บทที่ 273 : เล็กแค่นี้ก็รู้จักหวงตัว
“ช่างเถอะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
กู้ปินแหงนหน้ามองกองหิมะขาวโพลนที่เกาะตัวหนาเตอะอยู่บนยอดกิ่งไม้ พลางถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างยอมจำนนต่อสถานการณ์รอบตัว ด้วยความที่รูปร่างสูงโปร่ง เขาจึงไม่จำเป็นต้องปีนต้นไม้ให้เหนื่อยยาก ชายหนุ่มเดินก้าวเข้าไปหยุดยืนอยู่ใต้กิ่งทับทิมนั้น ย่อตัวลงเล็กน้อยแล้วกระโดดขึ้นสุดตัวเพื่อคว้าเป้าหมาย
“คุณอาสู้ๆ ครับ!”
รุ่ยรุ่ยตัวน้อยดูตื่นเต้นมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที สองมือเล็กๆ ตบแปะๆ ส่งเสียงร้องเชียร์ให้กำลังใจคุณอาอย่างเริงร่ากลางลานบ้าน
กู้ปินลองกระโดดกะระยะอยู่สองครั้ง ในที่สุดก็คว้ากิ่งไม้ที่ลูกทับทิมห้อยอยู่เอาไว้ได้
“จับไว้แน่นๆ นะ อย่าเพิ่งปล่อยมือล่ะ เดี๋ยวอาเด็ดเอง”
เกล็ดหิมะร่วงหล่นลงมาเป็นสาย หลินซีอวี่ยิ้มกว้างวิ่งเข้าไปเด็ดลูกทับทิมผลโตออกมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบกระโดดหลบฉากออกมาอย่างรู้ทัน กู้ปินมองปฏิกิริยาของเธอด้วยสายตาว่างเปล่า แล้วค่อยๆ คลายมือที่จับกิ่งไม้ออก
พรึ่บ!
กิ่งไม้ที่ถูกปล่อยดีดตัวสั่นไหวอย่างแรง หิมะก้อนใหญ่ร่วงเทลงมาอาบร่างของเขาจนขาวโพลนไปทั้งตัว
“คิกคิก”
“ฮ่าฮ่าฮ่า!”
หลินซีอวี่กับรุ่ยรุ่ยเห็นสภาพนั้นก็อดขำไม่ได้ ทั้งผู้ใหญ่และเด็กต่างยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะร่วนออกมาพร้อมกันอย่างชอบใจ
“หัวเราะกันสนุกเชียวนะ?”
กู้ปินยืนปัดหิมะอยู่ใต้ต้นไม้ ส่งยิ้มมุมปากที่มีความหมายแฝงบางอย่างไปให้
“เอ๊ะ...”
หลินซีอวี่หุบยิ้มทันที สัญชาตญาณสั่งให้เธอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อตั้งหลัก แต่ก็ดูเหมือนจะสายไปเสียแล้ว กู้ปินออกแรงดึงกิ่งไม้อีกสองสามครั้ง คราวนี้หิมะที่เกาะอยู่เต็มต้นปลิวตามกระแสลมหนาวพัดมาตกใส่หัวและหน้าของเธอรวมถึงรุ่ยรุ่ยเข้าเต็มเปา สุดท้ายทั้งสามคนก็กลายสภาพเป็นตุ๊กตาหิมะไปตามๆ กัน
เอาล่ะ คราวนี้ถือว่ายุติธรรมแล้ว กู้ปินปัดเศษหิมะตามเสื้อผ้าออกด้วยท่าทีนิ่งเฉย หิ้วกระเป๋าสัมภาระเดินตรงเข้าบ้านไป ปล่อยให้หลินซีอวี่ยืนถือลูกทับทิมแข็งทื่อรับลมหนาวอยู่อย่างนั้น
“ถุยๆ”
รุ่ยรุ่ยตัวน้อยถึงกับยืนงง รีบถ่มเศษหิมะที่เผลอกลืนเข้าไปออกมา เด็กน้อยหันไปมองคุณอาที มองอาสะใภ้ที ก่อนจะตัดสินใจยืนหยัดอยู่เป็นเพื่อนอาสะใภ้ที่กลางลานบ้านอย่างมีน้ำใจ
….
