บทที่ 267 : เจอหน้าหลานชาย
"บ้าบออะไรของแก"
พี่ห้าแค่นหัวเราะด้วยความหงุดหงิด ติดตรงที่เขาเป็นคนนอก ไม่อย่างนั้นคงเผลอซัดหมัดใส่ไปสักตั้งแล้ว
"พี่เจ็ด เล่าเรื่องวีรกรรมรักๆ ใคร่ๆ ของพี่ให้พวกเราฟังหน่อยสิครับ"
น้องเก้าเองก็เป็นพวกชอบกวนประสาทไม่เบา รีบสวนกลับมาอย่างรวดเร็ว "ช่วงปีใหม่แท้ๆ ไปโดนใครแทงมาครับเนี่ย ปิดๆ บังๆ แบบนี้ ไม่กล้าบอกตรงๆ ล่ะสิ"
"อยากรู้ก็ไปถามพี่สะใภ้แกสิ"
กู้ปินปรายตามองหลินซีอวี่ที่กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อเอาใจหลานชายตัวน้อย ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางบทสนทนากะทันหัน "ไปถามเมียหลี่เลี่ยงนู่น ยัยนั่นเป็นพวกปากลำโพงอยู่แล้ว รับรองว่าเต็มใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังแน่"
"ใครอยากรู้ ฉันเล่าเอง"
อู๋เหมิงไม่เคยทำให้ทุกคนผิดหวัง เธอมีท่าทีกระตือรือร้นขึ้นมาทันที รับช่วงต่อบทสนทนาได้อย่างไหลลื่น "ในเมื่อกู้ปินไว้ใจฉันขนาดนี้ ฉันก็จะไม่ทำให้เขาผิดหวัง รับรองว่าจะเล่าตั้งแต่ต้นจนจบให้พวกนายฟังอย่างละเอียดทะลุปรุโปร่งเลย"
"ใครไว้ใจเธอฮะ?" กู้ปินแค่นหัวเราะ
"พี่เหมิงเล่ามาเลยครับ พวกเราอยากฟัง"
น้องเก้าหัวเราะชอบใจ คอยส่งเสียงเชียร์เพื่อรอฟังเรื่องสนุก
"น้องสะใภ้ไม่ต้องยืนหรอก นั่งลงค่อยๆ เล่าสิ" พี่ห้าช่วยเสริมทัพ พร้อมกับลากเก้าอี้มาให้อย่างรวดเร็ว
"จิบน้ำให้ชุ่มคอก่อนนะ" พี่สามกลั้นขำ พลางส่งแก้วน้ำไปให้
อู๋เหมิงชอบอกชอบใจเป็นอย่างมากที่เห็นพี่น้องทั้งสามคนคอยบริการเอาอกเอาใจ เธอไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์อันวุ่นวายระหว่างกู้ปินกับจางเสี่ยวเชี่ยนได้อย่างออกรสออกชาติ เก็บทุกรายละเอียด แถมยังใส่จังหวะอารมณ์ในแบบของตัวเองลงไปเพื่อเพิ่มอรรถรสด้วย
"ให้ตายสิ ซับซ้อนขนาดนี้ มิน่าล่ะเจ้าปินถึงไม่อยากเล่า ใครเจอเรื่องแบบนี้ก็ต้องยอมรับว่าซวยจริงๆ"
"ถ้าไม่เห็นแก่ที่เธอเคยช่วยชีวิตเจ้าปินเอาไว้นะ กล้าขับรถชนน้องสะใภ้แบบนี้ ถึงตายไปแล้วก็ไม่ยอมให้อยู่สงบหรอก"
