บทที่ 46: นางแบบจำเป็น
“นี่เพื่อนซี้ฉันเอง ชื่อหลิวเย่”
หวังฟานบุ้ยใบ้หน้าไปทางเด็กหนุ่มที่เจาะหูพลางเอ่ยแนะนำขึ้นด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดาไม่ได้เป็นทางการอะไรนัก
“ร้านขายอุปกรณ์กีฬาตรงนั้นบ้านหมอนี่เป็นคนเปิดเอง หน้าประตูร้านมีพื้นที่ว่างอยู่เยอะแยะ พวกเธอเอาแผงไปตั้งตรงนั้นได้เลย รับรองว่าทำเลดีไม่มีใครมาไล่แน่นอน”
หลินซีอวี่ยิ้มแห้งๆ อย่างเกรงใจ พลางเอ่ยถามด้วยความกังวลเล็กน้อย
“ไปตั้งแผงขวางหน้าประตูร้านแบบนั้น จะไม่เป็นการรบกวนการทำมาหากินของพวกนายเหรอ”
“ไม่รบกวนหรอก ไม่เลยสักนิด”
หลิวเย่พอได้เห็นสาวงามอยู่ตรงหน้าก็รีบทำหน้าทะเล้นประจบเอาใจทันที เขาฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีพร้อมกับรีบเอ่ยปากเชื้อเชิญ
“พี่สาวทั้งสองคนสวยหยาดเยิ้มขนาดนี้ การที่พวกพี่สนใจที่ว่างหน้าร้านผมนับว่าเป็นเกียรติแก่ร้านซะด้วยซ้ำ อยากจะตั้งตรงไหนก็เลือกได้ตามสบายเลยครับ”
“พวกเธอไปตั้งแผงขายของตรงนั้น ถือว่าเป็นการไว้หน้าเขามากแล้วนะ”
หวังฟานเองก็หัวเราะร่าพลางช่วยเสริมทัพเพื่อนซี้อีกแรง
“ลูกค้าที่มาซื้อของในร้านขายอุปกรณ์กีฬาส่วนใหญ่ก็มีแต่พวกผู้ชายอกสามศอกทั้งนั้นแหละ ถ้ามีสองสาวพี่น้องไปยืนเรียกลูกค้าอยู่หน้าร้าน รับรองว่าร้านรูหนูของหมอนี่จะต้องดูสว่างไสวมีสง่าราศีขึ้นมาทันตาเห็นเลยเชียวล่ะ”
“พูดแบบนี้ก็เท่ากับว่า พวกเราไปช่วยเรียกลูกค้าให้เขาฟรีๆ เลยสิเนี่ย”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องเป็นคนนิสัยโผงผางตรงไปตรงมา ไม่ยอมเสียเปรียบใครง่ายๆ อยู่แล้ว เธอจึงแกล้งเอ่ยถามทีเล่นทีจริง
“แล้วแบบนี้ค่าตัวนั่งดริงก์จะคิดราคายังไงดีล่ะ”
“พรูดดด!”
หลิวเย่ที่กำลังยกน้ำขึ้นดื่มถึงกับพ่นน้ำในปากออกมาจนเลอะเทอะไปหมดด้วยความตกใจ
“พี่เล่ย!”
หลินซีอวี่หน้าแดงซ่านด้วยความอับอาย รีบเอ่ยท้วงพี่สาวเสียงหลง
“พี่พูดผิดแล้ว ไม่ใช่รับงานนั่งดริงก์สักหน่อย แต่เป็นมายืนโชว์ตัวต่างหาก...”
