บทที่ 283 : ใช้นามของภรรยา
"ออกไปกินข้าวข้างนอกเอาไว้ก่อนเถอะ"
หลินซีอวี่ยนึกถึงสถานการณ์การเงินของบริษัทที่กำลังตึงตัวขึ้นมาได้ จึงเอ่ยปฏิเสธออกไปตามสัญชาตญาณ
"ไม่ให้เกียรติกันขนาดนี้เลยเหรอ"
กู้ปินมองออกถึงความคิดเล็กๆ ในใจของเธอ ชายหนุ่มอมยิ้มเย้าแหย่ "ประธานบริษัทเกมอุตส่าห์ออกปากเลี้ยงข้าวภรรยาตัวเองทั้งที ดันโดนปฏิเสธเสียได้"
"ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย"
หลินซีอวี่ยังคงลังเลและพยายามคิดหาเหตุผลมาบ่ายเบี่ยง
"ไม่ต้องคิดแล้ว"
กู้ปินเอื้อมมือไปบีบแก้มเนียนของเธอเบาๆ ด้วยความเอ็นดู "วันนี้มีเรื่องน่ายินดี ต้องฉลองกันหน่อยสิ"
ดวงตาของหลินซีอวี่ทอประกายวาบขึ้นมาทันที "เรื่องน่ายินดีอะไร"
กู้ปินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "เดโม่เกมทำเสร็จเรียบร้อยแล้วนะ เอาออกไปพรีเซนต์ให้คนภายนอกดูได้แล้ว"
"จริงเหรอ?"
หลินซีอวี่ดีใจจนเนื้อเต้น หญิงสาวเด้งตัวลุกพรวดขึ้นจากโซฟาทันที
"โอ๊ย"
ทว่าขาทั้งสองข้างกลับปวดเมื่อยและชาหนึบจนยืนไม่อยู่ ร่างบางเซล้มถลาไปด้านหน้า
กู้ปินพึงพอใจมากที่เห็นภรรยาโผเข้าสู่อ้อมกอดของตนเอง ชายหนุ่มอ้าแขนรับร่างนุ่มนวลนั้นไว้จนเต็มอ้อมอก
"นี่มันเป็นข่าวดีสุดๆ ไปเลยนะเนี่ย ฉันจะโทรศัพท์ไปบอกคุณยายเดี๋ยวนี้เลย"
หลินซีอวี่รู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหู หญิงสาวรีบล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าด้วยความเขินอาย
"เชื่อใจฉันขนาดนั้นเลยเหรอ?"
กู้ปินเลิกคิ้วขึ้นพลางมองพวงแก้มแดงระเรื่อของเธอด้วยความสนใจ "ไม่คิดจะขอดูเดโม่หน่อยเหรอ หรือไม่ก็ถามย้ำสักคำว่าพูดจริงหรือเปล่า"
"ฉันดูเกมไม่เป็นหรอก"
หลินซีอวี่ตอบกลับไปทันทีโดยไม่ต้องคิด "แต่ว่าฉันเชื่อใจนายนะ"
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นในลำคอของกู้ปิน หัวใจของชายหนุ่มอบอุ่นและพองโตด้วยความสุข
ในขณะเดียวกันนั้นเอง
"เดโม่เสร็จแล้วเหรอ?"
