บทที่ 280 : ความรักสองปี
จ้าวอวิ๋นเฉิงสมกับเป็นสายลับสองหน้าตามที่กู้ปินเคยพูดแซวเอาไว้จริงๆ เรื่องสะกดรอยแอบฟังนี่ฝีมือไม่ธรรมดาเลย
เขาไปดักซุ่มอยู่หน้าบ้านของหลี่เสี่ยว คอยตามดูตอนไปทำงานและเลิกงาน รวมถึงตอนที่ไปเดตกับผู้หญิงคนนั้น ผ่านไปแค่สองวันก็สืบเรื่องราววงในมาได้ไม่น้อย
พ่อแม่ของหลี่เสี่ยวแนะนำคู่ดูตัวให้เขาจริงๆ ผู้หญิงคนนั้นเป็นหมอ เธอรู้สึกประทับใจในตัวเขามาก จึงมักจะชวนเขาออกมาเจออยู่บ่อยๆ
ส่วนทางด้านหลี่เสี่ยวก็ยังคงมีความรู้สึกดีๆ ให้กับหลิวเล่ย ที่เขาจงใจเอาเรื่องนี้ไปบอกเธอ ก็เพราะหวังจะหยั่งเชิงดูปฏิกิริยาของเธอเท่านั้น
ทว่าการที่หลิวเล่ยไม่ยอมแต่งงาน แถมยังมีท่าทีแข็งกร้าวใส่ ทำให้เขาเจ็บปวดใจอย่างหนัก ทั้งสองคนต่างฝ่ายต่างตำหนิว่าอีกคนไม่ยอมเข้าใจตนเอง ยิ่งเถียงก็ยิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็จบลงที่การเลิกรา
ความรักตลอดระยะเวลาสองปีต้องมาจบลงด้วยวิธีนี้ ในใจของหลี่เสี่ยวเองก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน ถ้าจะบอกว่าไม่รู้สึกเสียใจเลยแม้แต่น้อยก็คงจะเป็นการโกหกหน้าตาย แต่จะทำยังไงได้ ในเมื่อหลิวเล่ยเองก็เป็นคนหัวรั้น ไม่ยอมก้มหัวขอร้องใครง่ายๆ
ทั้งสองคนต่างฝ่ายต่างดึงดัน มึนตึงใส่กัน ปล่อยให้เวลาแต่ละวันผ่านพ้นไปท่ามกลางความทุกข์ทรมานใจ
เมื่อหลินซีอวี่ได้รู้ความจริงทั้งหมด เธอจึงเป็นฝ่ายโทรศัพท์ไปหาหลี่เสี่ยว แล้วนัดเขาออกมาเจอกันที่ร้านน้ำชาแถวศาลาเจี่ยฟ่าง
ทั้งสองคนนั่งคุยกันอยู่ในร้านน้ำชาเป็นเวลานาน คำเกลี้ยกล่อมของเธอทำให้หลี่เสี่ยวจุดประกายความหวังเฮือกสุดท้ายขึ้นมาได้อีกครั้ง เขาตกลงนัดแนะเวลากับเธอ แล้วนั่งรอหลิวเล่ยอยู่ที่ร้านน้ำชาแห่งนั้น
หลังจากนั้น หลินซีอวี่ก็รีบโทรศัพท์ไปบอกหลิวเล่ยว่า ถ้ายังอยากจะรักษารักครั้งนี้เอาไว้ ต้องมาที่ร้านน้ำชาเพื่อเจอกับเขาให้ได้ก่อนเวลาสามทุ่มตรง
พอหลิวเล่ยได้รับสาย เธอก็นิ่งเงียบไปนานแสนนาน
ในตอนนั้น เธอกำลังนั่งรถเดินทางจากเมืองเวยไห่กลับมาที่จี่หนาน ตามปกติแล้วน่าจะมาถึงตอนสองทุ่ม
แต่สวรรค์ช่างไม่เป็นใจ สภาพการจราจรบนท้องถนนดันเกิดอุบัติเหตุขึ้น ทำให้รถติดหนักสาหัส
เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไปทีละนาที คนที่กำลังเฝ้ารอก็เริ่มดำดิ่งลงสู่ความสิ้นหวังตามเข็มนาฬิกาที่เดินไปข้างหน้า
เวลาสามทุ่มตรง ร้านน้ำชาถึงเวลาปิดทำการ