“เอ้อ... จริงด้วยสิ ช่วงนี้พี่ดูละครฮ่องกงมากไปหน่อย ปากมันเลยพาไปน่ะ”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องรู้ตัวว่าเผลอหลุดปากพูดจาสองแง่สองง่ามจนกลายเป็นเรื่องตลกขบขัน ก็ได้แต่หัวเราะแก้เก้อด้วยความเขินอายเล็กน้อย
“เจ๊ครับ เจ๊เป็นพี่สาวผมนะครับ ตกลงไหม”
หวังฟานกลั้นขำจนหน้าดำหน้าแดง รีบเอ่ยประจบเอาใจเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
“เอาเป็นว่าคืนนี้พวกผมสองคนพี่น้องจะออกโรงเอง จะคอยเป็นบอดี้การ์ดเฝ้าแผงให้พวกเจ๊ ขอบคุณมากนะครับที่อุตส่าห์สละเวลาอันมีค่ามาช่วยเชียร์ร้านให้พวกผม”
“ตกลงตามนั้น”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องปรายตามองเขาแวบหนึ่ง เป็นสายตาที่สื่อความหมายว่า 'นับว่านายยังรู้ความ' ก่อนจะพยักหน้าตอบรับ
“งั้นก็อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย พวกเรารีบไปกันเถอะ”
“รับทราบครับผม เชิญทางนี้เลยครับ”
หวังฟานผายมือทำท่าเชื้อเชิญอย่างนอบน้อมประหนึ่งบริกรในภัตตาคารหรู
“เชิญครับคุณผู้หญิง เชิญเดินนำไปก่อนได้เลย...”
“เพื่อนของเธอนี่เป็นคนตลกดีนะ”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องฟังแล้วก็รู้สึกอารมณ์ดี จนหางตาโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างปิดไม่มิด
“เมื่อกี้นี้ยังทำท่ารังเกียจเขาอยู่เลยไม่ใช่เหรอ”
หลินซีอวี่แอบกลอกตามองบนในใจด้วยความหมั่นไส้กับความเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของพี่สาว
“บทจะบอกว่าเป็นคนตลกก็ชมกันง่ายๆ แบบนี้เลยนะ เปลี่ยนสีหน้าเร็วยิ่งกว่ากิ้งก่าเปลี่ยนสีซะอีก”
“พี่ว่านะ...”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนความคิดของตัวเอง
“เขากับเธอคงไปกันไม่รอดหรอก แต่กับพี่น่ะน่าจะเข้ากันได้ดีเชียวล่ะ เขาไม่ใช่สุภาพบุรุษ ส่วนพี่ก็ไม่ใช่กุลสตรี คนหนึ่งมีเงิน อีกคนมีหน้าตา ถ้ามาร่วมหุ้นทำธุรกิจด้วยกัน ต้องเป็นการจับคู่ที่แข็งแกร่งที่สุด รับรองว่ารวยเละแน่นอน”
หลินซีอวี่ได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับพูดไม่ออก
“พี่นี่วันๆ คิดแต่เรื่องเงินจริงๆ เลยนะ”
“มันก็ต้องแน่อยู่แล้ว”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องยืดอกยอมรับคำค่อนขอดของน้องสาวด้วยความภาคภูมิใจ
“พี่มันก็แค่คนธรรมดาที่ยังมีกิเลส ก็ต้องอยากรวยเป็นธรรมดา ถึงแม้ว่าเงินทองมันจะเป็นของนอกกาย แต่พี่ก็ชอบกลิ่นของมันที่สุด”
“คนอย่างหวังฟาน พี่อย่าไปดูถูกเขาเชียวนะ”
หลินซีอวี่เถียงสู้พี่สาวไม่ได้ จึงได้แต่เอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
“เขาเติบโตมากับเสียงลูกคิดดีดคำนวณกำไรขาดทุน ในสมองเขามีแต่แผนการร้อยแปดพันเก้า เจ้าเล่ห์ยิ่งกว่าจิ้งจอกซะอีก ขืนพี่ไปร่วมมือกับเขา ระวังจะโดนเขาหลอกจนหมดตัว เผลอๆ จะต้องเอาตัวเข้าแลกโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ”
“กลัวอะไรกัน”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องทำท่าทางไม่ยี่หระ
“ก็ดีสิ พี่เองก็ยังไม่เคยมีแฟนมาก่อน ถือซะว่าเอาหมอนั่นมาเป็นหนูทดลองฝึกวิทยายุทธ์ความรักไปในตัว”
“พี่นี่มัน...”