"เย่ ดีใจจังเลย"
"ในที่สุดก็ปล่อยออกไปได้เสียที จะได้เห็นเกมที่พวกเราสร้างขึ้นมากับมือแล้ว"
"ยินดีด้วยครับลูกพี่ ยินดีด้วยครับพี่สะใภ้"
"จะปล่อยเกมตอนไหนครับเนี่ย ผมขอเป็นผู้เล่นคนแรกของนักล่าแห่งซิงเหอนะ"
"ทำไมแกถึงจะได้เป็นคนแรกวะ"
"คนแรกมันต้องเป็นฉันสิ"
"ฉันนี่แหละคนแรก พวกแกไม่ต้องมาแย่งเลย"
สิบนาทีต่อมา หลังจากที่สองสามีภรรยาเดินออกจากห้องทำงานและประกาศข่าวดีนี้ให้ทุกคนรับทราบ บรรยากาศภายในบริษัทก็เต็มไปด้วยความครึกครื้นขึ้นมาทันตาเห็น
เหล่าคนบ้าเกมทั้งแปดคนต่างพากันแย่งชิงตำแหน่งผู้เล่นคนแรกกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
"หยุดโวยวายกันได้แล้ว ฟังฉันนะ"
อู๋เหมิงแผดเสียงแหลมปรี๊ดดังก้องเพื่อสะกดความวุ่นวายทั้งหมด "พวกนายไม่รู้หรือไงว่าใครคือหัวเรือใหญ่ของบริษัทซิงเหอช่างโหยว คนที่จะลงทะเบียนเป็นผู้เล่นคนแรกก็ต้องเป็นลูกพี่ของพวกเราสิ มีอะไรให้ต้องแย่งกันด้วย"
บรรดาเพื่อนร่วมงานต่างพากันหน้าเจื่อนและหุบปากลงอย่างว่าง่าย
"เรื่องที่ว่าใครจะเป็นคนลงทะเบียนผู้เล่นคนแรก ผมมีความคิดบางอย่างครับ"
กู้ปินเอื้อมมือไปกุมมือของหลินซีอวี่ไว้อย่างอ่อนโยน ชายหนุ่มชูมือของเธอขึ้นสูงต่อหน้าทุกคนซึ่งถือเป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมายของใครหลายคน
"พี่สะใภ้เหรอครับ"
"ซีอวี่เนี่ยนะ"
ภายในบริษัทตกอยู่ในความเงียบงันทันที สายตาอันร้อนแรงทั้งเก้าคู่ซึ่งรวมถึงอู๋เหมิงด้วยต่างพุ่งเป้าไปที่หลินซีอวี่เป็นตาเดียว
"ฉัน ฉันเหรอ"
หลินซีอวี่รู้สึกงุนงง หญิงสาวหันไปมองชายหนุ่มด้วยท่าทีเลิ่กลั่กทำอะไรไม่ถูก
"ใช่แล้ว เธอนั่นแหละ"
กู้ปินทอดสายตามองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอด้วยความรักและทะนุถนอม "ความคิดนี้วนเวียนอยู่ในหัวฉันมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มสร้างเกม ฉันก็คิดเอาไว้ว่าจะใช้ชื่อของเธอมาตั้งเป็นชื่อตัวละคร แต่ฉันมันเป็นพวกขี้หวง อยากจะเก็บเธอไว้ครอบครองแค่คนเดียว คิดไปคิดมาอยู่ตั้งนาน สุดท้ายก็เลยล้มเลิกความคิดนั้นไป"
"พอตอนนี้เดโม่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว มันก็เลยทำให้ฉันเกิดความคิดนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ฉันอยากให้เธอมีส่วนร่วมกับเกมนี้ ถึงเธอจะไม่เล่นเกมก็ไม่เป็นไร แค่สมัครบัญชีที่มันมีความหมาย เอาไว้ให้พวกเราทุกคนได้เห็นชื่อนี้แล้วนึกถึงการสนับสนุนอย่างเงียบๆ ของเธอที่อยู่เบื้องหลังก็พอ"
"บริษัทซิงเหอช่างโหยวเป็นบริษัทของเราสองคน การมีเธออยู่เคียงข้างมันทำให้ฉันมีแรงผลักดันและถือเอาเรื่องนี้เป็นภารกิจของตัวเองที่จะต้องทำมันให้สำเร็จ ต้องสู้ต่อไปเพื่อทำให้บริษัทเติบโตและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น"