หลี่เสี่ยวลุกขึ้นจากเก้าอี้ เขาหันไปมองทางศาลาเจี่ยฟ่างเป็นครั้งสุดท้าย แค่นยิ้มขมขื่นพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ แล้วเดินออกจากร้านน้ำชาไป
ในเวลาเดียวกันนั้น หลิวเล่ยที่ยังคงติดอยู่บนรถก็ยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา เธอฝืนยิ้มขื่นๆ ดึงมุมปากขึ้นมาเล็กน้อย แล้วหลับตาลงพักผ่อนตามเดิม
หลี่เสี่ยวตัดสินใจแต่งงานสายฟ้าแลบ หนึ่งเดือนให้หลัง เขาก็จัดงานแต่งงานกับคุณหมอสาวคนนั้น
หลิวเล่ยไม่ได้ไปร่วมงาน เธอเพียงแค่ให้คนส่งกระเช้าดอกไม้ไปแสดงความยินดี ด้านบนเขียนคำอวยพรมงคลสีแดงสดใจความว่าขอให้รักกันยืนยาวร้อยปี
ความรักสองปี ในที่สุดก็ปิดฉากลงท่ามกลางความเสียใจของทั้งสองฝ่าย
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลิวเล่ยก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดให้กับหน้าที่การงาน ท่ามกลางเสียงบ่นของป้าใหญ่ที่คอยบ่นกรอกหูอยู่ทุกปี ในที่สุดตอนอายุสามสิบห้า เธอก็ได้พบกับคนที่เหมาะสม ตกลงปลงใจแต่งงานและมีลูกในที่สุด
...
ตรอกถนนตะวันตกสระน้ำหวังฝู่
"ติวหนังสือให้เสี่ยวอี้มาสองวันแล้ว นายคิดว่าเขาเป็นยังไงบ้าง? พอจะมีแววสอบติดมหาวิทยาลัยดีๆ ไหม?"
แม้ว่าหลินซีอวี่จะรู้สึกเสียดายเรื่องเนื้อคู่ของพี่สาวมากแค่ไหน แต่ในฐานะน้องสาว เธอเองก็ไม่อาจเข้าไปก้าวก่ายเรื่องความรักของอีกฝ่ายได้มากนัก ผ่านไปไม่นาน เธอก็ปล่อยวางเรื่องนี้ไป
สิ่งที่เธอให้ความสำคัญมากกว่าในตอนนี้ก็คือเรื่องการเรียนของน้องชาย เพราะกำหนดการเปิดเทอมของวิทยาลัยเทคนิคการบินพลเรือนเซี่ยงไฮ้ใกล้เข้ามาทุกที เธอเองก็ต้องจัดกระเป๋าเตรียมตัวเดินทางกลับไปเรียนแล้วเหมือนกัน
ชายหนุ่มที่กำลังช่วยเธอจัดกระเป๋าเดินทางชะงักมือไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถาม "อยากฟังความจริง หรือว่า..."
"ก็ต้องความจริงสิ" หลินซีอวี่ส่งยิ้มค้อนให้เขาวงใหญ่ "ฉันจะอยากฟังคำพูดเยินยอประจบประแจงของนายไปทำไมกัน? สู้ซื้อของขวัญมาให้ยังจะจับต้องได้มากกว่าอีก"
กู้ปินส่งยิ้มหยอกเย้ากลับไป "นี่เธอกำลังหลอกด่าฉันอยู่นี่นา หาว่าฉันไม่ยอมซื้อของขวัญให้ ก็เลยมาทวงของขวัญล่ะสิ"
"ฉันกำลังถามเรื่องเรียนของเสี่ยวอี้อยู่นะ" หลินซีอวี่ดุพลางกลั้วหัวเราะ "เลิกพูดจาเหลวไหลเปลี่ยนเรื่องได้แล้ว"
กู้ปินแกล้งทำเป็นถอนหายใจอย่างหงุดหงิด "เฮ้อ ทวงของขวัญจากฉันยังจะดีซะกว่าอีกนะ"
"ทำไมล่ะ?" หลินซีอวี่ใจหายวาบ ลางสังหรณ์ใจไม่ดีเริ่มก่อตัวขึ้น "เสี่ยวอี้เรียนไม่ไหวเหรอ? ติวไปแล้วไม่ได้ผลใช่ไหม?"