"แล้วพี่จะทำยังไง ขุดศพขึ้นมาเฆี่ยนหรือไง"
"คนก็ตายไปแล้ว พูดไปก็เปล่าประโยชน์"
"น้องสะใภ้ต้องลำบากแล้ว รับเคราะห์ไปเต็มๆ เจ้าปินควรจะอยู่บ้านคอยดูแลเธอให้ดีนะ"
"เจ้าเจ็ด นี่เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากพวกพี่ รับไปเถอะ อย่าคิดมากเลย"
"รับไปเถอะ ถ้านายไม่รับก็ถือว่าเห็นพวกเราเป็นคนอื่นแล้วนะ"
"พวกพี่ซื้อของบำรุงให้นายกับน้องสะใภ้ นายกล้าไม่ให้เกียรติเหรอ"
บรรดาพี่น้องต่างพากันถอนหายใจด้วยความเห็นใจ ก่อนกลับยังรวบรวมเงินหมื่นหยวนที่ช่วยกันลงขัน ยัดใส่มือของกู้ปินจนได้
อู๋เหมิงเดินเป็นเพื่อนหลินซีอวี่ลงมาส่งทุกคนที่ด้านล่าง มองตามแผ่นหลังที่ค่อยๆ เดินห่างออกไปแล้วก็อดที่จะพูดขึ้นมาไม่ได้
"คนเรานี่ต่างกันจริงๆ พี่น้องตระกูลฟู่พวกนี้จริงใจกว่าตระกูลกู้ตั้งเยอะ เป็นทหารจะมีเงินสักเท่าไหร่กันเชียว ตัวเองยังไม่ค่อยกล้ากินกล้าใช้ แต่ก็ยังอุตส่าห์รวบรวมเงินมาได้ตั้งหมื่นหยวนเพื่อซื้อของบำรุงให้พวกเธอ
พอลองมองกลับไปที่พวกตระกูลกู้ แต่ละคนใส่สูทผูกเนกไท สวมนาฬิกาเรือนละเป็นหมื่น ภายนอกดูมีหน้ามีตา แต่กลับไม่ยอมควักเงินสักเฟินเดียว มาก็มือเปล่า กลับก็มือเปล่า ใครจะไปอยากได้คำปลอบใจจอมปลอมพวกนั้นกัน ฟังแล้วรู้สึกขายหน้าแทนเลย ฉันเห็นแล้วยังรู้สึกไม่คุ้มแทนกู้ปิน มีญาติแบบนี้ สู้ไม่มีซะยังจะดีกว่า"
....
"พวกเขาให้เงินมากู้ปินก็ไม่รับหรอก"
หลินซีอวี่เข้าใจนิสัยของกู้ปินเป็นอย่างดี "ศักดิ์ศรีของเขาไม่ยอมรับการสงเคราะห์จากใครทั้งนั้น ต่อให้จะเป็นญาติพี่น้องของตัวเองก็เถอะ"
"ไม่ต้องพูดถึงเขาหรอก"
อู๋เหมิงเห็นด้วยอย่างยิ่ง "ถ้ามีใครมาดูถูกฉัน ฉันก็โกรธเหมือนกัน ต่อให้เอาเงินมากองให้เยอะแค่ไหน ก็ไม่ลดตัวไปเลียส้นเท้าเหม็นๆ ของคนพวกนั้นหรอก"
"อย่าคุยเรื่องนี้เลย รีบกลับกันเถอะ"
หลินซีอวี่ยังคงเป็นห่วงและอยากสร้างความสนิทสนมกับหลานชายตัวน้อย จึงไม่อยากเสียเวลา "รุ่ยรุ่ยยังรออยู่ในห้องพักฟื้น ให้ฉันสอนเตะลูกขนไก่อยู่นะ"
"เธออยากจะรับมาเลี้ยงจริงๆ เหรอ?"