คำพูดอันลึกซึ้งเหล่านั้นทำให้หลินซีอวี่รู้สึกใจเต้นผิดจังหวะเมื่อได้ยินว่าเขาเคยคิดจะใช้ชื่อของเธอมาตั้งเป็นชื่อตัวละคร
การมีสามีที่รักและคอยนึกถึงภรรยาอยู่ตลอดเวลาแบบนี้ จะไม่ให้รู้สึกตื้นตันใจก็คงเป็นไปไม่ได้
หยาดน้ำตาแห่งความปิติยินดีเอ่อคลอเบ้าตา แม้ว่าปกติแล้วเธอจะไม่ชอบแสดงความรักต่อหน้าคนอื่น แต่ในเวลานี้หญิงสาวกลับไม่อาจเก็บซ่อนความตื่นเต้นเอาไว้ได้ หลินซีอวี่โผเข้ากอดเขาด้วยความดีใจ
"ขอบคุณนะที่คิดถึงฉันขนาดนี้"
"ฉันต่างหากล่ะที่ต้องเป็นฝ่ายพูดคำว่าขอบคุณ"
กู้ปินลูบผมเธอด้วยความเอ็นดู "ขอบคุณที่รอฉันมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ถ้าไม่มีเธอ ก็คงไม่มีฉันในวันนี้"
หลินซีอวี่เขย่งปลายเท้าขึ้นหอมแก้มเขาฟอดใหญ่
กู้ปินกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นแล้วประทับรอยจูบอันแสนดูดดื่มลงบนหน้าผากมนของเธอ
เสียงไอแห้งๆ ดังระงมไปทั่วทั้งบริษัท
ภาพความหวานชื่นที่สาดส่องเข้าตาทำเอาทุกคนรู้สึกเหมือนโดนกรอกน้ำตาลเข้าปากจนสำลัก ความอิจฉาตาร้อนพุ่งปรี๊ดจนแทบจะทะลักออกมา
"ฉันยกมือเห็นด้วยเลย"
อู๋เหมิงเป็นคนแรกที่ยกมือขึ้นแสดงความคิดเห็น "ตำแหน่งผู้เล่นคนแรกต้องยกให้ภรรยาท่านประธานนั่งแท่นไปเลย"
"ผมเห็นด้วยครับ"
"ผมก็เห็นด้วย"
คนที่เหลือต่างพากันส่งเสียงสนับสนุนอย่างพร้อมเพรียงกัน
จะไม่ให้เห็นด้วยได้ยังไงล่ะ
ถ้าขืนปล่อยให้สาดความหวานใส่กันต่อไปแบบนี้ มีหวังพวกเขาคงได้ขาดใจตายกันพอดี
พวกคนโสดนี่มันน่าสงสารเสียจริง
ส่วนทางด้านภริยาท่านประธานนั้นเป็นคนหน้าบาง พอได้ยินเสียงโห่แซวก็หน้าแดงก่ำไปถึงใบหู หญิงสาวรีบผละออกจากอ้อมกอดของท่านประธานด้วยความเขินอาย ช่วยชีวิตเหล่าคนโสดทั้งหลายให้หลุดพ้นจากขุมนรกแห่งความอิจฉาตาร้อนได้สำเร็จ
"ทุกคนมาดูเดโม่กันก่อนครับ"
กู้ปินอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มประกาศเสียงดังฟังชัด "ดูจบแล้วเดี๋ยวผมเลี้ยงเอง คืนนี้ไปกินข้าวกันให้หมดทุกคนเลย ถือโอกาสฉลองกันหน่อย"
"เยี่ยมไปเลย"
พอได้ยินว่าจะได้ดูเดโม่ บรรดาคนบ้าเกมก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง ดูจะตื่นเต้นยิ่งกว่าตอนที่ได้ยินว่าจะไปกินข้าวเสียอีก
กู้ปินเปิดคอมพิวเตอร์และเปิดคลิปเดโม่ให้ทุกคนดู
"โอ้โห"
"ภาพสวยมากเลยครับ"
"โมเดลแบบสามมิตินี่มันเจ๋งสุดๆ ไปเลย"
"สมบูรณ์แบบมาก"
"นี่มันเกมที่พวกเราสร้างขึ้นมาจริงๆ เหรอเนี่ย แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลย"
"ผมชักจะทนไม่ไหวแล้วสิ อยากจะลองเล่นดูสักตาก็จริง"
"ผมก็เหมือนกัน"
กู้ปินเป็นคนที่แสวงหาความสมบูรณ์แบบมาโดยตลอด เกมที่เขาเป็นแกนนำในการสร้างสรรค์ขึ้นมาจึงมีคุณภาพสูงและมีภาพกราฟิกที่สวยงามตระการตา