บ้านเก่าหลังนี้ไม่ได้ติดตั้งระบบฮีตเตอร์ทำความร้อนเหมือนบ้านสมัยใหม่ การจะคลายหนาวได้ต้องพึ่งพาแค่เตาถ่านรังผึ้งเท่านั้น บรรยากาศภายในบ้านจึงยังคงอบอวลไปด้วยความหนาวเย็นยะเยือก
หลินซีอวี่กลัวว่ารุ่ยรุ่ยจะหนาวจนล้มป่วย เธอจึงจัดการเติมถ่านเร่งไฟในเตาให้ลุกโชนจนแดงฉาน แถมยังหยิบเสื้อกั๊กขนเป็ดมาสวมทับเสื้อนวมตัวหนาให้เด็กน้อยเพิ่มอีกชั้นหนึ่ง
“เด็กผู้ชายไม่ต้องใส่เสื้อผ้าหนาเตอะขนาดนั้นหรอกน่า”
กู้ปินมีทฤษฎีการเลี้ยงเด็กในแบบของตัวเอง
“ให้วิ่งเล่นรอบลานบ้านสักสองสามรอบ เดี๋ยวก็อุ่นจนหายหนาวไปเองนั่นแหละ”
“เพิ่งจะอายุเท่าไหร่เอง เด็กสามสี่ขวบเองนะ”
หลินซีอวี่หัวเราะเบาๆ พลางค้อนให้เขา
“จะให้เหมือนนายหรือไง แข็งแรงเป็นเหล็กไหล อากาศหนาวขนาดนี้ยังไม่ยอมใส่กางเกงลองจอนอีก”
“ฉันพูดจริงๆ นะ”
กู้ปินตั้งใจเถียงกลับขำๆ
“อย่าเอาวิธีคิดแบบตอนเธอเด็กๆ มาเลี้ยงลูกผู้ชายเลย เลี้ยงเด็กผู้หญิงกับเด็กผู้ชายมันใช้วิธีเดียวกันไม่ได้หรอก”
“งั้นลองว่ามาสิ”
หลินซีอวี่ยิ้มอย่างอ่อนใจ
“มันไม่เหมือนกันตรงไหนล่ะ?”
“รุ่ยรุ่ย ไปเตะบอลกับคุณอากันดีกว่า”
กู้ปินไม่ตอบ แต่หันไปรื้อค้นลูกฟุตบอลใบเก่าออกมาจากมุมห้อง แล้วเดาะบอลด้วยเท้าโชว์เป็นตัวอย่างให้หลานชายดู
“เตะบอลๆ!”
รุ่ยรุ่ยน้อยดีใจกระโดดโลดเต้น วิ่งตามหลังคุณอาออกไปนอกบ้านอย่างร่าเริง
สองลูกผู้ชายต่างวัยวิ่งเตะฟุตบอลกันกลางลานบ้านอย่างสนุกสนาน หลินซีอวี่ได้แต่ยืนมองส่ายหัวยิ้มๆ แล้วเดินแยกตัวเข้าไปในห้องครัวเพียงลำพัง
ภายในห้องครัวมีวัตถุดิบทำอาหารวางเตรียมไว้ครบครัน ทั้งผักสด เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ และผลไม้ จ้าวอวิ๋นเฉิงจัดการเป็นธุระจัดหามาให้ล่วงหน้าอย่างรอบคอบ หลินซีอวี่ตั้งใจจะบำรุงร่างกายให้กู้ปิน จึงลงมือเคี่ยวน้ำซุปตุ๋นยาจีนหม้อใหญ่ตามปกติ แล้วยังทำไข่ตุ๋นถ้วยเล็กแยกไว้ให้รุ่ยรุ่ยเป็นพิเศษอีกหนึ่งถ้วย
เพล้ง! เคร้ง!
ระหว่างที่เธอกำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารหน้าเตา จู่ๆ ก็มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวมาจากทางลานบ้าน ฟังคล้ายกับเสียงกระจกแตกกระจาย เธอรีบวิ่งออกจากครัวไปดูทันที ภาพที่เห็นคือหน้าต่างห้องนั่งเล่นบานหนึ่งเปิดอ้าซ่า เศษกระจกแตกเกลื่อนเต็มพื้น
“ฝีมือใครเตะบอลมาโดนเนี่ย?!”