อู๋เหมิงไม่เข้าใจความคิดนี้เลย "ถึงรุ่ยรุ่ยจะน่าสงสารแล้วก็น่ารักน่าเอ็นดูมากก็เถอะ แต่ยังไงก็ไม่ใช่สายเลือดตัวเองแท้ๆ ไปเลี้ยงลูกให้คนอื่น เธอหวังอะไรกันแน่"
"รุ่ยรุ่ยต้องการคนดูแลเอาใจใส่"
แววตาของหลินซีอวี่หม่นลง ความรู้สึกปวดหนึบแล่นเข้ามาในใจอย่างห้ามไม่อยู่ "ส่วนฉันก็ต้องการเด็กสักคนมาช่วยเยียวยาบาดแผลเหมือนกัน"
"เธอกับกู้ปินยังอายุน้อยอยู่นะ"
อู๋เหมิงพยายามพูดเกลี้ยกล่อมด้วยความเป็นห่วง "ดูแลรักษาสุขภาพให้ดี เดี๋ยววันข้างหน้าก็มีลูกได้เองแหละ"
"บางทีอาจจะไม่มีวันข้างหน้าแล้วก็ได้"
หลินซีอวี่ยิ้มขื่นออกมาบางๆ "หมอบอกว่าการแท้งคราวนี้ส่งผลกระทบกับมดลูกหนักมาก อาจจะทำให้มีลูกยาก"
"จริงเหรอเนี่ย?"
อู๋เหมิงตกใจหน้าถอดสี "ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะ? มันร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอ? หมอเชื่อถือได้ไหม? หรือว่าจะเป็นหมอเถื่อน? เราลองไปหาหมอคนอื่นดูไหม? บางทีอาจจะตรวจผิดก็ได้นะ"
"ชู่ว เบาๆ หน่อยสิ"
หลินซีอวี่มองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง "เรื่องนี้ให้เธอรู้คนเดียวก็พอนะ อย่าไปบอกใครล่ะ ฉันไม่อยากให้กู้ปินรู้ ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ฉันไม่อยากเพิ่มความเครียดให้เขา มันจะไม่ดีต่อการฟื้นตัว"
"เธอไม่ได้บอกเขาเหรอ?"
อู๋เหมิงหลบตา รู้สึกผิดขึ้นมาทันที กู้ปินคือคนจ่ายเงินจ้างเธอนะ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ จะให้ปิดบังได้ยังไงกัน เธอคงต้องทำเรื่องที่ผิดต่อเพื่อนสนิทอีกแล้วสิเนี่ย น่าปวดหัวจริงๆ
"ยังไม่ได้บอก"
หลินซีอวี่มีความคิดของตัวเองอยู่แล้ว "อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้ ช่วงนี้เขามีเรื่องให้ปวดหัวเยอะพอแล้ว งานก็ยังไม่มี คุณปู่ก็มาป่วย ไหนจะต้องคอยดูแลคุณยายอีก ฉันไม่อยากสร้างปัญหาเพิ่มให้เขาในตอนนี้น่ะ"
"เขาไม่ได้เป็นทนายความ ก็ไปทำงานอย่างอื่นได้นี่"
อู๋เหมิงเชื่อมั่นในตัวกู้ปินอย่างเต็มเปี่ยม "ด้วยสมองอันชาญฉลาดของเขา ต่อให้ไปเล่นหุ้นก็คงเล่นจนรวยเละเทะ หาเงินได้เป็นกอบเป็นกำนั่นแหละ"
"ที่เธอพูดมาก็ช่วยเตือนสติฉันได้พอดีเลย"
หลินซีอวี่เกิดไอเดียขึ้นมากะทันหัน แววตาเป็นประกาย "ถ้าแม่ฉันถาม ฉันก็จะตอบไปแบบนี้แหละ"
"หา" อู๋เหมิงงงงวย "เธอจะบอกว่าเขาเล่นหุ้นจริงๆ เหรอ"
"แล้วมันไม่ได้หรือไงล่ะ" หลินซีอวี่ย้อนถาม
"ฉันก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อยน่ะ"
อู๋เหมิงยิ้มเจื่อน ไม่กล้าพูดตรงๆ สำหรับแม่ยายชาวซานตงแล้ว การเล่นหุ้นก็เท่ากับพวกไม่เอาถ่าน ถ้าแม่ของเธอได้ยินว่าลูกเขยหาเลี้ยงชีพด้วยการเล่นหุ้น สีหน้าคงดูไม่จืดแน่
"ฉันว่าข้ออ้างนี้เข้าท่าดีออก"
หลินซีอวี่คิดตรงกันข้าม ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองฉลาดหลักแหลม "ยังไงแม่ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าวงการนักลงทุนเขาทำอะไรกัน ฉันก็แค่บอกไปว่าตอนนี้การเล่นหุ้นกับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์มันทำเงินได้เยอะ ถ้ามีเงินเข้าบ้าน แม่ก็คงไม่บ่นอะไรแล้ว แถมยังต้องมองกู้ปินใหม่แน่ๆ"