แม้แต่หลินซีอวี่ที่ไม่ชอบเล่นเกม พอได้เห็นแวบแรกก็ยังรู้สึกตื่นตาตื่นใจ
"ฉันกล้ารับประกันเลยว่า ถ้าเกมของเราปล่อยออกไปเมื่อไหร่ จะต้องดังเปรี้ยงป้างแน่นอน"
อู๋เหมิงรู้สึกมั่นใจมากขึ้นเป็นกอง "ถึงเวลาที่ต้องขึ้นไปเดินเล่นที่ชั้นยี่สิบเอ็ดสักรอบแล้วล่ะ"
"ไปชั้นยี่สิบเอ็ดทำไมล่ะครับ"
หลี่ฮ่าวผู้มีสมองคิดแต่เรื่องสร้างเกม ไม่ประสีประสาเรื่องอื่นเลยเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความซื่อ
"นายโง่หรือเปล่าเนี่ย"
อู๋เหมิงตวัดสายตามองเขาเหมือนมองคนโง่ "ชั้นยี่สิบเอ็ดเขาทำอะไรกัน นายไม่รู้หรือไง ไปที่นั่นก็ต้องไปดึงนักลงทุนสิ ไม่มีคนมาลงทุน แล้วจะเอาค่าโปรโมตมาจากไหน ค่าดูแลรักษาระบบอีกล่ะ แค่สองอย่างนี้ปีหนึ่งก็ต้องใช้เงินตั้งหลายล้านแล้วนะ ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการพัฒนาเกมในอนาคตอีก พวกนายรู้จักแต่ใช้เงิน เคยรู้บ้างไหมว่าฉันทำงานเหนื่อยแค่ไหนน่ะ"
หลี่ฮ่าวยกมือขึ้นถูจมูกแก้เก้อ โดนด่าจนหน้าแดงก่ำไปหมด
"คนเราก็มีความถนัดต่างกันไปนั่นแหละครับ"
จางซานรีบออกรับแทน "พวกเราก็ไม่ได้กินแรงเปล่าๆ เสียหน่อย นี่ไงล่ะ ก็สร้างเกมออกมาได้แล้ว พอเกมปล่อยออกไป มันก็ทำเงินได้เองนั่นแหละครับ"
"ฝันไปเถอะ"
อู๋เหมิงเท้าสะเอววางมาดเจ๊ใหญ่ "เดโม่มันยังไม่ใช่เวอร์ชันสมบูรณ์เสียหน่อย ยังต้องเอาไปทดสอบ แล้วก็ปรับปรุงการออกแบบตามความคิดเห็นของผู้เล่นอีก กว่าจะปล่อยเกมตัวเต็มได้ก็ต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ ตอนนี้มาพูดเรื่องทำเงิน มันไม่เร็วไปหน่อยหรือไง"
จางซานโดนตอกกลับจนหน้าหงาย ชายหนุ่มกระแอมไอออกมาสองสามครั้งแล้วก็เงียบไป
หลี่ฮ่าวหัวเราะแห้งๆ "เธอเป็นหัวหน้าฝ่ายบัญชีนี่นา พูดอะไรก็ถูกไปหมดแหละ"
"อืมๆ"
เพื่อนร่วมงานอีกหกคนที่เหลือไม่มีใครกล้าหือ ต่างพากันพยักหน้าหงึกหงักอย่างพร้อมเพรียง
อู๋เหมิงได้ทีข่มขวัญลูกน้องจนหนำใจ หญิงสาวหัวเราะร่วนออกมาอย่างอารมณ์ดี
ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน การพัฒนาเกมก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม หลังจากที่เดโม่เกมนักล่าแห่งซิงเหอถูกปล่อยลงบนแพลตฟอร์มก็ดึงดูดความสนใจจากเหล่าเกมเมอร์ได้เป็นจำนวนมาก
บริษัทการลงทุนอิ๋งรุ่นแสดงความสนใจที่จะร่วมลงทุน การเจรจาระหว่างสองฝ่ายดำเนินไปอย่างราบรื่น
แต่กลับมีคนคอยขัดขวางและเล่นตุกติกอยู่เบื้องหลัง ก่อนหน้าที่จะเซ็นสัญญาเพียงไม่กี่อึดใจ ผู้บริหารของบริษัทการลงทุนอิ๋งรุ่นก็เปลี่ยนใจกะทันหันและสั่งยกเลิกการลงทุน
"ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะคะ"
อู๋เหมิงไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หญิงสาวจ้องมองหูชินด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรนัก
หูชินคือผู้ชายที่แลกเบอร์โทรศัพท์กับเธอในลิฟต์ ทั้งสองคนได้ติดต่อพูดคุยกันก่อนหน้านี้ และหูชินก็เป็นคนแนะนำกู้ปินให้กับผู้บริหาร จนนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างสองบริษัท
เดิมทีบริษัทอิ๋งรุ่นมองเห็นศักยภาพของบริษัทซิงเหอและตั้งใจจะร่วมลงทุนด้วยเม็ดเงินสูงถึงยี่สิบล้านหยวน พนักงานทุกคนในบริษัทซิงเหอช่างโหยวต่างก็ดีใจและตื่นเต้นกันสุดขีด เตรียมพร้อมที่จะลุยงานหนักเพื่อดันเกมนักล่าแห่งซิงเหอให้เปิดตัวอย่างเป็นทางการก่อนช่วงวันชาติ
แต่แล้วการลงทุนกลับถูกยกเลิก เงินทุนหมุนเวียนที่วาดฝันไว้มลายหายวับไปกับตา สภาพจิตใจของทุกคนดิ่งลงเหวจากสวรรค์สู่ขุมนรก บริษัทเองก็ตกอยู่ในวิกฤตที่หนักหนาที่สุดเท่าที่เคยเจอมา
"ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่าท่านประธานผีเข้าหรือเปล่า"
หูชินเองก็รู้สึกประหลาดใจและแอบตั้งข้อสงสัยในการตัดสินใจของผู้บริหารอยู่ลึกๆ
แต่ถึงกระนั้น เขาเป็นเพียงลูกจ้าง มีหน้าที่ทำตามคำสั่ง ต่อให้ผู้บริหารจะตัดสินใจผิดพลาด เขาก็ไม่มีสิทธิ์ไปโต้แย้งอะไรได้
"ฉันว่าแล้วเชียว บริษัทบ้าบอของพวกคุณมันเชื่อถือไม่ได้"
อู๋เหมิงกัดฟันกรอด โกรธจนแทบอยากจะพุ่งเข้าไปกัดเนื้อเขาให้หลุดออกมาสักก้อน
"คุณอย่ามาพาลใส่ผมได้ไหม"
หูชินรู้สึกอัดอั้นตันใจ "ผมไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมผู้บริหารเขาถึงเปลี่ยนใจกะทันหัน เมื่อวานทุกอย่างก็ยังปกติดีอยู่เลย พอมาเช้านี้จู่ๆ ก็บอกให้ยกเลิกความร่วมมือ ผมเองก็จนใจเหมือนกันนะคุณ"
"ช่างเถอะ บริษัทร่วมลงทุนมีตั้งเยอะแยะ พวกเราไม่จำเป็นต้องง้อพวกคุณเสียหน่อย ไม่ลงทุนก็ไม่ต้องลงทุน คิดว่าตัวเองแน่มาจากไหนกัน"
อู๋เหมิงกระทืบเท้าด้วยความโมโห หญิงสาวสะบัดหน้าหนีแล้วเตรียมจะเดินจากไป
"เดี๋ยวสิคุณ อย่าเพิ่งไป"
หูชินมีความประทับใจในตัวอู๋เหมิงอยู่ไม่น้อยและคิดอยากจะตามจีบเธอ ชายหนุ่มจึงตั้งใจจะใช้โอกาสนี้ตีสนิท "ขอเวลาผมหน่อยนะ เดี๋ยวผมจะหาจังหวะไปตะล่อมถามผู้บริหารดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"
"โอเค ลองไปถามดูแล้วกัน"
อู๋เหมิงไม่รู้ถึงแผนการในใจของอีกฝ่าย พอได้ยินแบบนั้นก็ยอมหยุดฝีเท้าลง
"ขอเวลาผมคิดหน่อยนะ ว่าจะหลอกถามยังไงดี"
หูชินแอบลอบยิ้มในใจ แสร้งทำเป็นขมวดคิ้วใช้ความคิดอย่างหนัก
"ไม่ต้องไปถามหรอก ผู้บริหารเขาไม่ตกลงแล้วล่ะ"
หยางเหมิง เพื่อนร่วมงานของเขาเดินออกมาจากห้องทำงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ชายหนุ่มกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างที่ข้างหูของหูชิน
"เรื่องจริงเหรอเนี่ย"
สีหน้าของหูชินเปลี่ยนไปทันที ชายหนุ่มปรายตามองอู๋เหมิงด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
"เกิดอะไรขึ้นคะ"
