บทที่ 65: ปรมาจารย์พู่กัน
“รับทราบพะย่ะค่ะ”
ผู้ช่วยผู้กำกับคลุกคลีอยู่ในวงการบันเทิงมานาน จนฝึกวิทยายุทธ์หน้าหนาหน้าทนขั้นสุดยอดจนใครก็ทำลายไม่ได้ไปเสียแล้ว
ถึงจะถูกผู้กำกับตู้ด่า เขาก็ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังดัดเสียงเลียนแบบขันทีในละครย้อนยุคราชวงศ์ชิง พร้อมกับทำท่าทางน้อมรับคำสั่งอย่างคล่องแคล่ว
“รีบไปได้แล้ว”
ผู้กำกับตู้กุมขมับด้วยความอ่อนใจ ต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะข่มใจไม่ให้เตะเจ้าลูกน้องตัวดีสักทีสองที
“บ่าวทูลลาพะย่ะค่ะ”
วิญญาณนักแสดงเข้าสิงผู้ช่วยผู้กำกับเข้าอย่างจัง เขาสลัดแขนเสื้อที่มองไม่เห็นสองสามที แล้วรีบวิ่งแจ้นตรงไปยังท่าเรือราวกับพายุ ก่อนที่เท้าของผู้กำกับตู้จะประทับลงบนก้นของเขาจริงๆ
***
เรือลำเล็กถูกยืมมาเรียบร้อยแล้ว
กู้ปินเปลี่ยนมาสวมชุดจีนโบราณ นั่งล่องเรือชมวิวทิวทัศน์ในทะเลสาบเคียงคู่กับหลินซีอวี่ ภาพของหนุ่มพรสวรรค์กับสาวงามที่กำลังดีดพิณวาดภาพ ร่ายกลอนกวี ช่างดูงดงามราวกับภาพฝัน ผลลัพธ์ที่ออกมาดีเกินคาดจนน่าตกตะลึง
ผู้กำกับตู้จ้องมองภาพผ่านจอมอนิเตอร์ด้วยรอยยิ้มจนแก้มปริ
ไม่ต้องเดาก็รู้ได้เลยว่า หลังจากรายการตอนนี้ออกอากาศไป จะต้องสร้างกระแสตอบรับที่ถล่มทลายอย่างแน่นอน
รายการสารคดีชุด ฉวนสุ่ยเหรินเจีย จะต้องดังเปรี้ยงปร้างทะลุฟ้า และความฝันที่จะคว้ารางวัลผู้กำกับสารคดียอดเยี่ยมแห่งปีของเขาก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว
“โอ๊ย... คู่รักคู่นี้ทำเอาคนอิจฉาตาร้อนไปหมดแล้วนะเนี่ย”
หลี่เยี่ยนไม่ได้สนใจเรื่องรางวัลเหมือนอย่างผู้กำกับตู้ แต่จุดสนใจของเธอพุ่งเป้าไปที่คู่รักที่รู้ใจกันเป็นอย่างดีคู่นั้น “พวกคุณดูสิ สายตาของสองคนนั้นมองกันหวานเยิ้มจนแทบจะยืดเป็นสายไหมอยู่แล้ว ความหวานระดับนี้ ทำเอาฉันอิจฉาจนทนไม่ไหวแล้วนะ”
“เลิกอิจฉาได้แล้วน่า”
พี่ตากล้องเอ่ยเตือนด้วยความรับผิดชอบในหน้าที่ “ฉากต่อไปต้องถ่ายฉากเขียนพู่กันจีน หาคนเขียนได้หรือยัง จะให้ใครมาเขียนล่ะ”
“เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ฉันนะ”
หลี่เยี่ยนปัดความรับผิดชอบทันควัน “ปล่อยให้ผู้ช่วยผู้กำกับเขาปวดหัวไปเถอะ ใครใช้ให้เขาเป็นเบื้องล่างล่ะ งานรับใช้พวกนี้ก็สมควรเป็นหน้าที่ของเขาแล้ว”
“เขียนพู่กันจีนเหรอครับ”
กู้ปินที่หูไวได้ยินบทสนทนาของทั้งสามคนลอยมาตามลม จึงตะโกนถามมาจากบนเรือ “ผมแนะนำคนคนหนึ่งให้พวกคุณได้นะ รับรองว่าเขียนสวย ฝีมือชั้นครู เชิญมาร่วมรายการของพวกคุณได้แบบสบายๆ เลย”
“ใครเหรอ”
หลี่เยี่ยนตาลุกวาวขึ้นมาทันทีด้วยความสนใจ “พูดมาซะขนาดนี้ ฉันชักอยากจะสัมภาษณ์เขาเป็นพิเศษแล้วสิ”
“คนคนนี้พวกคุณก็รู้จักกันทุกคนแหละครับ...”