"เธอนี่อ่านใจแม่ตัวเองออกทะลุปรุโปร่งเลยนะ"
อู๋เหมิงนับถือจากใจจริง "แต่คำว่านักลงทุนฟังดูดีกว่าการบอกว่าเล่นหุ้นเฉยๆ จริงๆ นั่นแหละ"
"ตกลงตามนี้นะ"
หลินซีอวี่ตบบ่าเพื่อนสนิทเบาๆ เพื่อเรียกความมั่นใจให้ตัวเอง
"โอ๊ย"
อู๋เหมิงไหล่ทรุด ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
"เจ็บมากเลยเหรอ ฉันไม่ได้ออกแรงเลยนะ" หลินซีอวี่กะพริบตาปริบๆ อย่างไร้เดียงสา
อู๋เหมิงพูดไม่ออก "ฉันว่าเธออยู่กับกู้ปินมากไปจนติดนิสัยร้ายลึกมาแล้วนะเนี่ย"
หลินซีอวี่กลั้นขำแล้วตอบกลับอย่างอารมณ์ดี "ไม่อย่างนั้นเขาจะเรียกว่ามีเค้าโครงหน้าเนื้อคู่เหมือนกันเลยหรือไง"
อู๋เหมิงรีบประท้วง "เขาหมายถึงหน้าตาคล้ายกันต่างหาก ไม่ใช่นิสัยร้ายลึกเหมือนกันสักหน่อย"
เสียงโวยวายที่ดังขึ้นดึงดูดสายตาคนรอบข้างให้หันมามอง
"เบาเสียงหน่อยสิ" หลินซีอวี่ไม่อยากเป็นจุดสนใจ จึงรีบลากเพื่อนสนิทวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
....
กู้ปินอาศัยความได้เปรียบของวัยหนุ่ม นอนพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลสิบกว่าวัน อาการบาดเจ็บก็หายไปกว่าครึ่ง ช่วงก่อนวันเทศกาลหยวนเซียววันที่สิบห้าเดือนอีดจันทรคติ เมื่อได้รับอนุญาตจากหมอ เขาก็จัดการทำเรื่องออกจากโรงพยาบาล
คุณย่าฟู่กับคุณอาสะใภ้สี่คอยอยู่เป็นเพื่อนพวกเขาที่โรงพยาบาลมาตลอด รุ่ยรุ่ยได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันสิบกว่าวันจนเกิดความผูกพัน โดยเฉพาะกับกู้ปิน ในสายตาของเด็กน้อย กู้ปินกลายเป็นฮีโร่ที่ทำได้ทุกอย่าง
ส่วนหลินซีอวี่ที่เป็นคุณอาสะใภ้ก็อารมณ์ดี เอาอกเอาใจเก่ง ทำให้เด็กน้อยมีความสุขและเริ่มพึ่งพิงเธอ คุณอาสะใภ้เดินไปไหน เด็กน้อยก็เดินตามก้นต้อยๆ เหมือนลูกสุนัขตัวน้อยติดหนึบไม่ยอมห่าง
คุณย่าฟู่มองภาพนั้นด้วยความยินดี ความกังวลก่อนหน้านี้มลายหายไปจนสิ้น ท่านยอมรับให้ทั้งสองคนดูแลรุ่ยรุ่ยและพาไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน
ท่านผู้เฒ่าฟู่ป่วยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารและต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลมาพักใหญ่แล้ว หมอเคยออกใบแจ้งเตือนอาการโคม่าหลายครั้ง แต่ท่านผู้เฒ่าก็ยังกัดฟันสู้และรอดพ้นวิกฤตมาได้ทุกครั้ง
คำพูดของคุณย่าฟู่บอกว่า เป็นเพราะท่านยังเป็นห่วงหลานชาย ตายตาไม่หลับ จึงไม่ยอมหมดลมหายใจไปง่ายๆ
กู้ปินรู้สึกลำบากใจ ระหว่างคุณปู่กับคุณยาย สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะกลับบ้านเกิดก่อน อาการป่วยของคุณปู่หนักหนามาก ถ้าไม่กลับไปดูใจเป็นครั้งสุดท้าย คงกลายเป็นความเสียใจไปตลอดชีวิต
คุณย่าฟู่ดีใจมาก หลังจากเฝ้ารออยู่ที่เซี่ยงไฮ้มาครึ่งเดือน ในที่สุดก็พากู้ปินกลับไปได้เสียที พวกเขาทั้งหมดนั่งเครื่องบินกลับบ้านเกิดในวันที่สิบสี่เดือนหนึ่ง
....