กู้ปินขมวดคิ้ว ลังเลอยู่พักหนึ่งว่าจะพูดความจริงออกไปดีหรือไม่ "จะบอกว่าไม่ดีก็คงไม่ใช่ เด็กคนนี้ค่อนข้างฉลาดหัวไวเลยทีเดียวล่ะ..."
ยังไงเสี่ยวอี้ก็ไม่ใช่น้องชายแท้ๆ ของเขา ถ้าพูดอะไรผิดหูไป ไม่เพียงแต่จะทำให้ภรรยาไม่พอใจ แต่ยังจะไปล่วงเกินแม่ยายเข้าอีก แบบนั้นมันส่งผลเสียต่อสถานะลูกเขยอย่างเขาชัดๆ
"ไม่ต้องมาคิดมากเลย รีบพูดมาเถอะ" หลินซีอวี่มองปราดเดียวก็รู้ทันความคิดของเขา "ถ้านายไม่ยอมบอกความจริง นั่นแหละคือการทำร้ายเสี่ยวอี้ทางอ้อมเลยนะ"
"เธอเป็นคนให้ฉันพูดเองนะ" กู้ปินเหลือบมองเธออย่างระแวดระวัง ท่าทางทำตัวไม่ถูกอย่างหาได้ยากของเขาทำให้หลินซีอวี่ถึงกับหลุดขำ
"ใช่ๆ ฉันเป็นคนให้นายพูดเองแหละ รีบเล่ามาเถอะ จัดกระเป๋าเสร็จแล้วฉันยังต้องไปกล่อมรุ่ยรุ่ยนอนอีกนะ"
กู้ปินไม่ปิดบังอีกต่อไป "เอาจริงๆ นะ ฉันคิดว่าด้วยอายุของเสี่ยวอี้ตอนนี้ ให้ไปเรียนมัธยมปลายปีหนึ่งมันยังเด็กเกินไปหน่อย ที่เขาเรียนข้ามชั้นมาได้ก่อนหน้านี้ น่าจะเป็นเพราะความดีความชอบของแม่เธอนั่นแหละ เขาชินกับระบบการศึกษาแบบยัดเยียด ชินกับการท่องจำขั้นตอนการแก้โจทย์แล้วก็จำคำตอบไปตอบ วิธีแบบนี้เอาไปใช้ตอนมัธยมต้นมันก็พอถูไถไปได้อยู่หรอก แต่พอขึ้นมัธยมปลายปุ๊บ ข้อเสียมันก็จะโผล่ออกมาให้เห็นชัดเจนเลยล่ะ"
เขาหยุดไปนิดแล้วอธิบายต่อ "ครูมัธยมปลายเขาเน้นให้เด็กคิดวิเคราะห์แล้วก็เรียนรู้ด้วยตัวเอง วิธีการสอนมันไม่เหมือนครูมัธยมต้น แถมเนื้อหายังไปไวแล้วก็เยอะมากด้วย”
“ที่สำคัญเลยนะ ด้วยระดับความรู้ของแม่คุณตอนนี้ คงเอามาใช้ติวเนื้อหามัธยมปลายให้เขาไม่ไหวแล้วล่ะ ทำได้แค่บังคับให้เขานั่งทำโจทย์ไปเรื่อยๆ หวังจะก๊อปปี้วิธีเดิมตอนมัธยมต้นมาใช้ดึงคะแนนเขาขึ้นมา"
"ตอนมัธยมปลาย ถ้าเป็นวิชาที่ต้องใช้สูตรมาคำนวณมันก็ยังพอว่า แต่ถ้าจะให้มานั่งท่องจำคำตอบไปตอบมันใช้ไม่ได้ผลหรอกนะ โดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์กับภูมิศาสตร์ ข้อสอบชอยส์แต่ละข้อมันดูคล้ายกันไปหมด เลือกข้อไหนก็ดูเหมือนจะถูก แบบนี้มันวัดทักษะการทำความเข้าใจของนักเรียนล้วนๆ เลยล่ะ"
