบเล็กแถวนี้ยอมไปด้วยก็พอแล้ว”
“นายว่าใครเป็นถังน้ำส้มสายชู?”
เธอเงยหน้าขึ้นทันควันด้วยความตกใจ สบตากับดวงตาคู่คมที่กำลังทอประกายขบขันของกู้ปินเข้าอย่างจัง
“แถวนี้จะมีใครอีกถ้าไม่ใช่เธอ”
กู้ปินยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก เขาโน้มตัวลงมาหาเธอ ร่างสูงขยับเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงระยะห่างที่ลดลงอย่างรวดเร็ว
“ฉ...ฉันไม่ได้... ไม่ได้หึงสักหน่อย”
กลิ่นอายเฉพาะตัวของเด็กหนุ่มลอยมาแตะจมูกในระยะประชิด ใบหน้าของหลินซีอวี่ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที แก้มใสขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ จนเธอถึงกับพูดติดๆ ขัดๆ ลิ้นพันกันไปหมด
“ไม่ได้หึงจริงๆ เหรอ”
กู้ปินมองดูท่าทางของเธอด้วยความเอ็นดู ใบหน้าของเธอตอนนี้แดงก่ำราวกับกุ้งต้มที่สุกได้ที่ สีแดงลามจากพวงแก้มลงไปถึงลำคอระหง และดูท่าทางว่าจะลามลงไปเรื่อยๆ
“ไม่มีทาง ก็บอกว่าไม่ได้หึงไง...”
หลินซีอวี่ก้าวถอยหลังหนีเพื่อรักษาระยะห่าง เธอต้องการจะหนีจากรัศมีความอันตรายนี้ แต่โชคชะตากลับเล่นตลก ส้นเท้าของเธอดันไปสะดุดเข้ากับก้อนอิฐที่ปูพื้นนูนขึ้นมา
“ว้าย!”
เสียงร้องอุทานด้วยความตกใจดังลอดริมฝีปาก ร่างบางเสียหลักหงายหลังไปทันที
กู้ปินปฏิกิริยาไวว่องดั่งสายฟ้าฟาด เขายื่นมือออกไปคว้าท่อนแขนเรียวของเธอไว้แล้วออกแรงดึงร่างของเธอกลับเข้ามาหาตัว
เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วมากจนหลินซีอวี่ตั้งตัวไม่ทัน หน้าผากมนกระแทกเข้ากับแผ่นอกกว้างที่แสนอบอุ่นอย่างจัง แรงกระแทกทำให้เธอรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ เสียงครางต่ำๆ ในลำคอของชายหนุ่มดังขึ้นเหนือศีรษะ เรียกสติของเธอกลับคืนมา
“อึก...”
กู้ปินยกมือขึ้นลูบหน้าอกตัวเองเบาๆ พร้อมกับสูดปากซู้ดด้วยความเจ็บ
“จะ...เจ็บมั้ย”
หลินซีอวี่หน้าซีดเผือด ลืมความตกใจของตัวเองไปจนหมดสิ้น รีบเงยหน้ามองเขาด้วยความเป็นห่วง สายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“เธอคิดว่าเจ็บมั้ยล่ะ”
กู้ปินแกล้งทำหน้าเหยเก ยกมือขึ้นนวดหน้าอกตัวเองไปมาเพื่อเรียกร้องความสนใจ
“ไม่เจ็บหรอก ไม่เจ็บสักนิดเดียว กรรมการฝ่ายการเรียนอย่าไปหลงเชื่อหมอนั่นเชียวนะ มันหนังหนาจะตายไป ชนแค่นี้ไม่สะเทือนหรอก...”
เสียงโวยวายดังแทรกบรรยากาศสีชมพูขึ้นมาทันควัน หวังฟานที่ยังไม่ไปไหนแกล้งตะโกนขัดจังหวะอย่างจงใจจะพังซีนโรแมนติกของเพื่อนรัก
“นายยังไม่ไสหัวไปอีกเหรอ”
ใบหน้าหล่อเหลาของกู้ปินมืดครึ้มลงทันตา เขาตวัดสายตาดุๆ ไปมองเพื่อน ก่อนจะยกเท้าขึ้นเตะก้นอีกฝ่ายไปหนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้
“ไปแล้วๆ ข้าน้อยจะรีบไสหัวไปเดี๋ยวนี้แหละครับ จะไม่อยู่เป็นก้างขวางคอพวกนายแล้วจ้า”
คราวนี้หวังฟานไม่กล้าอยู่ยั่วยุต่อ เขายักคิ้วหลิ่วตาให้หลินซีอวี่อย่างทะเล้น ก่อนจะรีบวิ่งแน่บหายไปอย่างรวดเร็ว
“สระน้ำหวังฝู่คงไม่มีอะไรให้ถ่ายแล้วมั้ง ฉันจะไปจ่ายตลาด พี่หลี่เยี่ยนบอกว่ายังต้องถ่ายฉากทำอาหารเย็นอีก”
หลินซีอวี่รู้สึกอายจนใบหน้าร้อนผ่าวไปถึงใบหู เธอรีบหาข้ออ้างให้ตัวเอง ก่อนจะอาศัยจังหวะนี้สับตีนแตกวิ่งหนีหายไปในตรอกอย่างรวดเร็ว
“หึ หนีเร็วจริงนะ”