หลังจากความเงียบปกคลุมไปชั่วอึดใจ เสียงตวาดแหลมปรี๊ดทรงพลังก็ดังกึกก้องไปทั่วทั้งลานบ้าน
….
กระจกแตกไปแล้ว จะให้ออกไปซื้อบานใหม่ตอนนี้ก็คงไม่ทัน หลินซีอวี่จึงต้องแก้ขัดด้วยการเอากระดาษมาแปะปิดช่องโหว่ที่หน้าต่างไว้ก่อนชั่วคราว
เธอเรียนศิลปะการตัดกระดาษกับคุณย่าหูมาได้หลายปีแล้ว ถึงฝีมือจะยังห่างชั้นกับช่างฝีมือรุ่นครู แต่ถ้าให้ตัดลวดลายง่ายๆ ทั่วไป เธอก็ทำออกมาได้ดูดีทีเดียว
ภายในบ้านเก่ามีกระดาษสีแดงเก็บไว้อยู่แล้ว เธอจัดการพับและตัดเป็นอักษรมงคลสีแดง นำไปแปะทับรอยแตกบนหน้าต่าง ลวดลายกระดาษสีแดงโดดเด่นตัดกับฉากหลังสีขาวของหิมะ มองดูแล้วให้ความรู้สึกเป็นสิริมงคลเข้ากับบรรยากาศ
“รุ่ยรุ่ย สวยไหม? อาสะใภ้ฝีมือดีใช่ไหมล่ะ?”
เธอก้มลงถามเด็กน้อย
กู้ปินสะกิดให้หลานชายช่วยปรบมือชื่นชม
“อักษรมงคลสีแดงสวยขนาดนี้ มีแต่อาสะใภ้เราเท่านั้นแหละที่ตัดออกมาได้”
“ไม่ต้องมาพูดดีเลย”
หลินซีอวี่ถลึงตาใส่ชายหนุ่ม
“ถ้านายไม่พาหลานไปเตะบอล กระจกมันจะแตกไหม?”
“ก็เด็กกำลังโตนี่นา”
กู้ปินตอบกลับอย่างหน้าตาเฉย
“เตะกระจกแตกสักบานสองบานเป็นเรื่องปกติมาก ไม่งั้นบ้านเก่าหลังนี้จะมีกระดาษสีแดงเก็บไว้เหรอ สมัยเด็กฉันก็เตะกระจกแตกเป็นประจำ คุณยายก็เลยเอากระดาษพวกนี้แหละมาแปะหน้าต่าง ที่เหลือก็เป็นของเก่าเก็บนั่นแหละ”
“ยังจะกล้าพูดอีกนะ?”
หลินซีอวี่ส่ายหน้ายิ้มๆ
“ถ้าคุณยายมาได้ยินเข้า คงโดนตีหัวไปแล้ว”
นัยน์ตาของกู้ปินหม่นลงเล็กน้อย แฝงความรู้สึกคิดถึง
“คุณยายไม่ตีหรอก ท่านรักฉันจะตายไป”
หลินซีอวี่ชะงักรอยยิ้ม ก่อนจะลองหยั่งเชิงถาม
“แล้วนี่นายยังไม่โทรบอกคุณยายอีกเหรอ ว่ากลับมาแล้วน่ะ?”
“ตอนแรกฉันตั้งใจว่า จัดการธุระของปู่เสร็จแล้วจะแวะไปหาท่านที่กวางโจวสักหน่อย...”