หลินซีอวี่หมดคำจะพูดกับความคิดพิสดารของพี่สาวจริงๆ
“นี่พี่พูดจริงเหรอ พี่ไม่ได้มีคนที่แอบชอบมาตั้งนานแล้วหรอกเหรอ เพื่อนสมัยมัธยมของพี่คนนั้นน่ะ...”
“ชู่ว! เบาๆ หน่อยสิ”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องไม่อยากให้ความลับของตัวเองรั่วไหล รีบเอื้อมมือมาปิดปากน้องสาวเอาไว้ทันที
“พี่ก็แค่พูดเล่นขำๆ เอง เธอจะเก็บมาใส่ใจทำไมจริงจังขนาดนั้น เขาเป็นเพื่อนร่วมชั้นของเธอ พี่ไม่ได้โง่นะ ถึงพี่จะทำตัวเหลวไหลยังไงก็คงไม่คิดสั้นไปคว้าเด็กที่อายุน้อยกว่ามาทำแฟนหรอก เธอเห็นพี่เป็นคนชอบเลี้ยงต้อยหรือไงกัน”
“ไม่ใช่ก็ดีแล้ว ทำเอาฉันตกใจแทบแย่”
หลินซีอวี่ยกมือขึ้นทาบอกพลางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“ฉันก็นึกว่าพี่เห็นแก่เงินจนหน้ามืดตามัว คิดจะใช้แผนสาวงามไปยั่วยวนเขาจริงๆ ซะอีก”
“ฮ่าๆๆ”
เสียงหัวเราะที่ฟังดูไม่ค่อยรื่นหูเท่าไหร่นักดังขึ้นมาจากด้านหลังของสองพี่น้อง
“เฮ้ย!”
หลินซีอวี่สะดุ้งโหยงด้วยความตกใจจนหัวใจแทบจะวาย
“ใครน่ะ”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องหมุนตัวขวับกลับไปมองทันควัน พร้อมกับตวาดแว้ดด้วยความไม่พอใจ
“มายืนแอบฟังชาวบ้านเขาคุยกันแบบนี้ เสียมารยาทที่สุด น่ารังเกียจจริงๆ”
“ขอโทษทีครับคนสวย”
หวังฟานยักไหล่ทำหน้าตาใสซื่อบริสุทธิ์ดูน่าหมั่นไส้
“ผมก็ไม่ได้อยากจะแอบฟังหรอกนะ แต่พวกคุณคุยกันออกรสออกชาติซะขนาดนั้น ผมไม่อยากได้ยินมันก็ลอยเข้าหูมาเอง”
“พี่สาวคนสวยครับ”
หลิวเย่กลั้นหัวเราะจนตัวสั่น พยายามช่วยแก้ต่างให้เพื่อนซี้
“ถ้าพี่คิดจะใช้แผนสาวงามยั่วยวนจริงๆ ช่วยพิจารณาผมหน่อยได้ไหมครับ ผมแก่กว่าไอ้หมอนี่ตั้งปีนึง นิสัยเราก็น่าจะเข้ากันได้ดีกว่าด้วย ถือซะว่าเอาผมเป็นคู่ซ้อมมือแก้ขัดไปก่อน ผมยอมพลีกายถวายชีวิตเลยครับ”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องโกรธจนหน้าแดงก่ำ เธอตวาดไล่ตะเพิดเขากลับไปคำเดียวสั้นๆ
“ไปตายซะ!”