เวลาบ่ายโมงตรง เครื่องบินลงจอดตรงเวลา
อู๋เหมิงกับจ้าวอวิ๋นเฉิงสองพี่น้องทำภารกิจสำเร็จลุล่วง รับเงินรางวัลจากเจ้านายอย่างเบิกบานใจและแยกย้ายกันกลับบ้าน
ส่วนหลินซีอวี่ก็พากู้ปินไปเยี่ยมคุณปู่ที่โรงพยาบาล เมื่อได้รับความอบอุ่นจากครอบครัวและคำปลอบโยนจากคุณย่าฟู่ กู้ปินก็ไม่มีความขุ่นเคืองใจต่อคุณปู่อีกต่อไป
เมื่อปมในใจคลี่คลาย ภาพการพบหน้ากันจึงเต็มไปด้วยความอบอุ่น เสียงเรียกคุณปู่เพียงคำเดียว ทำเอาชายชราน้ำตาไหลพราก
"กู้ปิน..."
ท่านผู้เฒ่าที่หมดสติไปหลายวัน พอได้ยินเสียงเรียกของหลานชายในวาระสุดท้าย ก็ลืมตาขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์
"คุณปู่ครับ ผมเอง ผมมาเยี่ยมคุณปู่แล้ว"
กู้ปินกุมมือของท่านไว้แน่นแล้วคุกเข่าลงข้างเตียง
ขอบตาของคุณย่าฟู่แดงก่ำ ส่วนหลินซีอวี่ก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ปล่อยให้น้ำตาแห่งความเสียใจไหลรินลงมา
อาการป่วยของท่านผู้เฒ่าไม่สู้ดีนัก ส่วนอาการบาดเจ็บของกู้ปินก็ยังไม่หายสนิท ทั้งสองคนจึงไม่ควรตื่นเต้นจนเกินไป ภาพบรรยากาศอันแสนอบอุ่นผ่านไปได้ไม่นาน พยาบาลก็เข้ามาเชิญทุกคนออกไปจากห้องพักฟื้น
"กู้ปิน ในที่สุดเธอก็กลับมานะ"
อาห้าคอยเฝ้าไข้ท่านผู้เฒ่าอยู่ที่โรงพยาบาลมาโดยตลอด เมื่อได้พบกับหลานชายที่ไม่ได้เจอกันนาน เขาก็อดที่จะตื้นตันใจไม่ได้
"อาการของคุณปู่เป็นยังไงบ้างครับ?" กู้ปินถามด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
"เฮ้อ" อาห้าชี้ไปที่หน้าอกของตัวเอง ถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย "หมอบอกว่าหัวใจไม่ไหวแล้ว อาจจะสิ้นลมได้ทุกเมื่อ"
"ผ่าตัดไม่ได้เลยเหรอคะ?" หลินซีอวี่มองด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง
"ไม่ได้หรอก" อาห้าส่ายหน้า "ท่านอายุมากแล้ว ขึ้นเตียงผ่าตัดไปก็กลัวว่าจะไม่ได้ลงมาอีกน่ะสิ"
หลินซีอวี่ยังคงไม่ยอมแพ้ "ไม่มีวิธีอื่นแล้วเหรอคะ? ปล่อยไว้ยืดเยื้อแบบนี้ต่อไปเหรอ?"