อู๋เหมิงใจหายวาบ ลางสังหรณ์ไม่ดีเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
"ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะครับ เรื่องนี้ผมคงช่วยคุณไม่ได้แล้ว"
หลังจากที่เพื่อนร่วมงานเดินจากไป หูชินก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความรู้สึกผิด "ผู้บริหารเขาพูดชัดเจนแล้วว่าจะไม่ร่วมงานกับบริษัทซิงเหออีก แล้วก็ไม่ใช่แค่บริษัทเรานะ บริษัทการลงทุนที่อื่นเขาก็คงไม่ยอมลงทุนให้พวกคุณเหมือนกัน"
"ทำไมล่ะคะ"
ดวงตาของอู๋เหมิงเบิกกว้างด้วยความสิ้นหวัง ใบหน้าของหญิงสาวซีดเผือดไร้สีเลือดในพริบตา
หูชินเห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น จึงขยับเข้าไปใกล้ๆ แล้วกระซิบที่ข้างหูของเธอ "เรื่องนี้มันเกี่ยวกับเจ้านายของคุณ ประวัติของเขาค่อนข้างมีปัญหาน่ะ แม่ของเขาเคยรับสินบน แถมตัวเขาเองตอนที่ทำงานเป็นทนายก็ดันไปพัวพันกับคดีฆาตกรรมอีก วงการนักลงทุนเขาถือเรื่องพวกนี้มากนะ คนที่มีประวัติด่างพร้อยแบบนี้ ไม่มีใครเขาอยากร่วมงานด้วยหรอก"
"ถุย"
อู๋เหมิงถ่มน้ำลายใส่เขาด้วยความคับแค้นใจ "ใครเป็นคนปล่อยข่าวลือพวกนี้เนี่ย ประวัติด่างพร้อยอะไรกัน เรื่องไร้สาระที่ปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมาทั้งนั้น พวกคุณก็เอาไปพูดต่อกันเป็นตุเป็นตะเนี่ยนะ"
หูชินยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแก้เก้อ อารมณ์อยากจะจีบสาวปลิวหายไปจนหมดสิ้น ชายหนุ่มเริ่มมีน้ำโหขึ้นมาบ้างแล้ว "ถ้าคุณไม่เชื่อก็แล้วไป ยังไงซะเรื่องนี้ก็จบลงแล้ว บริษัทผมก็ไม่ได้เสียหายอะไร"
"ไม่เสียหายงั้นเหรอ"
อู๋เหมิงแค่นหัวเราะ "พวกคุณนั่นแหละที่พลาดโอกาสทองไป ฉันขอฝากคำพูดไว้ตรงนี้เลยนะ ถ้าพวกคุณไม่ลงทุนกับบริษัทซิงเหอ สักวันพวกคุณจะต้องเสียใจ เตรียมตัวเอาหัวโขกเต้าหู้ตายได้เลย"
"นี่คุณ"
หูชินหน้าถอดสี ชายหนุ่มกำลังจะอ้าปากด่า
แต่อู๋เหมิงไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ทำแบบนั้น หญิงสาวถ่มน้ำลายใส่เขาอีกครั้ง ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว
"เดี๋ยวก็รู้ว่าใครกันแน่ที่จะต้องเสียใจ"
หูชินระบายความโกรธที่อัดอั้นอยู่ในใจไม่ได้ ชายหนุ่มจึงเตะเข้าที่ถังขยะอย่างแรง
"โอ๊ย"
เขาประเมินความสามารถของตัวเองผิดไป ถังขยะไม่กระเด็นไปไหน แต่เท้าของเขากลับพลิกจนต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด
"สมน้ำหน้า"
อู๋เหมิงหันกลับมาเห็นภาพนั้นพอดี หญิงสาวยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะคิกคัก ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปในลิฟต์ในเสี้ยววินาทีก่อนที่ประตูจะปิดลง
ณ ริมแม่น้ำหวงผู่
"ฉันไม่กล้าเอาเรื่องนี้ไปบอกกู้ปิน ก็เลยต้องมาบอกเธอให้เตรียมใจไว้ก่อน"
