บทที่ 30: เธอก็แค่ถือดีว่าฉันชอบเธอ
“นี่เป็นอะไรไปอีกแล้วล่ะฮึ?”
กู้ปินไม่ได้รับรู้ถึงมรสุมอารมณ์ที่โหมกระหน่ำอยู่ในใจของอีกฝ่าย เขาเพียงแค่โน้มตัวลงมาเล็กน้อย นัยน์ตาคมเข้มฉายแววหยอกล้ออย่างอารมณ์ดี พลางเอ่ยกระเซ้าเย้าแหย่ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความขี้เล่นตามนิสัยเจ้าตัว
“เราไม่เจอกันแค่คืนเดียว นี่เธอคิดจะเนรคุณ พอข้ามแม่น้ำได้ก็รื้อสะพานทิ้งเลยเหรอ”
หลินซีอวี่เม้มริมฝีปากแน่น เธอขยับถอยหลังไปสองก้าวโดยอัตโนมัติ เพื่อรักษาระยะห่างระหว่างเธอกับเขาให้ไกลออกไปอีกหน่อย ก่อนจะเอ่ยปากไล่ด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับไม่ให้สั่นเครือ
“ต่อไปนี้ นายอย่ามายุ่งกับฉันอีกเลยนะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลาของกู้ปินเลือนหายไปในทันที นัยน์ตาที่เคยพราวระยับกลับมืดมนลงอย่างรวดเร็ว แผ่กลิ่นอายความดุดันและน่าหวาดหวั่นออกมาจนคนมองรู้สึกใจหาย
“ทำไม?”
คำถามสั้นห้วนนั้นกระแทกใจหลินซีอวี่เข้าอย่างจัง หัวใจดวงน้อยสั่นไหวด้วยความหวาดหวั่นผสมปนเปกับความน้อยใจ ขอบตาของเธอเริ่มร้อนผ่าวและแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
“ไปถามแม่นายสิ”
กู้ปินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ เขาจ้องหน้าเธอเขม็งแล้วแค่นหัวเราะออกมาด้วยความโมโห
“นี่เธอด่าฉันเหรอ?”
“ใครด่านายกัน?”
ความอัดอั้นตันใจที่หลินซีอวี่ต้องแบกรับมาตลอดทั้งคืน ในที่สุดก็ระเบิดออกมาในวินาทีนี้ เธอตวาดกลับไปทั้งน้ำตาคลอเบ้า
“ก็นายไม่ใช่เหรอที่ถามฉันว่าทำไมถึงต้องหลบหน้านาย กลับไปถามแม่ของนายดูสิ ถามเธอดูว่าเมื่อคืนดึกดื่นป่านนั้น เธอมาที่บ้านฉันแล้วพูดอะไรไว้บ้าง...”
สีหน้าของกู้ปินเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกทันที เรื่องนี้อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ของเขาไปมาก
“แม่ของฉันไปที่บ้านเธอเมื่อคืนนี้เหรอ?”
ชายหนุ่มฉลาดเป็นกรดอย่างเขา เพียงแค่ได้ยินประโยคนี้ประโยคเดียว ก็สามารถจินตนาการได้ทันทีว่ามารดาของตนจะแสดงท่าทีเย่อหยิ่งจองหองและร้ายกาจเพียงใดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับครอบครัวของหลินซีอวี่
หลินซีอวี่สะอื้นฮัก พยายามกลั้นน้ำตาขณะฟ้องสิ่งที่เกิดขึ้น
“เธอสั่งให้ฉันเลิกยุ่งกับนาย แล้วยังด่าคุณยายว่าเป็นหญิงปากตลาดด้วย”
ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่ใจกลางความรู้สึกของกู้ปินทันที เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“เรื่องนี้แม่ของฉันเป็นฝ่ายผิด ฉันขอโทษแทนแม่ด้วยนะ...”