หลินซีอวี่พยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย เธอเรียนสายศิลป์มาตอนมัธยมปลาย เลยเข้าใจสิ่งที่เขาพูดอย่างลึกซึ้ง
"เห็นไหมล่ะ เธอเองก็เห็นด้วยกับที่ฉันพูด แบบนี้ก็เยี่ยมไปเลย" กู้ปินค่อยโล่งใจขึ้นมาหน่อย ก่อนจะพูดต่อ
"เพราะงั้นฉันถึงบอกไงล่ะ ว่าด้วยคะแนนของเสี่ยวอี้ตอนนี้ การจะเรียนให้ทันเพื่อนตอนมัธยมปลายมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทางที่ดีที่สุดคือให้เขากลับไปเริ่มเรียนมัธยมปลายปีหนึ่งใหม่อีกรอบ"
"ให้นายช่วยติวให้ก็ไม่ได้เหรอ?" หลินซีอวี่ขมวดคิ้วแน่น "เสี่ยวอี้คงรู้สึกเสียหน้า ไม่ยอมหรอกมั้ ยิ่งแม่ฉันยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย"
กู้ปินยกมือขึ้นนวดขมับอย่างปวดหัว "ฉันไม่ใช่เทพเจ้านะ ที่แค่ติวให้ไม่กี่วันก็ดึงคะแนนเขาพุ่งพรวดขึ้นมาได้เลย สิ่งที่ฉันพอจะทำได้ตอนนี้ ก็แค่พยายามสอนเทคนิคการเรียนให้เขาไปให้ได้มากที่สุดในเวลาที่มีจำกัด ส่วนจะเรียนได้ดีแค่ไหน มันก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวเขาเองแล้วล่ะว่าจะเข้าใจมันได้มากน้อยแค่ไหน"
"จำเป็นต้องกลับไปเรียนซ้ำชั้นอีกปีเลยเหรอ?" หลินซีอวี่คิ้วขมวดมุ่น เอ่ยถามย้ำด้วยความจริงจัง
"แบบนั้นน่าจะดีที่สุด" กู้ปินไม่ลังเลอีกต่อไป เขาให้คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมา
"ก็ได้" หลินซีอวี่เชื่อใจเขา จึงไม่คิดจะโต้แย้งอีก "ขอฉันคิดดูก่อนนะ ว่าจะเอาเรื่องนี้ไปเกลี้ยกล่อมเสี่ยวอี้ยินยอมยังไงดี"
กู้ปินคิดเรื่องนี้เอาไว้แล้ว "ที่เขาไม่อยากซ้ำชั้น ก็เพราะกลัวโดนเพื่อนล้อใช่ไหมล่ะ งั้นเราก็ให้เขาดรอปเรียนไว้ก่อน แล้วทำเรื่องย้ายไปเรียนฝากที่โรงเรียนอื่นแทนสิ เอาแบบที่ไม่อยู่ในเมืองจี่หนานเลยยิ่งดี ทีนี้เขาก็ไม่ต้องมากังวลว่าจะโดนใครดูถูกแล้วล่ะ"
หลินซีอวี่ลองหยั่งเชิงดู "งั้น... เราพาเขาไปอยู่เซี่ยงไฮ้ด้วยกันเลยดีไหม?"