หลังจากออกจากบริษัทอิ๋งรุ่น อู๋เหมิงก็ไม่ได้กลับไปที่บริษัทของตัวเอง แต่กลับโทรศัพท์นัดหลินซีอวี่ให้ออกมาเจอกันที่ริมแม่น้ำแทน
"ไอ้พวกบริษัทอิ๋งรุ่นมันเลวทรามมาก ไม่ลงทุนก็ไม่เป็นไร ดันมาปล่อยข่าวลือใส่ร้ายป้ายสี ทำลายชื่อเสียงของกู้ปินอีก"
"ครั้งนี้กู้ปินโดนพวกมันเล่นงานหนักแน่ ถ้าเป็นอย่างที่พวกมันพูดจริงๆ คงไม่มีบริษัทไหนกล้ามาลงทุนกับเราอีกแล้ว บริษัทต้องพังพินาศแน่ๆ ส่วนชีวิตของเขาก็คงจะพังทลายไม่เป็นท่า จะหยิบจับอะไรก็มีแต่คนรังเกียจ ต้องทนแบกรับตราบาปว่าเป็นลูกชายของคนรับสินบนไปจนตาย"
"ต้องมีใครจ้องเล่นงานเขาอยู่แน่ๆ"
หลินซีอวี่ปะติดปะต่อเรื่องราวและมองเห็นเบื้องลึกเบื้องหลังของเหตุการณ์นี้ในทันที "เหมือนตอนที่เขายังเป็นทนายความไม่มีผิด มีคนลอบกัดอยู่ข้างหลัง ถึงจะลาออกจากสำนักงานทนายความแล้ว ก็ยังไม่ยอมปล่อยเขาไป"
"ใครกันนะ"
อู๋เหมิงกัดฟันกรอด "เลวทรามต่ำช้าจริงๆ กัดไม่ปล่อยเหมือนงูพิษไม่มีผิด"
"ตอนนี้หวังฟานอยู่ที่ไหน"
หลินซีอวี่เงยหน้าขึ้นมองไปทางหาดไว่ทานที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
"เธอสงสัยเขาเหรอ"
หัวใจของอู๋เหมิงกระตุกวูบ
"ก็มีความเป็นไปได้อยู่นะ"
แววตาของหลินซีอวี่เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง "ในเมื่อมีคนซุ่มดูพวกเราอยู่ในมุมมืด ก็ต้องลากตัวมันออกมาให้ได้ ไม่ว่ามันจะเป็นใคร ครั้งนี้มันทำให้ฉันโกรธจัดเลยล่ะ ถ้าจับตัวได้เมื่อไหร่ ฉันไม่มีทางปล่อยมันไปง่ายๆ แน่"
"ฉันไม่รู้หรอกว่าเขาอยู่ที่ไหน แต่จ้าวอวิ๋นเฉิงน่าจะรู้นะ"
อู๋เหมิงรู้สึกขนลุกซู่เมื่อเห็นรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวของเพื่อนสาว
"ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน"
หลินซีอวี่แค่นเสียงหัวเราะ หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดโทรออกหาจ้าวอวิ๋นเฉิง
"พี่ซีอวี่ ได้ครับๆ ผมเข้าใจแล้ว เดี๋ยวผมรีบติดต่อให้เดี๋ยวนี้เลยครับ"
น้ำเสียงของจ้าวอวิ๋นเฉิงฟังดูหวาดหวั่นเมื่อได้ยินน้ำเสียงแข็งกร้าวของเธอ ชายหนุ่มไม่กล้าชักช้า รีบไปแจ้งข่าวเจ้านายอีกคนของเขาทันที
เวลาผ่านไปไม่นาน โทรศัพท์มือถือของหลินซีอวี่ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ปลายสายคือเสียงที่คุ้นเคยซึ่งไม่ได้ยินมาพักใหญ่แล้ว
"อวิ๋นเฉิงบอกว่าเธอตามหาฉันเหรอ"
ดูเหมือนหวังฟานจะอยู่ที่บาร์ เสียงรอบข้างจึงดังหนวกหูมาก แถมยังมีเสียงหัวเราะคิกคักของหญิงสาวเล็ดลอดเข้ามาในสายด้วย
"นัดสถานที่มาสิ มาเจอกันหน่อย"
หลินซีอวี่ดึงโทรศัพท์ออกห่างจากหูเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เสียงเหล่านั้นเป็นมลพิษทางหู
"ได้สิ"
หวังฟานตอบตกลงอย่างง่ายดาย "เธอบอกสถานที่มาเลย เดี๋ยวฉันรีบไปหา"
[จบบท]