เมื่อเห็นดวงตาคู่สวยที่เคยสดใส บัดนี้กลับชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อล้นราวกับทำนบแตก ความรู้สึกสงสารและเจ็บปวดก็แล่นพล่านไปทั่วหัวใจ ชายหนุ่มเผลอยื่นมือออกไปโดยไม่รู้ตัว หมายจะเช็ดน้ำตาที่หางตาของเธออย่างทะนุถนอม
“ขอโทษตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์แล้วล่ะ”
หลินซีอวี่เบือนหน้าหนีสัมผัสของเขาอย่างแง่งอน ราวกับเด็กน้อยที่กำลังประชดประชัน
“ความจริงแม่ของนายพูดถูกแล้ว เราสองคนไม่เหมาะสมกัน ต่อไปนี้ทางที่ดีเราอย่ามีความข้องเกี่ยวอะไรกันอีกเลยจะดีกว่า”
มือของกู้ปินชะงักค้างอยู่กลางอากาศ แขนแกร่งเกร็งเขม็ง นัยน์ตาลึกซึ้งคู่นั้นกลับมาฉายแววเย็นชาและน่ากลัวอีกครั้ง
“เธอคิดแบบนี้จริงๆ เหรอ?”
“ใช่”
หลินซีอวี่หลุบตาลงมองพื้น ไม่กล้าสบตาคมกล้าคู่นั้นตรงๆ
“ดี... เธอจำคำพูดของตัวเองเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน อย่ามาเสียใจทีหลังนะ”
ด้วยความที่เป็นวัยรุ่นเลือดร้อนและทิฐิแรง กู้ปินจึงระงับความโกรธเกรี้ยวและความน้อยใจเอาไว้ไม่อยู่ เขาหันหลังขวับแล้วเดินกระแทกเท้าจากไปอย่างไม่ไยดี ทิ้งให้บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความอึดอัด
***
“อะไรนะ เปลี่ยนคนเหรอ?”
“สารคดีก็ถ่ายทำมาได้ด้วยดีตลอด ทำไมจู่ๆ ถึงต้องเปลี่ยนตัวคนแสดงล่ะ?”
“มาเปลี่ยนตัวกลางคันแบบนี้ แล้วจะไปอธิบายกับซีอวี่มันยังไง เมื่อกี้เด็กมันยังมาปรึกษาฉันอยู่เลยว่าที่บ้านกำลังลำบาก อยากจะขอเบิกเงินรางวัลล่วงหน้าไปก่อน”
ขณะที่กู้ปินกำลังเดินผ่านกล้องถ่ายทำด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว เสียงแหลมสูงอันเป็นเอกลักษณ์ของพี่เยี่ยนก็ลอยเข้ามากระทบโสตประสาท ลมหายใจของเขาสะดุดกึก ฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างมั่นคงเมื่อครู่กลับหยุดชะงักลงโดยอัตโนมัติ
***
“ซีอวี่ พี่ขอโทษจริงๆ นะ พวกเราเองก็ไม่อยากให้เรื่องมันออกมาเป็นแบบนี้...”
“ไม่รู้ว่าผู้อำนวยการสถานีเกิดเป็นบ้าอะไรขึ้นมา จู่ๆ ก็โทรศัพท์มาหาตู้เวย บอกว่าให้เปลี่ยนตัวนักแสดง เงินรางวัลหนึ่งหมื่นหยวนของเธอก็คงจะเคว้งคว้างไปด้วย แต่พวกพี่จะพยายามยื่นเรื่องขอค่าชดเชยการผิดสัญญาให้เธอให้ได้มากที่สุดนะ ยังไงซะเธอก็เป็นคนช่วยชีวิตคน การได้รับรางวัลความกล้าหาญมันก็เป็นเรื่องจริง...”
ผ่านไปสักพัก หลินซีอวี่ที่ยืนฟังข่าวร้ายจากปากของพี่เยี่ยนก็แทบจะทรงตัวไม่อยู่ เธอไม่อาจยอมรับความจริงที่โหดร้ายนี้ได้ น้ำตาที่เพิ่งแห้งเหือดไปกลับร่วงหล่นลงมาเป็นสายราวกับเม็ดฝน
เธอไม่อยากให้ใครมาเห็นสภาพที่น่าสมเพชและอับจนหนทางของตัวเอง จึงรีบยกมือขึ้นปิดปังใบหน้าแล้วหันหลังวิ่งหนีออกไป แต่ยังวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว ร่างบอบบางก็ชนเข้ากับกำแพงมนุษย์ที่แข็งแกร่งเข้าอย่างจัง
กู้ปินที่เดินย้อนกลับมาเพราะความเป็นห่วง ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าเธอ ความจริงเขาอยากจะดึงร่างเล็กที่สั่นเทานั้นเข้ามากอดปลอบประโลมให้หายเศร้า แต่เมื่อนึกถึงคำพูดตัดรอนอันแสนเย็นชาของเธอเมื่อครู่ เขาก็ต้องข่มใจและยั้งมือเอาไว้
“กู้ปิน... ช่วยฉันด้วย...”