"ไม่ได้หรอก" กู้ปินปฏิเสธเสียงแข็งทันที
"รูปแบบการสอบของเซี่ยงไฮ้กับซานตงมันไม่เหมือนกัน จะให้เขาออกนอกมณฑลไม่ได้ พอถึงเวลาสอบเข้ามหาวิทยาลัย เขาก็ต้องกลับมาสอบที่เขตพื้นที่ตามทะเบียนบ้านเดิมอยู่ดี"
"ซี๊ดดด" หลินซีอวี่สูดปากเสียงดัง รู้สึกปวดหัวตุบๆ "แบบนี้มันก็ยุ่งยากอยู่นะ ออกจากจี่หนาน แต่ก็ห้ามตามพวกเราไปเซี่ยงไฮ้ ญาติพี่น้องของครอบครัวเราทั้งสามรุ่นก็อยู่ในจี่หนานกันหมด คนรู้จักต่างถิ่นก็ไม่มีสักคน แล้วจะให้เขาไปเรียนที่ไหนได้ล่ะ?"
"ก็หาโรงเรียนมัธยมปลายที่มีหอพักให้เด็กอยู่สิ" กู้ปินเสนอไอเดีย
"แถวๆ เจียวตงก็น่าจะดีนะ แถวนั้นมีโรงเรียนมัธยมปลายดังๆ อยู่หลายแห่งเลย อัตราการสอบติดมหาวิทยาลัยดังๆ ก็สูงมากด้วย"
"โรงเรียนมัธยมเยียนไถที่หนึ่งก็ดีอยู่นะ" หลินซีอวี่ยังคงมีความกังวลอยู่ในใจ
"แต่ปัญหาคือตอนนี้เพิ่งจะเดือนกุมภาพันธ์เอง ยังเหลือเวลาเรียนอีกตั้งครึ่งเทอม ถึงเสี่ยวอี้จะยอมกลับไปเรียนมัธยมปลายปีหนึ่งใหม่ แล้วช่วงครึ่งเทอมหลังนี้จะทำยังไงล่ะ? ถ้าเรียนไม่ทันเพื่อน สอบได้ที่โหล่ เขาก็ต้องเสียความมั่นใจอยู่ดี..."
"เรื่องนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจของเขาแล้วล่ะ ว่าจะรับไหวรึเปล่า" กู้ปินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ
"เธอเป็นพี่สาวแท้ๆ ของเขา จังหวะนี้แหละที่คนเป็นพี่อย่างคุณต้องออกโรงแล้ว เธอต้องคอยพูดให้กำลังใจเขาเยอะๆ ช่วยเขาวิเคราะห์ให้เห็นถึงข้อดีข้อเสีย มันจะส่งผลดีต่ออนาคตของเขาในวันข้างหน้านะ"
"เอาแบบนั้นก็ได้" หลินซีอวี่ตอบรับอย่างจนใจ
...
ห้องนอนแขก
เฉินเสี่ยวอี้เห็นพี่สาวเอาแต่นั่งเท้าคางจ้องหน้าเขาเขม็งอยู่ที่โต๊ะหนังสือมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกเป็นอย่างมาก "พี่ มีอะไรก็พูดมาตรงๆ เถอะน่า พี่เล่นจ้องหน้าผมแบบนี้มาจะครึ่งชั่วโมงแล้วนะครับ จ้องจนหน้าผมจะพรุนเป็นรูอยู่แล้ว"
หลินซีอวี่แกล้งพูดหยอก "ก็น้องชายพี่หน้าตาหล่อเหลาเอาการขนาดนี้ คนเป็นพี่จะมองหน้าเพลินๆ หน่อยไม่ได้รึไง?"