กู้ปินยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ อย่างปวดหัว
“แต่ดูทรงแล้ว คงต้องเลื่อนออกไปก่อน ต้องผ่านด่านแม่ยายให้ได้ก่อนถึงจะวางใจ”
“เรื่องแม่ฉันน่ะไม่ต้องรีบหรอก”
หลินซีอวี่นึกถึงแม่ของตัวเองแล้วก็พาลอารมณ์เสีย
“ถ้าแม่ไม่ยอมรับ นายก็ไม่ต้องไปฝืนเอาใจหรอก ยังไงเราสองคนก็แต่งงานกันถูกต้องตามกฎหมาย มีใบรับรองสมรสยืนยันชัดเจน แม่จะทำอะไรได้ล่ะ อย่างมากก็ต่างคนต่างอยู่ ไม่ต้องเจอหน้ากันก็สบายใจดี”
“ฟังเมียไว้เป็นดีที่สุด”
กู้ปินยิ้มรับอย่างอารมณ์ดี คอยพูดจาเอาอกเอาใจ
“บ้านนี้เธอเป็นใหญ่ ฉันกับรุ่ยรุ่ยอยู่ใต้โอวาทเธอหมด สั่งให้ทำอะไรก็จะทำตามทุกอย่าง ไม่มีทางขัดคำสั่งแน่นอน”
“พอได้แล้ว เลิกปากหวานสักทีเถอะ”
หลินซีอวี่หัวเราะดุๆ
“รีบไปยกหม้อซุปในครัวมาได้แล้ว ถึงเวลาต้องกินข้าวแล้ว ปล่อยไว้นานเดี๋ยวซุปเย็นหมด”
“รับทราบครับผม!”
กู้ปินทำท่าตะเบ๊ะรับคำสั่ง ก่อนจะก้าวขายาวๆ เดินตรงเข้าครัวไป
“รุ่ยรุ่ย...”
หลินซีอวี่ฉวยโอกาสตอนที่ชายหนุ่มไม่อยู่ ย่อตัวลงไปกระซิบถามเด็กน้อยน่ารัก
“บอกอาสะใภ้หน่อยสิลูก ว่าใครเป็นคนเตะกระจกแตก?”
รุ่ยรุ่ยน้อยหลบสายตาเลิ่กลั่ก เหลือบมองไปทางห้องครัวแวบหนึ่ง
“ก็กะไว้แล้วเชียว ว่าต้องเป็นฝีมือคุณอา”
หลินซีอวี่ยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ
“ฮัดชิ้ว!”
กู้ปินที่อยู่ในครัวจู่ๆ ก็จามออกมา รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาตงิดๆ สัญชาตญาณบอกว่ากำลังจะมีเรื่องซวยเกิดขึ้น
แล้วลางสังหรณ์ของเขาก็เป็นจริง คืนนั้นก่อนเข้านอน หลินซีอวี่ใช้ข้ออ้างว่ารุ่ยรุ่ยยังเด็ก เพิ่งมาย้ายมาอยู่แปลกที่แปลกทาง ปล่อยให้นอนคนเดียวคงจะผวา ไล่ตะเพิดเขาออกไปนอนนอกห้องเสียอย่างนั้น
คุณอาหนุ่มได้แต่ยืนจ้องหน้าหลานชายตัวน้อยด้วยสายตาตัดพ้อ ใบหน้าหล่อเหลานั้นบูดบึ้งราวกับภรรยาที่ถูกสามีทอดทิ้ง เห็นแล้วก็อดขำไม่ได้
หลินซีอวี่พยายามกลั้นขำอย่างสุดความสามารถ แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหว ทันทีที่ปิดประตูก็หัวเราะก๊ากออกมาจนตัวงอ
….
บริเวณถนนชวีสุ่ยถิงในตอนนี้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ทำให้มีผู้คนเดินทางมาเยือนเพิ่มขึ้นทุกวัน ส่วนถนนฟูหรงนั้นยิ่งคึกคัก เต็มไปด้วยฝูงชนที่หลั่งไหลกันมาลิ้มลองอาหารเลิศรสอย่างไม่ขาดสาย
ปกติแล้วทุกครั้งที่หลินซีอวี่กลับมาเยี่ยมบ้านช่วงเทศกาลปีใหม่ เธอจะต้องแวะไปเยี่ยมเยียนคุณย่าหูเสมอ ปีนี้ก็เช่นกัน บ้านของคุณย่าหูตั้งอยู่ในตรอกหย่งเฉวียน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากถนนฟูหรงมากนัก
เช้าวันรุ่งขึ้น เธอพารุ่ยรุ่ยน้อยเดินเล่นลัดเลาะไปตามถนนฟูหรง แวะซื้อขนมอบที่ผู้สูงอายุน่าจะชอบติดไม้ติดมือไปฝากคุณย่าหูด้วย
“เด็กคนนี้หน้าตาหล่อเหลาเอาการเชียว ดูดีกว่าหลานสาวบ้านฉันอีกนะเนี่ย”
ทันทีที่คุณย่าหูเห็นหน้ารุ่ยรุ่ย ท่านก็รู้สึกถูกชะตาเอามากๆ ถึงขนาดยัดลูกอมนมกำใหญ่ใส่กระเป๋าเสื้อของเด็กน้อยจนล้น
กระเป๋าเสื้อของรุ่ยรุ่ยตุงจนดูป่องออกมา ราวกับแก้มของหนูแฮมสเตอร์ตัวอ้วนกลม
“รุ่ยรุ่ย ขอบคุณคุณย่าสิลูก”
หลินซีอวี่มองภาพนั้นด้วยความเอ็นดู พลางลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ
“ขอบคุณครับคุณย่า”
ภายใต้การดูแลสั่งสอนของคู่สามีภรรยา รุ่ยรุ่ยไม่ค่อยตื่นกลัวคนแปลกหน้าเหมือนเมื่อก่อนแล้ว พออาสะใภ้บอกให้ขอบคุณ เด็กน้อยก็ส่งเสียงใสแจ๋วตอบกลับอย่างน่าเอ็นดู
เสียงเรียกคุณย่าหวานเจี๊ยบทำเอาคุณย่าหูชื่นใจจนยิ้มแก้มแทบปริ หญิงชราหันไปหยิบน้ำส้มกล่องบนโต๊ะกระจกมาเจาะหลอด แล้วป้อนเข้าปากเด็กน้อยทันที
รุ่ยรุ่ยชอบดื่มน้ำส้มอยู่แล้ว เด็กน้อยจึงดูดน้ำผลไม้จากหลอดดังจ๊วบๆ อย่างเอร็ดอร่อย
หลินซีอวี่ปล่อยให้เด็กน้อยนั่งเล่นกินขนมไปตามลำพัง อาศัยจังหวะที่คุณย่าหูกำลังอารมณ์ดี ชวนคุยเข้าเรื่องผลงานชิ้นเอกที่ท่านภาคภูมิใจที่สุด นั่นก็คือศิลปะการตัดกระดาษที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมสายน้ำแห่งเมืองจี่หนาน
พอพูดถึงเรื่องตัดกระดาษ คุณย่าหูก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันที รีบหยิบผลงานลวดลายน้ำพุเจินจูที่เพิ่งตัดเสร็จใหม่ๆ ออกมาอวด
ลวดลายบนกระดาษถูกออกแบบมาอย่างแยบยลและดูสมจริงราวกับมีชีวิต ที่น่าทึ่งที่สุดคือวิวทิวทัศน์ทั้งสองฝั่งซ้ายขวานั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บริเวณมุมซ้ายบนมีตัวอักษรคำว่า ‘น้ำพุเจินจู’ ซึ่งดูพลิ้วไหวราวกับถูกวาดด้วยพู่กันจีน มองดูคล้ายกับสายน้ำใสสะอาดที่กำลังไหลรินอย่างต่อเนื่อง
“สวยจังเลยค่ะ”
หลินซีอวี่เอ่ยชมจากใจจริง
“ทำได้ยังไงคะเนี่ย? วิวสองฝั่งไม่เหมือนกันเลย แถมกระดาษแผ่นเดียวยังดูเหมือนภาพวาดทิวทัศน์ภูเขาและแม่น้ำได้ขนาดนี้”
“นี่เป็นเคล็ดลับวิชาที่ย่าคิดค้นขึ้นมาเองเชียวนะ”
คุณย่าหูยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย ลองหยั่งเชิงดู
“อยากเรียนไหมล่ะ? เดี๋ยวย่าสอนให้”
“อยากค่ะ”
หลินซีอวี่ตอบรับอย่างกระตือรือร้น
“เอากรรไกรมาสิ”
คุณย่าหูดูคึกคักขึ้นมาทันตา เตรียมเปิดคลาสสอนสดๆ ตรงนั้นเลย
หลินซีอวี่รีบหยิบกรรไกรกับกระดาษสีแดงส่งให้อย่างรู้หน้าที่
รุ่ยรุ่ยน้อยเองก็ดูจะสนใจการตัดกระดาษไม่แพ้กัน เด็กน้อยเบิกตากลมโตจ้องมองมือของคุณย่าหูที่กำลังขยับกรรไกรอย่างตั้งอกตั้งใจโดยไม่กะพริบตาแม้แต่น้อย
….