ทันทีที่หลินซีอวี่เงยหน้าขึ้นและเห็นว่าเป็นเขา ประกายความหวังสายหนึ่งก็จุดวาบขึ้นในดวงตาที่พร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตา มือเรียวเล็กยื่นออกไปคว้าชายเสื้อของเขาเอาไว้แน่นโดยสัญชาตญาณ
“ปล่อย”
กู้ปินหลุบตามองมือขาวผ่องนุ่มนิ่มที่กำเสื้อของเขาไว้แน่น แววตาของเขาวูบไหวด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อนยากจะคาดเดา
“ไหนบอกว่าไม่อยากมีความข้องเกี่ยวอะไรกับฉันอีกแล้วไง?”
“ฉันแค่พูดไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ตัวฉันเองก็เสียใจเหมือนกันนะ...”
หลินซีอวี่สะอื้นไห้จนตัวโยน แต่ทว่ามือคู่นั้นก็ยังคงกำชายเสื้อของเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ราวกับเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่เธอจะยึดเหนี่ยวได้
“พอมีเรื่องต้องใช้ประโยชน์ก็ร้องไห้อ้อนวอนฉัน แต่พอหมดประโยชน์ก็ผลักไสไล่ส่งกันง่ายๆ งั้นสิ”
กู้ปินแค่นหัวเราะออกมาอย่างเหลืออด
“หลินซีอวี่ เธอก็แค่ถือดีว่าฉันชอบเธอ เลยจงใจยั่วโมโหฉันใช่ไหมล่ะ”
“คุณยายไม่ให้ฉันคบหากับนาย”
ความอัดอั้นตันใจที่เก็บกดไว้พรั่งพรูออกมาพร้อมกับน้ำตา หลินซีอวี่ร้องไห้จนหน้าแดงก่ำ น้ำตาไหลอาบสองแก้มจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม
“ฉันกลัวว่าคุณยายจะโกรธจนล้มป่วย ฉันไม่กล้าทำให้ท่านไม่สบายใจ”
ภาพของหญิงสาวที่ร้องไห้จนตัวสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ ช่างน่าสงสารจับใจจนใครที่ได้เห็นก็คงอดที่จะใจอ่อนไม่ได้
“ช่างเถอะ ไม่ต้องร้องแล้ว”
ในที่สุดกู้ปินก็พ่ายแพ้ต่อหัวใจตัวเอง เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วดึงร่างบางเข้ามากอดไว้ในอ้อมอกอย่างแนบแน่น
“ฉันไม่ได้โกรธเธอหรอก มันเป็นความผิดของแม่ฉันเอง เรื่องเปลี่ยนตัวนักแสดงนี่ก็คงจะเกี่ยวข้องกับแม่ฉันแปดเก้าส่วน เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเถอะ ให้เวลาฉันหน่อย ฉันจะจัดการแก้ไขปัญหาพวกนี้เอง”
“อื้ม”
พอได้ยินคำยืนยันจากปากเขา หลินซีอวี่ก็รู้สึกคลายความกังวลในใจลงไปได้เปลาะหนึ่ง