กู้ปินสะบัดพัดจีบกางออกเสียงดังพรึ่บ แล้วโบกพัดไปมาอย่างสบายอารมณ์ “แต่ว่าจะเชิญเขามาได้หรือเปล่า หรือเขาจะยอมให้สัมภาษณ์ไหม อันนี้ผมไม่กล้ารับประกันนะ...”
“พวกเรารู้จักกันทุกคนเหรอ”
พี่ตากล้องทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก เดาทางไม่ถูกเลยว่ากู้ปินหมายถึงใคร
“เสี่ยวปิน”
หลี่เยี่ยนใจร้อนจนทนไม่ไหว “นายอย่ามาดึงเชิงหน่อยเลยน่า รีบๆ บอกพวกเรามาเร็วเข้า”
“ได้ครับ”
กู้ปินถือโอกาสทำคะแนน “พี่เยี่ยนอุตส่าห์ขอร้องผมทั้งที จะไม่ไว้หน้าพี่ได้ยังไงล่ะครับ”
“ไอ้เด็กคนนี้ ร้ายนักนะ”
หลี่เยี่ยนหัวเราะพลางค้อนวงใหญ่ใส่เขา “กล้ามาแต๊ะอั๋งพี่สาวด้วยคำพูดเหรอ”
“เสี่ยวปิน เธอมีตัวเลือกที่เหมาะสมเหรอ”
ผู้กำกับตู้เห็นทั้งสามคนคุยกันอย่างสนุกสนาน ก็อดไม่ได้ที่จะเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย
“ถูกต้องครับ”
กู้ปินใช้พัดจีบชี้มาที่ตัวเอง พร้อมกับยิ้มอย่างมีเลศนัย “ความจริงคนคนนี้ก็เหมือนเส้นผมบังภูเขา อยู่ใกล้ตัวแค่นี้เอง ก็คือ...”
ในขณะที่ทุกคนกำลังเข้าใจว่าคนที่เขาหมายถึงคือตัวเขาเอง จู่ๆ กู้ปินก็ลากเสียงยาว แล้วเอ่ยคำสองคำที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงออกมาว่า
“คุณตาของผมเองครับ”
“คุณตาของเธอเหรอ?!”
ผู้กำกับตู้ถึงกับกลั้นหายใจ แววตาฉายแววตื่นเต้นดีใจ “เหล่ากู้ท่านนี้น่ะเหรอ”
“เหล่ากู้เขียนพู่กันจีนเป็นด้วยเหรอเนี่ย”
หลี่เยี่ยนเก็บอาการตกใจเอาไว้ไม่อยู่ “ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยนะ ท่านไม่ได้เข้ากรมเป็นทหารตั้งแต่เด็ก แล้วก็ออกรบในแนวหน้ามาตลอด จนปลดแอกแล้วถึงได้เกษียณหรอกเหรอ”
“ไม่ใช่แค่เป็นนะครับ แต่ท่านเชี่ยวชาญมากด้วย”
กู้ปินฟังออกถึงความหมายแฝงในคำพูดของหลี่เยี่ยน จึงรู้สึกว่าจำเป็นต้องแก้ต่างให้คุณตาของตัวเองสักหน่อย “ใครบอกว่าทหารจะต้องเป็นพวกหยาบกระด้างเสมอไปล่ะครับ ถึงคุณตาจะเข้ากรมตั้งแต่เด็ก แต่ในกองทัพท่านก็อ่านเขียนเรียนหนังสือมาไม่น้อย ลายมือของท่านก็พลิ้วไหวทรงพลัง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากๆ”
“ขอโทษทีนะจ๊ะ พี่ความรู้น้อยไปหน่อย...”