"แค่กๆ" เฉินเสี่ยวอี้เป็นพวกหน้าบาง โดนพี่สาวหยอดมุกแซวแบบไม่ทันตั้งตัวก็ทำเอาหน้าแดงเถือกไปถึงใบหู
หลินซีอวี่มองปฏิกิริยานั้นอย่างขบขัน ก่อนจะถอนหายใจออกมาจากใจจริง "เสี่ยวอี้เพิ่งจะอายุสิบสามเอง ถือว่ายังเด็กมากนะ สำหรับอายุแค่นี้ สภาพจิตใจยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่เลย แต่กลับต้องมาถูกตีกรอบขังเอาไว้ในกรงที่ชื่อว่ามัธยมปลายซะแล้ว ฟังดูแล้วมันน่าเศร้าจริงๆ พี่ล่ะสงสารนายแทนเลย"
"พี่..." เฉินเสี่ยวอี้ไม่ได้โง่ เขามองปราดเดียวก็รู้ว่าพี่สาวต้องมีจุดประสงค์อะไรบางอย่างแน่ๆ "พี่ปินไปพูดอะไรให้พี่ฟังใช่ไหม? พี่เลิกอ้อมค้อมได้แล้ว มีอะไรก็พูดมาเถอะ"
หลินซีอวี่ไม่อยากทำลายความมั่นใจของน้องชาย จึงเริ่มจากการชื่นชมเขาก่อน "พี่ปินเขาชมว่านายเป็นเด็กฉลาดนะ หัวไวแถมยังทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ ได้ดีมากด้วย..."
เฉินเสี่ยวอี้ฟังแล้วคิ้วขมวดเข้าหากันแน่น
"แต่ว่า..." หลินซีอวี่ชื่นชมเสร็จก็รีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที
"ผมว่าแล้วเชียวว่ามันต้องมีคำว่า แต่..." เฉินเสี่ยวอี้พยักหน้าอย่างรู้ทัน ทำหน้าเหมือนจะบอกว่าผมกะไว้แล้วว่าต้องมาไม้นี้
"อะแฮ่ม" หลินซีอวี่ยกมือขึ้นปิดปากกระแอมไอแก้เก้อ
"พี่..." เฉินเสี่ยวอี้ยืดหลังตรง นั่งตัวตรงแหน่วเตรียมพร้อมรับฟังอย่างตั้งใจ "สรุปแล้วพี่อยากจะพูดอะไรกันแน่ รีบๆ พูดมาเถอะน่า ไม่ว่ามันจะดีหรือร้าย ผมก็รับไหวทั้งนั้นแหละ"
"พี่ปินเขาชมว่านายฉลาดจริงๆ นะ" หลินซีอวี่เพิ่งจะอ้าปากพูดติดตลกอีกประโยค ก็โดนน้องชายถลึงตาใส่อย่างไม่เกรงใจ
"โอเคๆ เอาจริงๆ เลยนะ" เธอแกล้งกระแอมไอแก้เก้ออีกสองที แล้วเลิกคิดจะพูดเล่นอีก "ความหมายของพี่ปินก็คือ เขาอยากแนะนำให้นายดรอปเรียน แล้วกลับไปเริ่มเรียนมัธยมปลายปีหนึ่งใหม่อีกรอบน่ะ"
แววตาของเฉินเสี่ยวอี้หม่นแสงลง เผยให้เห็นถึงความรู้สึกต่อต้านขึ้นมาจางๆ
หลินซีอวี่รีบอธิบายอย่างร้อนรน "เสี่ยวอี้ นายฟังพี่ก่อนนะ พี่คุยกับพี่ปินเรียบร้อยแล้ว ว่าจะลองไปเกลี้ยกล่อมแม่ดู เพื่อขออนุญาตให้นายย้ายไปเรียนที่ต่างเมืองน่ะ"
"ไปต่างเมืองเหรอครับ?" เฉินเสี่ยวอี้ทำหน้าเหลอหลา เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า วันหนึ่งเขาจะต้องย้ายออกจากจี่หนานไปเรียนไกลถึงต่างเมือง
"ใช่แล้ว" หลินซีอวี่ลองวิเคราะห์ให้เขาฟัง
"ในมณฑลซานตงของเรา มีโรงเรียนมัธยมปลายดีๆ อยู่ตั้งเยอะเลยนะ กระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ ทั่วทั้งมณฑล โดยเฉพาะแถวๆ เจียวตงน่ะ อัตราการสอบติดมหาวิทยาลัยของโรงเรียนมัธยมเยียนไถที่หนึ่ง ยังสูงกว่าโรงเรียนมัธยมจี่หนานที่หนึ่งอีกนะ”
“ถ้านายย้ายไปเรียนต่างเมือง นายก็สามารถอยู่หอพักของโรงเรียนได้เลย ไม่ต้องคอยทนฟังแม่บังคับให้อ่านหนังสืออยู่ที่บ้านทุกวันอีกแล้วด้วย"
"อยู่หอพักงั้นเหรอครับ?" พอเฉินเสี่ยวอี้ได้ยินประโยคที่ว่า ไม่ต้องทนฟังแม่บังคับให้อ่านหนังสือ หัวใจของเขาก็เต้นแรงด้วยความตื่นเต้นทันที
หลินซีอวี่เห็นว่ามีหวัง ก็แอบยิ้มกริ่มอยู่ในใจ "นายอยากไปอยู่หอไหมล่ะ?"