สมกับที่เป็นช่างฝีมือชั้นครู คุณย่าหูใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาทีก็สามารถรังสรรค์ภาพตัดกระดาษลายน้ำพุเจินจูอันเป็นเอกลักษณ์ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ทักษะการตัดกระดาษที่พลิ้วไหวและชำนาญการนั้น ทำเอาหลินซีอวี่ทึ่งจนต้องเดาะลิ้นชื่นชม
“พอจะจำได้บ้างไหม?”
คุณย่าหูเห็นอีกฝ่ายตั้งใจดู ก็ถามด้วยรอยยิ้มอารี
“เอ่อ...”
หลินซีอวี่ยิ้มแหย ยอมรับตามตรง
“ไม่ได้เลยค่ะ”
“มันซับซ้อนเกินไปค่ะ ดูแล้วตาลายไปหมด ดูรอบเดียวจำไม่ได้หรอกค่ะ”
พอเห็นรุ่ยรุ่ยจ้องหน้าเธอด้วยดวงตากลมแป๋ว หลินซีอวี่ก็รู้สึกเขินจนหูแดง ต้องรีบพูดแก้เกี้ยว
“ลวดลายนี้มันก็ซับซ้อนจริงๆ นั่นแหละ ไม่งั้นจะเรียกว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้ยังไงล่ะ”
คุณย่าหูพยักหน้าเข้าใจ ช่วยพูดปลอบใจไม่ให้เธอรู้สึกแย่
“คุณย่าหูคะ ฉันยังไม่ได้แสดงความยินดีกับคุณย่าเลย”
หลินซีอวี่ยิ้มอย่างซาบซึ้ง
“ที่ศิลปะการตัดกระดาษวัฒนธรรมสายน้ำได้รับเลือกให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดของจี่หนาน นี่มันเรื่องน่ายินดีระดับประเทศเลยนะคะ ต้องฉลองกันหน่อย เอาอย่างนี้ไหมคะ เดี๋ยวฉันเป็นเจ้ามือเอง เราไปจัดโต๊ะจีนที่ภัตตาคารหมิงหูกัน ชวนพวกรุ่นน้องในสำนักมาฉลองด้วยกันให้สนุกไปเลย”
“ไม่ต้องหรอก จะไปสิ้นเปลืองเงินทองทำไม”
คุณย่าหูโบกมือปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม
“แค่เธอมีน้ำใจ ย่าก็ดีใจมากแล้ว ย่าไม่ได้หวังอะไรเลย หวังแค่อยากให้ศิลปะแขนงนี้ได้รับการสืบทอดต่อไป ขอแค่พวกหนูไม่ลืมวิชา ว่างๆ ก็หยิบกระดาษมาตัดเล่นบ้าง ไม่ปล่อยให้ทักษะมันหายไปตามกาลเวลา แค่นี้ย่าก็พอใจแล้ว”
“ฉันก็ตัดอยู่นะคะ”
หลินซีอวี่รีบเสนอหน้ายืนยันความบริสุทธิ์ใจ
“เมื่อวานฉันก็เพิ่งตัดไปแผ่นนึง เอาไปแปะไว้ที่หน้าต่าง เป็นตัวอักษรมงคลสีแดง ดูแล้วเป็นสิริมงคลเข้ากับบรรยากาศมากๆ เลยค่ะ”
“อื้อๆ”
รุ่ยรุ่ยฟังรู้เรื่อง เด็กน้อยพยักหน้ารับหงึกหงัก ช่วยเป็นพยานยืนยันคำพูดให้อีกแรง
“รุ่ยรุ่ยน่ารักที่สุดเลย”
หลินซีอวี่หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก้มลงอุ้มร่างเล็กขึ้นมาฟัด หอมแก้มยุ้ยๆ สีชมพูระเรื่อไปฟอดใหญ่
หูของเด็กน้อยเปลี่ยนเป็นสีแดงเถือกจนสังเกตเห็นได้ชัด สายตาล่อกแล่กไปมา ไม่กล้าสบตากับอาสะใภ้ด้วยความเขินอาย
“เอ๊ะ...”