หลี่เยี่ยนหน้าเจื่อน หัวเราะแห้งๆ แก้เก้อ “พี่ไม่ได้มีเจตนาจะดูถูกทหารนะ แค่รู้สึกแปลกใจมากที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าเหล่ากู้ท่านเขียนพู่กันจีนได้ แล้วข้างนอกนั่นก็ไม่เคยมีผลงานลายมือของท่านหลุดรอดออกมาให้เห็นเลย”
“พวกคุณจะไปรู้อะไร”
ผู้กำกับตู้ทุ่มเทเพื่องานสารคดีอย่างสุดตัว รีบประจบสอพลอทันที “เหล่ากู้ท่านฝึกฝนการเขียนพู่กันเป็นงานอดิเรก เพื่อขัดเกลาจิตใจ ไม่เหมือนพวกคนตื้นเขินบางประเภทหรอกนะ ที่พอมีความรู้แค่หางอึ่งก็รีบป่าวประกาศไปทั่ว กลัวคนเขาจะไม่รู้ว่าตัวเองมีน้ำยาแค่ไหน...”
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ ไม่ใช่เลย”
กู้ปินหัวเราะขัดจังหวะขึ้นมา “ความจริงแล้วที่คุณตาฝึกเขียนพู่กันจีนน่ะ จุดประสงค์ไม่ได้บริสุทธิ์ใจขนาดนั้นหรอกครับ เริ่มแรกเดิมที ท่านทำไปเพื่อจะจีบคุณยายต่างหาก...”
“พรูด!”
ผู้กำกับตู้สำลักน้ำลายตัวเองพุ่งออกมาทันที
“มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ”
ต่อมเผือกของหลี่เยี่ยนทำงานทันที ดวงตาเป็นประกายวิบวับ “เล่าให้พวกเราฟังหน่อยสิ เรื่องราวความรักกุ๊กกิ๊กสมัยหนุ่มๆ ของเหล่ากู้น่ะ”
“ท่อนนี้ต้องอัดเก็บไว้เลยนะ”
พี่ตากล้องรีบสนับสนุนด้วยความสนุกสนาน “รับรองว่าคนดูต้องชอบแน่ๆ”
“อยากรู้ก็ไปถามคุณตาเองสิครับ”
กู้ปินยังคงอุบไต๋เอาไว้ “เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของผู้หลักผู้ใหญ่ ผมเป็นเด็กเป็นเล็กไม่กล้าเอามาพูดซี้ซั้วหรอกครับ”
“เสี่ยวปิน เรื่องนี้ต้องฝากเธอจัดการแล้วนะ”
ผู้กำกับตู้หน้าหนาไม่สะทกสะท้าน ยิ้มเจ้าเล่ห์เหมือนจิ้งจอกเฒ่า “รบกวนเธอช่วยเชิญเหล่ากู้ให้ออกโรง มาเป็นแขกรับเชิญกิตติมศักดิ์ในรายการของเราให้ได้นะ”
“ได้ครับ”
กู้ปินมีแผนในใจอยู่แล้ว จึงตอบตกลงอย่างง่ายดาย “งั้นเดี๋ยวผมกลับบ้านไปดูหน่อยว่าคุณตาอยู่บ้านหรือเปล่า”
“ให้ฉันนั่งรถกลับไปเป็นเพื่อนมั้ย”
ผู้กำกับตู้กลัวว่าเหล่ากู้จะไม่ยอมมา หัวใจดวงน้อยๆ เต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ด้วยความกังวล
“ไม่ต้องหรอกครับ”
กู้ปินมั่นใจเต็มร้อย “ผู้กำกับวางใจเถอะครับ คุณตาคุยง่ายจะตาย แค่บอกท่านว่าการถ่ายทำคลิปโปรโมตนี้ทำเพื่อช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของเมืองจี่หนาน ท่านต้องยอมมาแน่นอนครับ”