ในเวลานี้ เธอช่างดูอ่อนแอและเปราะบางเหลือเกิน ราวกับต้องการที่พึ่งพิงอย่างที่สุด เธอเอนกายพิงอกกว้างของเขาอย่างวางใจ มอบความไว้วางใจทั้งหมดที่มีให้กับผู้ชายตรงหน้า ความขุ่นเคืองและน้อยใจที่กู้ปินเคยมี มลายหายไปจนหมดสิ้นราวกับหมอกควันที่ถูกแสงอาทิตย์สาดส่อง
“ต่อไปนี้ห้ามพูดยั่วโมโหฉันอีกนะ”
เขาใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าหวานอย่างเบามือ น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นอ่อนโยนลงจนแม้แต่ตัวเขาเองยังไม่ทันรู้ตัวว่ามันแฝงไปด้วยความรักใคร่เอ็นดูมากเพียงใด
“ถ้าเธอกล้าพูดว่าเราไม่เหมาะสมกัน หรือบอกว่าอย่ามายุ่งกับเธออีก ฉันจะไม่สนใจเธอจริงๆ แล้วนะ”
“อื้ม”
หลินซีอวี่ส่งเสียงตอบรับในลำคอแผ่วเบาเหมือนลูกแมวเชื่องๆ
“กลับบ้านกันเถอะ เดี๋ยวฉันไปส่ง”
เมื่อเห็นว่าเธอยอมสงบลงและว่านอนสอนง่าย กู้ปินก็ยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู พลางพยักพเยิดหน้าไปทางรถจักรยานเสือภูเขาคันเก่งของเขา
“ฉันกลับเองได้น่า”
พอนึกถึงคำสั่งห้ามเด็ดขาดของคุณยาย หลินซีอวี่ก็เกิดอาการลังเลและเตรียมจะปฏิเสธ
“ดื้ออีกแล้ว”
ใบหน้าหล่อเหลาของกู้ปินบึ้งตึงลงทันตา
“ตาบวมเป่งขนาดนี้ จะกลับคนเดียวได้ยังไง”
หลินซีอวี่มีสีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด
“ถ้าเกิดมีคนมาเห็นเข้า...”
“ฉันมันน่าอายขนาดนั้นเลยหรือไง?”
กู้ปินหน้าดำคร่ำเครียดขึ้นมาอีกรอบ น้ำเสียงเริ่มฉายแววไม่พอใจ
“ทั้งอยากให้ฉันช่วย แต่ก็ไม่อยากให้สถานะที่ชัดเจน นี่เธอคิดจะเก็บฉันไว้เป็นกิ๊กหลบๆ ซ่อนๆ หรือไงฮะ? หลินซีอวี่ ฉันขอเตือนเธอไว้ก่อนนะ อย่าคิดจะมาปั่นหัวเล่นตลกกับความรู้สึกคนอื่น”
“วันนี้เราต้องคุยกันให้รู้เรื่อง ฉันไม่ใช่พ่อพระใจบุญที่จะคอยช่วยเหลือไปทั่ว ถ้าไม่ใช่แฟนฉัน ต่อให้มาร้องไห้จนขาดใจตายตรงหน้า ฉันก็คร้านจะชายตามอง”
“ฉันไม่ได้คิดจะปั่นหัวนายนะ”
หลินซีอวี่ร้อนรนจนน้ำตาแทบจะร่วงลงมาอีกระลอก
“ก็เมื่อวานคุณยายเพิ่งจะยื่นคำขาดไม่ให้ฉันคบกับนาย วันนี้นายก็จะไปส่งฉันที่บ้าน ถ้าเกิดท่านมาเห็นเข้าจริงๆ ท่านต้องรับไม่ได้แน่ๆ นายช่วยให้เวลาฉันหน่อยได้ไหม ให้ฉันค่อยๆ อธิบายกับท่านก่อน”
“เธอไม่ต้องอธิบายอะไรทั้งนั้น เดี๋ยวฉันจะพูดเอง”
กู้ปินไม่เปิดโอกาสให้เธอได้โต้แย้ง เขาคว้าข้อมือเธอแล้วดึงให้เดินตามไปที่รถทันที
“นะ... นาย... นายจะพูดอะไรมิทราบ?”