"อยากครับ" และก็เป็นไปตามคาด วินาทีต่อมา เฉินเสี่ยวอี้ก็โพล่งคำตอบที่เธอคิดเอาไว้ออกมาโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
...
เมื่อหลินซีอวี่ได้รับคำตอบตกลงจากน้องชาย ในช่วงหัวค่ำของวันถัดมา เธอก็รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เดินทางไปที่ถนนตงหัว แล้วเคาะประตูบ้านตระกูลหลินอีกครั้ง
พอเฉินซิ่วหลานเห็นว่าลูกสาวกลับมาบ้านคนเดียว สีหน้าของเธอก็ยังคงบึ้งตึงไม่รับแขก
หลินซีอวี่พยายามข่มอารมณ์ ค่อยๆ อธิบายให้มารดาฟังอย่างใจเย็น พร้อมกับบอกเล่าจุดประสงค์ที่แท้จริงอย่างเปิดเผย "แม่คะ ที่หนูกลับมาคราวนี้ ไม่ได้จะมาหาเรื่องทะเลาะกับแม่หรอกนะคะ"
"ไม่ได้ แม่ไม่ยอมเด็ดขาด" ท่าทีของเฉินซิ่วหลานยังคงแข็งกร้าว ปฏิเสธเสียงแข็งทันที
"ตอนเสี่ยวอี้อยู่บ้าน ขนาดแม่คอยจับตาดูอยู่ตลอด เขายังเรียนไม่ค่อยจะรอดเลย แล้วถ้าปล่อยให้ไปอยู่ต่างเมือง ไม่มีใครคอยคุม จะไม่ยิ่งปล่อยปละละเลย เอาแต่เล่นสนุกจนไม่สนใจการเรียนเข้าไปใหญ่เหรอ แล้วแบบนั้นคะแนนมันจะไปดีขึ้นได้ยังไง?"
หลินซีอวี่เตรียมตัวมาดี เธอพูดจี้จุดอ่อนของมารดาด้วยประโยคเดียว "แม่ยอมตกลงดีกว่านะคะ ไม่อย่างนั้นหนูจะพาเสี่ยวอี้ไปอยู่เซี่ยงไฮ้ด้วยกัน แล้วตั้งแต่นี้ต่อไป พวกเราสองคนพี่น้องจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีกเลย"
"นี่ลูหกล้าขู่แม่เหรอ?" สีหน้าของเฉินซิ่วหลานเปลี่ยนไปทันที ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความโกรธ
"แม่จะคิดแบบนั้นก็ได้ค่ะ" หลินซีอวี่จ้องตากลับไปอย่างไม่คิดจะหลบเลี่ยง
"นังลูกอกตัญญู..." เฉินซิ่วหลานโกรธจัดจนเงื้อมือขึ้นเตรียมจะตบหน้าลูกสาว
หลินซีอวี่มองด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว "แม่ตีเลยสิคะ หนูขอประกาศไว้ตรงนี้เลยนะ ถ้าแม่กล้าแตะตัวหนูแม้แต่ปลายเล็บ หนูพูดคำไหนคำนั้น วันนี้หนูจะพาเสี่ยวอี้ออกจากจี่หนาน แล้วจะไม่กลับมาที่นี่อีกเลย"
"ลูกกล้าเหรอ!" มือที่เงื้อขึ้นมากลางอากาศของเฉินซิ่วหลานชะงักค้างไปทันที
"แม่ก็คอยดูแล้วกัน ว่าหนูจะกล้าหรือเปล่า" หลินซีอวี่แกล้งเดินถอยหลังไปสองก้าว ทำท่าเหมือนเตรียมตัวจะเดินออกจากบ้าน
เฉินซิ่วหลานโกรธจนน้ำเสียงสั่นเครือ "พวกแกโตๆ กันแล้ว ปีกกล้าขาแข็งกันหมดแล้ว ถึงได้กล้ามาขึ้นเสียงเถียงแม่ฉอดๆ แบบนี้"
แววตาของหลินซีอวี่ฉายแววเจ็บปวด "ในเมื่อแม่ก็รู้ว่าพวกเราโตกันหมดแล้ว แต่แม่ก็ยังทำกับพวกเราเหมือนตอนเด็กๆ เอะอะก็ด่า เอะอะก็ตี แม่ไม่คิดบ้างเหรอคะ ว่าสิ่งที่แม่ทำมันเกินไปหน่อย?"