"ก็คงต้องทำแบบนี้แหละ" อาห้ายิ้มเจื่อน "ยื้อไว้ได้วันไหนก็วันนั้น หมอผู้เชี่ยวชาญจากปักกิ่งก็มาตรวจแล้ว แต่ก็ไม่มีทางรักษาที่ดีกว่านี้"
"ปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตาเถอะ" คุณย่าฟู่ทำใจได้แล้ว "ยื้อไว้แบบนี้แกก็ทรมานเปล่าๆ ทนรับความเจ็บปวดมาตั้งมากมาย สุดท้ายก็หนีความตายไม่พ้นอยู่ดี"
"ความตั้งใจของพ่อแข็งแกร่งมากเลยนะครับ" อาห้าพูดด้วยความนับถือจากใจจริง "ทำคีโมทรมานขนาดนั้น พ่อยังกัดฟันสู้ ไม่ร้องโอดโอยสักคำ สมกับเป็นทหารผ่านศึกกองทัพแดงที่เคยผ่านสมรภูมิรบแบกปืนใหญ่มาแล้วจริงๆ"
"คุณตาก็เป็นคนเข้มแข็งแบบนี้เหมือนกัน"
กู้ปินนึกถึงคุณตาขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นแปลบเข้ามาในใจอีกครั้ง
"พวกเขาสองคนเป็นเพื่อนร่วมรบกันนี่นา" คุณย่าฟู่ยิ้มเศร้าๆ "ถ้าไม่ใช่เพราะหลาน พวกเขาก็คงไม่ผิดใจกันจนต้องทะเลาะกันมาครึ่งค่อนชีวิตหรอก"
"จริงๆ พ่อก็ยังคิดถึงคุณตากู้อยู่นะ" อาห้าตั้งใจพูดเพื่อคลายความเศร้าให้กู้ปิน "เมื่อสองวันก่อนตอนพ่อละเมอ อายังได้ยินพ่อเรียกชื่อคุณตากู้เลย พ่อบอกว่านายรีบหนีไป ฉันจะต้านพวกมันไว้เอง ฟังดูเหมือนกำลังเจอศัตรูแล้วต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันเลยล่ะ"
หลินซีอวี่รีบตามน้ำทันที "ท่านผู้เฒ่าฟู่เสียสละมากเลยนะคะเนี่ย ให้คุณตากู้หนีไปก่อน"
"ตาเฒ่ากำลังฝันต่างหาก" คุณย่าฟู่พูดติดตลก "ในฝันใครก็เป็นฮีโร่ได้ทั้งนั้นแหละ"
หลินซีอวี่ยิ้มแห้ง "หนูไม่เคยฝันอะไรแบบนี้เลยค่ะ"
คุณย่าฟู่มองด้วยสายตาเอ็นดู "หนูยังเด็กอยู่นี่นา ไม่เคยผ่านยุคสมัยนั้นมาหรอก"
อาห้ายิ้มแล้วพูดว่า "กู้ปินยังไม่หายดี รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ"
"เขาจะไปได้เหรอคะ?"
หลินซีอวี่รู้สึกขนลุกซู่ จู่ๆ ก็เกิดความหวาดกลัวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ความรู้สึกนี้มันคุ้นเคยนัก เหมือนกับตอนที่ตระกูลกู้เกิดเรื่องเมื่อห้าปีก่อน มันทำให้ตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูก ราวกับเป็นลางบอกเหตุว่าจะเกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้น
"คนที่คุณปู่เป็นห่วงที่สุดก็คือเขานะคะ ถ้าเกิดเขาไปแล้ว..."