หลินซีอวี่เห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ จึงแกล้งแหย่เล่น
“รุ่ยรุ่ยหูแดงหมดแล้ว เขินเหรอเนี่ย? เล็กแค่นี้ก็รู้จักหวงตัว ไม่ให้ผู้หญิงหอมแก้มแล้วเหรอ?”
หูของรุ่ยรุ่ยยิ่งแดงเถือกหนักกว่าเดิม ไม่ว่าเธอจะแหย่ยังไง เด็กน้อยก็เอาแต่ปิดปากเงียบ ไม่ยอมพูดอะไรออกมาสักคำ
“เด็กคนนี้ดูท่าทางฉลาดเฉลียวนะเนี่ย”
คุณย่าหูมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม พลางเอ่ยแซว
“โตขึ้นต้องเก่งเหมือนคุณอาแน่ๆ ตั้งใจเรียนเข้านะลูก จะได้สอบได้เป็นจอหงวนระดับมณฑลแบบคุณอาบ้าง”
“คุณย่าหูคะ...”
หลินซีอวี่เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
“คุณย่าเดาออกด้วยเหรอคะ ว่ารุ่ยรุ่ยเป็นหลานใคร?”
“ย่าแก่แล้วก็จริง แต่สายตายังดีอยู่นะ”
คุณย่าหูแกล้งทำค้อนขวับ ถลึงตาใส่
“เรื่องแค่นี้ไม่ต้องเดาหรอก ดูจากสีหน้าของหนูก็รู้แล้ว”
“คุณย่าหูแม่นยิ่งกว่าตาเห็นอีกนะคะเนี่ย”
หลินซีอวี่ยิ้มเจื่อนๆ
“หมอดูยังทายไม่แม่นเท่าคุณย่าเลยค่ะ”
“เรื่องแบบนี้ต้องใช้หมอดูด้วยเหรอ?”
คุณย่าหูพูดแทงใจดำอย่างไม่อ้อมค้อม
“ถ้าเขาไม่กลับมา หนูจะยิ้มกว้างขนาดนี้ไหมล่ะ? เมื่อก่อนเวลามาหาย่าทีไร หน้าตาอมทุกข์ราวกับแบกโลกไว้ทั้งใบ เห็นแล้วย่าก็ปวดใจแทน”
“ไม่ถึงขนาดนั้นมั้งคะ”
หลินซีอวี่แกล้งทำเสียงทะเล้น
“ฉันมาเรียนวิชากับคุณย่า จะกล้าทำหน้าบูดหน้าบึ้งได้ยังไง เดี๋ยวคุณย่าก็เอากรรไกรทิ่มเอาหรอก”
คุณย่าหูส่ายหน้ายิ้มๆ
“ย่ารักและเอ็นดูหนูจะตายไป จะกล้าเอากรรไกรไปทิ่มหนูลงได้ยังไงล่ะ?”
“คุณย่าหู...”
หลินซีอวี่โผเข้ากอดคุณย่าหูอย่างออดอ้อน
“ขอบคุณนะคะที่คอยเป็นห่วงฉันมาตลอด คุณย่าเดาถูกแล้วค่ะ ฉันมีความสุขมากจริงๆ มีความสุขมากๆ เลยค่ะ”
“เขากลับมาก็ดีแล้วล่ะ”
คุณย่าหูลูบหลังลูบไหล่ปลอบโยนอย่างอ่อนโยน
“ย่าเห็นหนูกลับมายิ้มได้แบบนี้ ย่าก็ดีใจ ดีใจยิ่งกว่าตอนที่การตัดกระดาษของเราได้รางวัลมรดกทางวัฒนธรรมเสียอีก”
“คุณย่าหูคะ...”
หลินซีอวี่ซาบซึ้งจนน้ำตาแทบไหล
“วันนี้กู้ปินมีธุระข้างนอกเลยไม่อยู่บ้าน เอาไว้วันหลังฉันจะพาเขามาเยี่ยมคุณย่านะคะ”
“จ้ะ”
คุณย่าหูยิ้มรับอย่างยินดี
“จะมาเมื่อไหร่ก็มาเถอะ ย่าว่างเสมอ รอพวกเธออยู่ที่บ้านนี่แหละ”
“ค่ะ”
หลินซีอวี่ยิ้มกว้าง ส่งรอยยิ้มหวานหยดย้อยไปให้คุณย่าหู
….