“เหล่ากู้นี่เป็นคนดีประเสริฐแท้ๆ เลยนะ”
ผู้กำกับตู้รีบเยินยอสรรเสริญ “ไม่ต้องขี่จักรยานไปหรอก ให้คนขับรถขับไปส่งเถอะ”
“โอเคครับ”
กู้ปินคิดคำนวณดูแล้วว่าตอนคุณตามาก็ต้องนั่งรถมาอยู่ดี จึงไม่ได้ปฏิเสธให้มากความ ตอบตกลงรับน้ำใจทันที
***
เหล่ากู้เดินทางมาถึงอย่างรวดเร็ว เป็นไปตามที่หลานชายคาดการณ์ไว้เป๊ะ ท่านตอบตกลงทันทีโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
เมื่อชายชรารูปร่างผอมเกร็งแต่ดูแข็งแรงในชุดออกกำลังกายสีขาวนวลปรากฏตัวขึ้นที่ริมทะเลสาบต้าหมิงหู ผู้กำกับตู้ถึงกับตื้นตันใจจนต้องยกมือขึ้นปาดหางตา เกือบจะหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความซาบซึ้ง
“คุณตาครับ”
กู้ปินเป็นตัวแทนพูดความในใจของผู้กำกับตู้ “สารคดีเรื่องนี้จะดังเปรี้ยงปร้างได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับคุณตาแล้วนะครับ”
“ฮ่าๆๆ”
เหล่ากู้ได้ยินแล้วก็ชอบใจ ท่านยืนอยู่หน้ากล้องแล้วร่ายรำเพลงมวยไทเก๊กอย่างคล่องแคล่วชำนาญ พอยืดเส้นยืดสายจนเข้าที่แล้ว ก็หยิบพู่กันด้ามใหญ่ขนาดเท่าปากถ้วยขึ้นมา จุ่มน้ำในทะเลสาบ แล้วเริ่มตวัดปลายพู่กันเขียนตัวอักษรลงบนพื้นหินสีเขียว ท่ามกลางสายตาเลื่อมใสศรัทธาของเหล่าลูกหลาน
ทุกการตวัดเส้นสายช่างลื่นไหลงดงาม ทรงพลังดุดัน!
“ลายมือสวยมาก!”
ผู้กำกับตู้มองด้วยดวงตาเป็นประกาย ปรบมือรัวๆ ร้องชมไม่ขาดปาก
“นี่เป็นไม้ตายก้นหีบของคุณตาเลยนะครับ”
กู้ปินแอบมีแผนการเล็กๆ ในใจ จึงแกล้งพูดเยินยอเอาใจคุณตา “แค่พู่กันด้ามยักษ์ขนาดเท่าปากถ้วยอันนี้ คนทั่วไปก็ไม่มีทางควบคุมมันได้แล้ว”
“ฮ่าๆๆ”
เหล่ากู้พอใจเป็นอย่างมาก ท่านยังคงสะบัดพู่กันร่ายมนตร์อักษรลงบนแผ่นหิน เขียนบทกวีรวดเดียวถึงสามบท
“พรสวรรค์ล้นฟ้าดั่งสามสายธารา อักษรล้ำค่าดั่งไข่มุกในบึงใส กวีมากล้นถือกำเนิด ณ ลี่เซี่ย เมืองแห่งน้ำพุคือเมืองแห่งกวีมาแต่กาลก่อน”
“จี่หนานยามวสันต์งดงามยามฟ้าใส นอกหอมีชิงช้า นอกทิวหลิวมีนกขมิ้น ราวกับดินแดนทองคำแห่งเจียงหนาน ผิดกันเพียงแค่ไร้เสียงร้องขายดอกไม้ตามตรอกซอย”
“ชมภูเขาชมสายน้ำอย่างอิสระเสรี ทุกแห่งหนล้วนเป็นบทกวี ก่อเกิดแรงบันดาลใจ ล่องเรือน้อยกลางสระบัวทุกเมื่อเชื่อวัน ใจมุ่งมั่นขอเป็นชาวจี่หนานตลอดไป”
[จบบท]