***
ณ ร้านขายอุปกรณ์กีฬา
บริเวณพื้นที่ว่างหน้าร้านถูกแปรสภาพให้กลายเป็นแผงลอยชั่วคราว ราวแขวนเสื้อผ้าถูกตั้งขึ้นเรียบร้อยแล้ว พี่สาวลูกพี่ลูกน้องจัดแจงแขวนเสื้อผ้าตัวอย่างเสร็จสรรพ ก็เริ่มงัดลูกไม้เดิมออกมาใช้อีกครั้ง เธอพยายามเกลี้ยกล่อมแกมบังคับให้น้องสาวมาช่วยเป็นนางแบบจำเป็นให้
หลินซีอวี่ทนลูกตื๊อของพี่สาวไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องจำยอมเดินไปหยิบชุดกระโปรงตัวใหม่เอี่ยมจากราวแขวน แล้วเดินคอตกหายเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
ครู่ต่อมา ประตูห้องลองชุดก็เปิดออก หญิงสาวในชุดเสื้อสีขาวกระโปรงสีฟ้าเดินออกมาด้วยท่วงท่าเอียงอาย ความงดงามอ่อนหวานและบริสุทธิ์สดใสของเธอสะกดสายตาของทุกคนให้หยุดนิ่ง ราวกับมีแสงสว่างเจิดจ้าสาดส่องออกมาจากตัวเธอ
ภาพที่เห็นตรงหน้าช่วยยืนยันคำพูดของหวังฟานก่อนหน้านี้ได้เป็นอย่างดี ว่าเธอสามารถทำให้ร้านซอมซ่อแห่งนี้ดูสว่างไสวมีสง่าราศีขึ้นมาได้จริงๆ
“หวังฟาน ไหงนายทำตัวไม่สมกับเป็นเพื่อนรักกันแบบนี้วะ”
หลิวเย่จ้องมองหญิงสาวตาค้าง แววตาเป็นประกายวิบวับด้วยความตื่นเต้น
“มีสาวสวยระดับนางฟ้าขนาดนี้ ทำไมถึงเพิ่งจะมาแนะนำให้รู้จักเอาป่านนี้ มัวแต่อมพะนำซ่อนของดีไว้อยู่ได้...”
“นายเลิกฝันกลางวันได้เลย”
หวังฟานพูดด้วยน้ำเสียงเปรี้ยวจี๊ดเหมือนคนกินมะนาวเข้าไปทั้งสวน เขาโยนความหงุดหงิดในใจไปลงที่เพื่อนซี้แทน
“ดอกไม้งามย่อมมีเจ้าของแล้ว และคนคนนั้นก็เป็นคนที่นายไม่มีปัญญาไปต่อกรด้วยได้หรอก”
“ใครวะ? จะแน่สักแค่ไหนเชียว”
หลิวเย่ทำท่าทางไม่ยอมแพ้ ด้วยความทนงตนในถิ่นของตัวเอง
“ฉันไม่ได้จะคุยโวหรอกนะ แต่ในถนนเส้นนี้ ยังไม่มีใครหน้าไหนที่ฉันไม่กล้าตอแยด้วย”
“กู้ปิน”
หวังฟานเอ่ยชื่อนั้นออกมาด้วยท่าทางสะใจ ราวกับกำลังโยนระเบิดลูกใหญ่ใส่หน้าเพื่อน
“ผู้หญิงของเขา นายกล้าแตะต้องงั้นเหรอ”
“แปะ...”
บุหรี่ที่คาบอยู่ในปากของหลิวเย่ร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังแผ่วเบา เขาอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
“เป็นไงล่ะ? ถึงกับช็อกไปเลยเหรอ”
หวังฟานหัวเราะเยาะด้วยความสะใจที่ได้เห็นเพื่อนหน้าถอดสี
“เมื่อกี้ยังทำปากเก่งอวดเบ่งอยู่เลยไม่ใช่เหรอ ไหนว่าจะท้าดวลตัวต่อตัวไง”
“ใครอยากจะท้าดวลกับฉัน”
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความหยอกเย้าดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของพวกเขา
“ประโยคนั้นฉันไม่ได้พูดนะ...”
หลิวเย่หันขวับไปเห็นผู้มาใหม่ก็รีบหดคอลงทันที เขารีบปฏิเสธพัลวันเพื่อเอาตัวรอด
“ไอ้หวังฟานมันใส่ร้ายฉัน มันจงใจแกล้งให้ฉันงานเข้า”
“ถอยไป”
หวังฟานทนดูท่าทางขี้ขลาดตาขาวของเพื่อนไม่ไหว จึงเตะก้นมันไปหนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้
“ดูสภาพนายสิ ปอดแหกขนาดนี้ ยังจะกล้าไปคิดไม่ซื่อกับแฟนชาวบ้านเขาอีก”
“กู้ปิน นายต้องเชื่อฉันนะ ฉันไม่ได้คิดอะไรเลยจริงๆ...”