ช่วงสายของวันเดียวกัน กู้ปินเดินทางไปยังตลาดค้าส่งสินค้าเบ็ดเตล็ดประตูทิศตะวันออก เพื่อหาซื้อแผ่นกระจกขนาดพอดีกับหน้าต่างบานที่แตกไป
การจะติดตั้งกระจกบานใหม่จำเป็นต้องใช้ปูนอุดและตะปู เขาจึงแวะซื้ออุปกรณ์พวกนั้นติดมือมาด้วย ก่อนจะหนีบแผ่นกระจกไว้ข้างลำตัวแล้วเดินกลับบ้าน
“พ่อหนุ่มคนนั้นหน้าตาคุ้นๆ นะ เหมือนจะเป็นหลานชายของเหล่ากู้เลยใช่ไหม?”
“ดูคล้ายๆ อยู่นะ บ้านนั้นปิดตายคล้องกุญแจมาตั้งห้าปีแล้ว นี่แสดงว่ามีคนกลับมาอยู่แล้วงั้นเหรอ?”
“เวลาผ่านไปไวจริงๆ เผลอแป๊บเดียวเหล่ากู้ก็ตายมาห้าปีแล้ว”
“แล้วผู้หญิงคนนั้นไม่รู้กลับมาด้วยหรือเปล่า? ยายนั่นน่ะเก่งจะตายไป เต้นรำก็เป็น อาศัยหน้าตาสะสวยจับผู้ชายดีๆ ทำสามีจนได้เชิดหน้าชูตาเป็นคุณนาย พวกเพื่อนบ้านละแวกนี้ไม่มีใครอยู่ในสายตาหล่อนหรอก”
“ไม่รู้สิ ว่างๆ ค่อยแวะไปสอดแนมดูหน่อยก็แล้วกัน หลานชายกลับมาทั้งที ยายนั่นก็น่าจะกลับมาด้วยแหละ”
“จะไปดูทำไม มีอะไรน่าดูนักหนา? พวกเธอไม่กลัวโดนหางเลขไปด้วยหรือไง บ้านนั้นตอนนี้ชื่อเสียงป่นปี้ไปหมดแล้ว ทางที่ดีอย่าไปยุ่งเกี่ยวเลยจะดีกว่า”
ตลอดทางเดินจากประตูทิศตะวันออกเก่ามุ่งหน้าสู่ถนนตะวันตกสระน้ำหวังฝู่ กู้ปินสัมผัสได้ถึงสายตาหลายคู่ที่ลอบมองมาเป็นระยะ เสียงซุบซิบนินทาที่ลอยแว่วมาตามลมชวนให้รู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจไม่น้อย
“บ้านใครชื่อเสียงป่นปี้ยะ?!”
“แล้วมันไปหนักหัวพวกป้าตรงไหนฮะ?!”
“ไม่อยากมาเหยียบก็ไม่ต้องมาสิ ใครเขาไปกราบกรานเชิญให้พวกป้ามากันล่ะ?!”
ทันใดนั้น เสียงแผดร้องดุดันและห้าวหาญของอู๋เหมิงก็ดังขึ้นจากด้านหลัง สวนกลับเหล่าป้าข้างบ้านขาเผือกจนหน้าหงายเถียงไม่ออกไปตามๆ กัน
“หึ...”
กู้ปินหันกลับไปมองตามเสียง พอเห็นว่าเป็นใครก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ฉันก็ว่าอยู่ว่าใครที่ไหนปากคอจัดจ้านขนาดนี้ ที่แท้ก็ยัยอู๋เหมิงจอมโก๊ะของเรานี่เอง”
อู๋เหมิงกลอกตาใส่อย่างหงุดหงิด
“ฉันฟังแล้วโมโหจนเส้นเลือดในสมองแทบแตก นี่ยังจะมีอารมณ์มาพูดเล่นอีกเหรอ? คราวหลังถ้าพวกป้าปากหอยปากปูนั่นมาพล่ามอะไรไร้สาระให้ฟังอีก นายมาบอกฉันได้เลยนะ เดี๋ยวฉันจะไปด่าเปิงให้เรียบเอง!”
[จบบท]