หลินซีอวี่ตกใจจนหน้าซีดเผือด เผลอพูดติดอ่างตะกุกตะกัก
“ก็พูดว่าฉันอยากจะคบหากับหลานสาวของท่าน ขอให้ท่านช่วยเมตตาเอ็นดูพวกเราด้วยไงล่ะ”
กู้ปินตอบด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจอย่างถึงที่สุด เขาเดินไปหยุดที่รถจักรยานเสือภูเขา ก่อนจะรวบเอวบางแล้วยกร่างของเธอขึ้นนั่งซ้อนท้ายรถอย่างง่ายดาย
“เดี๋ยวก่อนสิ...”
หลินซีอวี่ยังคงพยายามยื้อเวลา
“ชุดกระโปรงตัวนี้เป็นของทีมงานรายการ ฉันต้องไปเปลี่ยนคืนเขาก่อน”
“ไม่ต้องเปลี่ยนแล้ว”
กู้ปินมองทะลุความคิดเล็กๆ น้อยๆ ของเธอได้ในปราดเดียว จึงรีบตัดบทไม่ให้เธอหาข้ออ้างหลบหนี
“ยังไงบทนางเอกสารคดีเรื่องนี้ก็ต้องเป็นของเธออยู่แล้ว ไม่ว่าใครหน้าไหนก็แย่งไปไม่ได้หรอก”
“นายนี่มัน... จะเผด็จการเกินไปแล้วนะ...”
หลินซีอวี่บ่นอุบอิบเสียงเบา แต่เมื่อเจอกับสายตาดุๆ ที่จ้องมองมา เธอก็ได้แต่ทำเสียงฮึดฮัดในลำคอแล้วยอมจำนนแต่โดยดี
“นั่งดีๆ ล่ะ”
เมื่อเห็นว่าเธอเลิกโวยวายแล้ว กู้ปินก็ตวาดขาเรียวยาวก้าวขึ้นคร่อมรถจักรยานอย่างทะมัดทะแมง
รถจักรยานเคลื่อนตัวลัดเลาะไปตามกระแสผู้คนที่พลุกพล่าน แฮนด์รถส่ายไปมาเล็กน้อยเป็นบางจังหวะ ทำเอาหัวใจดวงน้อยของหลินซีอวี่เต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ด้วยความหวาดเสียว กลัวว่าจะขายหน้ากลิ้งตกลงไปกลางทาง เธอจึงจำใจต้องยื่นมือออกไปโอบรอบเอวสอบของเขาเอาไว้แน่น
กู้ปินเหลือบตามองท่อนแขนขาวเนียนราวกับรากบัวที่โอบรัดเอวของเขาอยู่ มุมปากพลันยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มของคนเจ้าเล่ห์ที่ทำตามแผนการได้สำเร็จ
***
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ณ บ้านเลขที่ 9 ถนนตงหัว
หลินซีอวี่เดินวนไปวนมาอย่างกระสับกระส่ายอยู่ใต้ซุ้มองุ่นกลางลานบ้าน เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผมด้วยความร้อนใจ
กู้ปินไม่ยอมฟังคำทัดทานของเธอเลยแม้แต่น้อย เขายืนกรานที่จะเข้าไปขอโทษคุณยายแทนแม่ของเขาด้วยตัวเองให้ได้
คนต่างวัยทั้งสองปิดประตูกระท่อมคุยกันเงียบเชียบ โดยที่คุณยายสั่งห้ามไม่ให้เธอเข้าไปในห้อง เธอจึงทำได้เพียงยืนรออยู่ข้างนอกอย่างร้อนรน
เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงแล้ว แต่กู้ปินก็ยังไม่ออกมา ยิ่งรอนานเธอก็ยิ่งเหงื่อตกจนเสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นๆ ความคิดฟุ้งซ่านเริ่มกัดกินจิตใจ ยิ่งคิดก็ยิ่งนึกเสียใจที่ไม่น่าปากพล่อยเล่าเรื่องที่คุณยายห้ามคบหากันให้เขาฟังเลย
ถ้าเกิดกู้ปินเลือดร้อนจนคุมสติไม่อยู่ เผลอพูดจาล่วงเกินคุณยายขึ้นมาล่ะ?
ในสถานการณ์ตึงเครียดแบบนี้ หากคุณยายเกิดโมโหจนล้มป่วยไปอีกคน เธอคงต้องกลายเป็นคนบาปของครอบครัวอย่างไม่ต้องสงสัย
[จบบท]