"ไม่เป็นไรหรอก" อาห้าไม่เชื่อเรื่องลางสังหรณ์ จึงไม่ได้ใส่ใจคำพูดของเธอ "ท่านนอนอยู่บนเตียงมาตั้งหลายวันแล้ว ไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นหรอก พวกเธอกลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยมาเยี่ยมใหม่"
"เชื่ออาห้าเถอะนะ" คุณย่าฟู่เป็นห่วงหลานชาย ไม่อยากให้เขาต้องเหนื่อยไปมากกว่านี้ "กู้ปินกลับไปเถอะ อย่าฝืนจนล้มพับไปเลย"
"ครับ" กู้ปินพยักหน้าทำตามความต้องการของคุณย่า
ในวินาทีนั้น ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าลางสังหรณ์ของหลินซีอวี่จะกลายเป็นจริง ท่านผู้เฒ่าได้เจอหน้าหลานชาย สมความปรารถนา ลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่พยายามยื้อไว้ก็หมดลง
กู้ปินกับหลินซีอวี่ลงมาชั้นล่าง ยังไม่ทันก้าวพ้นประตูโรงพยาบาล ท่านผู้เฒ่าก็หลับตาลง ลับลาจากโลกนี้ไปตลอดกาล
"ตาเฒ่า..."
เสียงร้องไห้แทบขาดใจของคุณย่าฟู่ดังก้องไปทั่วห้องพักฟื้น
"คุณปู่"
กู้ปินต้องสูญเสียคนในครอบครัวไปอีกครั้ง แม้จะเป็นลูกผู้ชายที่ไม่ยอมหลั่งน้ำตาง่ายๆ แต่ในเวลานี้ เขาก็ปล่อยให้น้ำตาแห่งความเสียใจไหลรินออกมา
....
บ้านสร้างใหม่สำหรับผู้ย้ายกลับบนถนนตงหัวของคุณยาย ตอนที่สร้างเสร็จเมื่อสามปีก่อน ลุงจับฉลากได้มือไม่ค่อยดี เลยได้ห้องบนชั้นห้า
คุณยายอายุมากแล้ว เดินขึ้นบันไดไม่ไหว ก็เลยยังพักอยู่ที่บ้านชั้นเดียวมีสวนเล็กๆ ในถนนชิงหลงโฮ่วเจีย บ้านใหม่บนถนนตงหัวก็ไม่ได้ปล่อยทิ้งไว้เปล่าๆ เฉินซิ่วหลานกับลูกชายย้ายเข้าไปอยู่แทน
บ้านขนาด 65 ตารางเมตร มีสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น ห้องนั่งเล่นอยู่ตรงกลาง มีห้องนอนทิศเหนือกับทิศใต้ สวี่อี้อายุสิบสามปีแล้ว เรียนข้ามชั้นมาสองปี ตอนนี้เป็นเด็กหนุ่มชั้นมัธยมปลายปีหนึ่งแล้ว เด็กผู้ชายวัยนี้จะให้นอนห้องเดียวกับแม่ก็คงไม่เหมาะสม
เฉินซิ่วหลานอยากดูแลลูกชายให้ตั้งใจเรียน จึงยกห้องทิศใต้ที่มีแสงแดดส่องถึงให้ลูกชาย ส่วนตัวเองย้ายไปนอนห้องทิศเหนือที่เล็กกว่า สองแม่ลูกอยู่กันคนละห้อง เวลาหลินซีอวี่กลับมาเยี่ยมบ้านช่วงเทศกาลก็เลยไม่มีที่นอน ต้องไปค้างที่บ้านคุณยายแทน บ้านคุณยายมีสามห้อง หลินซีอวี่ก็เลยมีห้องนอนส่วนตัวแยกออกมา
ณ ถนนชิงหลงโฮ่วเจีย
ตอนที่หลินซีอวี่กลับมาจากโรงพยาบาล ก็เป็นเวลาเกือบห้าทุ่มแล้ว ไฟในห้องดับหมด มองจากข้างนอกเข้าไปเห็นแต่ความมืดมิด
เธอหยิบกุญแจออกมาไขประตู แล้วค่อยๆ เดินย่องเข้าไปอย่างเงียบเชียบ
"ใครกลับมาน่ะ ซีอวี่เหรอลูก"
ไฟในห้องของคุณยายสว่างขึ้น คุณยายตื่นขึ้นมาด้วยความระแวดระวัง มองออกไปที่ทางเดิน
[จบบท]