กู้ปินมองตามแผ่นหลังบอบบางที่วิ่งหายลับไปในตรอกสายเก่า แววตาของเขาไหวระริก รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากโดยที่เจ้าตัวก็ไม่ทันรู้ตัวว่าสายตานั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนเพียงใด
***
“โอ๊ยๆ วัยรุ่นนี่มันดีจริงๆ เลยน้า”
“ฉันล่ะอยากย้อนเวลากลับไปตอนอายุสิบแปดอีกรอบจัง”
“หนุ่ม ม.ปลาย ใสซื่อแบบนี้สเปกฉันเลย รีบๆ มาให้พี่สาวกินซะดีๆ”
“ชามข้าวของพี่สาวเตรียมไว้พร้อมแล้วนะจ๊ะ”
“ฮ่าๆๆๆ”
ทีมงานกองถ่ายรายการต่างพากันส่งเสียงแซวอย่างสนุกสนาน พวกเขาได้รับชมฉากละครรักวัยใสแบบสดๆ โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อตั๋ว ต่างคนต่างยิ้มแก้มปริและอดไม่ได้ที่จะพูดเย้าแหย่ตามประสาผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก
“พี่ตากล้อง เมื่อกี้ไม่ได้ปิดกล้องใช่มั้ย”
หลี่เยี่ยนอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกต กระซิบถามพี่ตากล้องเสียงเบา
“ไม่ได้ปิด”
พี่ตากล้องฉีกยิ้มกว้าง ส่งสายตารู้กันกลับมาให้เธอ
“ผู้กำกับตู้คะ”
หลี่เยี่ยนยกนิ้วโป้งให้ผู้กำกับอย่างชื่นชม เธอรีบส่งสายตาเป็นสัญญาณให้ผู้กำกับตู้เวีย รีบดำเนินการต่อเพราะกลัวว่าถ้ากู้ปินรู้ตัวแล้วอาจจะบังคับให้ลบฟุตเทจทิ้ง
“ซีอวี่ไปตลาดแล้ว พวกเราก็ตามไปกันเถอะค่ะ มื้อเย็นจะกินฟรีๆ ไม่ได้ พวกเราต้องช่วยออกเงินออกแรง ซื้อหมูซื้อผักไปสมทบด้วยถึงจะถูก”
“ไปสิ”
เรื่องแค่นี้มีหรือที่คนระดับตู้เวยจะคิดไม่ทัน ความคิดของทั้งสองคนตรงกันเป๊ะ เขาตอบรับอย่างกระตือรือร้นทันที
ทีมงานรายการทุกคนทำงานกันอย่างเป็นมืออาชีพ เพียงครู่เดียวก็เก็บอุปกรณ์เรียบร้อยและรีบเดินตามหลินซีอวี่เข้าไปในตรอกเล็กๆ
“กู้ปิน นี่มันเรื่องอะไรกัน นายไปสนิทกับกรรมการฝ่ายการเรียนตั้งแต่เมื่อไหร่”
“นายปิดบังพวกเราแบบนี้ ไม่น่ารักเลยนะเพื่อน”
ฉวี่เผิงและหลี่เลี่ยงที่แม้จะความรู้สึกช้าไปบ้าง แต่มาถึงขนาดนี้แล้วก็พอจะดูออกว่ามีอะไรในกอไผ่ ทั้งสองคนรู้สึกเปรี้ยวปากด้วยความอิจฉาและรู้สึกใจหายวาบเหมือนกำลังจะเสียพนัน
รู้งี้ไม่น่าท้าพนันเลยแฮะ!
ต้องเป็นเพราะไอ้เจ้าหวังฟานนั่นยุยงแน่ๆ ถ้ามีโอกาสต้องจับมันมาซ้อมให้หายแค้นสักยก
“ฉันกับเธอก็คุยกันถูกคอมาตั้งแต่ที่โรงเรียนแล้ว...”
กู้ปินนึกถึงเรื่องที่พนันกันไว้ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า เขาพูดตอกย้ำความเจ็บปวดให้เพื่อนรักทั้งสองอีกดอก
“ความสัมพันธ์ของเราดีมาตลอด พวกนายดูไม่ออกเองต่างหาก โทษใครไม่ได้นะนอกจากโทษความรู้สึกช้าและอีคิวต่ำเตี้ยเรี่ยดินของตัวเอง”
หลี่เลี่ยง “.......”
เหมือนโดนหมัดฮุกเข้าที่ลิ้นปี่จนจุก
ในบรรดาเพื่อนสนิททั้งสี่คน กู้ปินนี่แหละคือคนที่ร้ายกาจและเจ้าเล่ห์ที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
“อย่ามาโม้หน่อยเลย นายกับหลินซีอวี่สนิทกันเนี่ยนะ หลอกเด็กอนุบาลยังไม่เชื่อเลย”
ฉวี่เผิงยังไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ง่ายๆ เขาโต้เถียงกลับด้วยความไม่พอใจ “เพื่อนในห้องใครๆ ก็รู้ว่าเธอกับจางเสี่ยวเชี่ยนไม่ถูกกัน เวลาจางเสี่ยวเชี่ยนหาเรื่องเธอ ก็ไม่เห็นนายจะเคยออกหน้าพูดช่วยเธอสักคำ”
“โง่จริง”
กู้ปินปรายตามองเพื่อนด้วยสายตาที่เหมือนกำลังมองคนปัญญาอ่อน
“แล้วนายเคยคิดบ้างมั้ยว่าทำไมสองคนนั้นถึงไม่ถูกกัน”
[จบบท]