หลิวเย่เหงื่อแตกพลั่ก รีบอธิบายลิ้นแทบพันกัน
“ผู้หญิงของนาย ให้ฉันกินดีหมีหัวใจเสือเข้าไปอีกร้อยลูก ฉันก็ไม่กล้าแตะต้องแม้แต่ปลายเล็บ”
“พอได้แล้ว อย่ามายืนเกะกะขวางทาง”
กู้ปินผลักไหล่คนตรงหน้าออกอย่างไม่สบอารมณ์ สายตาคมกริบของเขาจับจ้องไปที่ร่างบอบบางในชุดกระโปรงสีฟ้า ท่าทีดุดันเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแววตาอ่อนโยนลึกซึ้งที่หวานเชื่อมจนแทบจะหยดออกมาเป็นน้ำเชื่อม
“สวยไหม”
หลินซีอวี่เห็นว่าเป็นเขาก็ยิ้มร่าออกมาด้วยความดีใจ เธอจับชายกระโปรงหมุนตัวไปมาหน้ากระจกอย่างร่าเริง
“สวย”
กู้ปินก้าวเท้าเข้าไปหาเธอช้าๆ ก่อนจะรวบร่างบางเข้ามาโอบกอดไว้ในอ้อมแขนอย่างหวงแหน
“พี่สาวลูกพี่ลูกน้องบังคับให้ฉันมาเป็นนางแบบจำเป็นให้”
หลินซีอวี่ทำแก้มป่องบ่นกระปอดกระแปดด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู
“คืนนี้ต้องเปลี่ยนตั้งหลายชุด ยืนจนปวดขาปวดเอวไปหมดแล้วเนี่ย”
“ถ้าเหนื่อยเดี๋ยวฉันนวดให้...”
กู้ปินก้มหน้าลงกระซิบข้างใบหูเล็กที่เริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อ
“ปวดตรงไหนก็จะนวดให้ตรงนั้น หรือจะให้นวดทั้งตัวเลยก็ได้นะ”
“บ้า... ใครจะให้นายนวดกันล่ะ”
หลินซีอวี่ถูกเขาหยอดคำหวานใส่จนหน้าร้อนผ่าว เธอรีบผลักอกเขาออกแรงๆ แล้ววิ่งหนีออกไปนอกร้านด้วยความเขินอาย
“ชิชะ...”
หลิวเย่ที่จำใจต้องมายืนดูฉากรักหวานเลี่ยนบาดตาบาดใจ ก็ได้แต่ส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอด้วยความอิจฉาริษยา
“ชิชะอะไรของนาย...”
หวังฟานเตะเพื่อนซี้ระบายอารมณ์อีกรอบ พลางระเบิดความหงุดหงิดใส่
“มัวยืนบื้ออยู่ทำไม รีบไปเอาน้ำเย็นมาเสิร์ฟสิ ร้อนจะตายชัก พูดมากน้ำลายบูดหมดแล้ว ไม่หิวน้ำบ้างหรือไง”
“นายนั่นแหละที่กระหาย...”
หลิวเย่เองก็ไม่ใช่คนโง่ เขามองออกถึงความผิดปกติบางอย่าง จึงจงใจพูดจากระทบกระเทียบต่อหน้ากู้ปิน
“ระหว่างเราสองคน ใครกันแน่ที่แอบคิดไม่ซื่อกับแฟนชาวบ้าน มันยังไม่แน่หรอกว่ะ”
“ไอ้เวรนี่ นายอยากตายใช่ไหม!”
หวังฟานถูกจี้ใจดำเข้าอย่างจังก็โกรธจนเลือดขึ้นหน้า เขาเงื้อหมัดเตรียมจะพุ่งเข้าไปสั่งสอนไอ้เพื่อนปากเสียให้เข็ดหลาบ
ทว่ากู้ปินกลับขยับตัวเข้ามาขวางหน้าเขาไว้เสียก่อน
“หวังฟาน เรามีเรื่องต้องคุยกัน”
[จบบท]