เฉินซิ่วหลานรู้สึกผิดจนต้องเบือนหน้าหนี "ลูกจะไปก็ไป แต่ห้ามพาน้องไปด้วย"
หลินซีอวี่ยังคงไม่ยอมแพ้ "ถ้าแม่ยังยืนยันที่จะทำตัวแบบเดิมใส่เขา หนูก็ปล่อยให้น้องทนอยู่ที่นี่ไม่ได้หรอกค่ะ"
น้ำเสียงของเฉินซิ่วหลานเจือไปด้วยเสียงสะอื้นด้วยความโกรธ "ลูกอย่ามาพูดเหมือนแม่ทารุณกรรมน้องนะ... แม่ทำไม่ดีกับเขาตรงไหน? ตัวแม่เองกินไม่อิ่ม นอนไม่หลับ ก็เพื่อหาของอร่อยๆ มาบำรุงเขา เงินทองที่มีก็ทุ่มเทให้เขาทั้งหมด"
"เพื่อให้สามารถติวหนังสือให้เขาได้ แม่ถึงกับต้องไปรื้อฟื้นวิชามัธยมต้นใหม่หมดตั้งแต่ต้น แม่ทุ่มเทแรงกายแรงใจสอนเขาขนาดนี้ เขาถึงได้สอบได้คะแนนดีๆ สอบข้ามชั้นมาได้ตั้งสองชั้น จนสอบติดโรงเรียนมัธยมปลายชื่อดังได้ไงล่ะ"
"ที่กู้ปินพูดมานั่นถูกทั้งหมดเลยจริงๆ" หลินซีอวี่ไม่ได้รู้สึกคล้อยตามไปกับคำพูดของมารดาเลยแม้แต่น้อย กลับเผยสีหน้าอ่อนใจออกมาแทน
"ก็เพราะวิธีสอนแบบยัดเยียดของแม่นี่แหละ ที่ทำให้เสี่ยวอี้สูญเสียทักษะการเรียนรู้ด้วยตัวเองไป จนเรียนตามเนื้อหามัธยมปลายไม่ทัน"
พอได้ยินชื่อของกู้ปิน เฉินซิ่วหลานก็ยิ่งโมโหเลือดขึ้นหน้า "กู้ปิน กู้ปิน นี่ลูกคงจะโดนไอ้หมอนั่นปั่นหัวจนหน้ามืดตามัวไปหมดแล้วใช่ไหม? ต่อให้ลูกจะไม่ห่วงตัวเอง แต่อย่างน้อยก็น่าจะห่วงหน้าตาของแม่กับน้องบ้างสิ? ครอบครัวของมันเป็นยังไง พวกเพื่อนบ้านเก่าแก่แถวนี้เขารู้ไส้รู้พุงกันหมดนั่นแหละ แกเอาคนแบบนั้นมาเป็นลูกเขยบ้านเรา แล้วจะให้แม่เอาหน้าไปไว้ที่ไหนเวลาเจอเพื่อนบ้านฮะ?"
[จบบท]