บทที่ 72: วิกฤตหย่าร้าง
ป้าใหญ่เป็นคนที่มีนิสัยปากร้ายใจแข็ง ไม่ยอมลงให้ใคร หากโมโหขึ้นมาเมื่อไหร่ก็พร้อมจะอาละวาดจนบ้านแตก ด้วยความบันดาลโทสะในครั้งนี้ เธอถึงขั้นลงมือล็อกประตูขังลุงเขยไว้ข้างนอก ไม่ยอมให้เข้าบ้าน
ประจวบเหมาะกับช่วงนี้หลิวเจี้ยนงานยุ่งรัดตัว ต้องอยู่เข้าเวรทำโอทีที่หน่วยงานตลอดทั้งคืน จึงไม่มีใครคอยช่วยเปิดประตูให้ลุงเขย
เมื่อคืนวานฝนตกหนักโหมกระหน่ำ ลุงเขยผู้ไร้ทางไปได้แต่ยืนตากฝนเพียงลำพังด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ในยามที่เขากำลังหนาวเหน็บทั้งกายและใจ เพื่อนร่วมงานหญิงคนหนึ่งก็กางร่มปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขา
ฝั่งหนึ่งคือแม่เสือสาวจอมดุร้ายที่ยึดถือความถูกต้องของตนเป็นใหญ่ ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร ส่วนอีกฝั่งคือดอกไม้งามที่แสนจะเข้าใจหัวอกผู้ชาย ทั้งอ่อนโยนและรู้ใจ
ตาชั่งในหัวใจของลุงเขยเริ่มเอียงกระเท่เร่
เขาตัดสินใจไปอาศัยอยู่ที่บ้านของเพื่อนร่วมงานหญิงคนนั้นเป็นเวลาสองวันเต็ม แม้ว่าทั้งสองคนจะไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งทางกาย หรือทำเรื่องเสื่อมเสียเกินเลยแต่อย่างใด ทว่าความใกล้ชิดสนิทสนมนั้นกลับเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อนอย่างเห็นได้ชัด
ตอนที่น้าไปตามหาลุงเขยจนเจอ ลุงเขยกำลังเดินกางร่มออกมาจากโถงทางเดินของตึกพอดิบพอดี ทันทีที่เห็นหน้าน้า สีหน้าของลุงเขยก็เปลี่ยนไปถนัดตา ร่างกายขยับถอยห่างจากเพื่อนร่วมงานหญิงที่เดินมาส่งโดยอัตโนมัติ
“พี่เขย แม่ให้ผมมาตามพี่กลับบ้าน”
น้ามีสีหน้าเคร่งขรึม ดวงตาฉายแววไม่พอใจขณะตวัดสายตามองหญิงสาวคนนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาพูดกับลุงเขยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เรื่องที่พี่กับพี่ใหญ่ทะเลาะกัน แม่รู้เรื่องหมดแล้ว แม่บอกว่าเป็นความผิดของพี่ใหญ่เองที่ไม่ถามไถ่ต้นสายปลายเหตุให้ดีก่อน แล้วยังทำเกินกว่าเหตุด้วยการล็อกประตูขังพี่ไว้ข้างนอก ตอนนี้แม่ดุพี่ใหญ่ไปชุดใหญ่แล้ว พี่เองก็ใจเย็นลงหน่อยเถอะ กลับบ้านไปพร้อมกับผมนะ หลิวเล่ยเองก็กำลังรอพ่ออยู่ที่บ้านเหมือนกัน”
“อะแฮ่ม...”
พอลุงเขยได้ยินคำพูดของน้า ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยก็ขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความละอายใจ เขาได้แต่กระแอมไอแก้เก้อออกมาสองสามที
“คุณกลับไปเถอะค่ะ”
เพื่อนร่วมงานหญิงคนนั้นช่างแสนดีและเข้าใจสถานการณ์ เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “อย่าต้องมาทะเลาะกับคนในครอบครัวเพราะฉันเลย สองวันที่ผ่านมาเห็นพวกคุณทำสงครามเย็นใส่กัน ฉันเองก็พลอยไม่สบายใจไปด้วย ในเมื่อคนทางบ้านมาตามแล้ว คุณก็เชื่อเขาเถอะนะ กลับบ้านไปเถอะค่ะ”
“ถ้าผมไปแล้ว คุณจะดูแลเสี่ยวซานคนเดียวได้ยังไง”
ลุงเขยยังคงมีท่าทีเป็นห่วงเป็นใย “อาการของแกขาดคนดูแลไม่ได้ คุณต้องวิ่งรอกระหว่างโรงพยาบาลกับที่ทำงานคนเดียว จะจัดการไหวเหรอ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันไหว”
หญิงสาวแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง แต่พูดไปพูดมาขอบตาก็เริ่มแดงระเรื่อ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “หลายปีมานี้ฉันก็ยืนหยัดตัวคนเดียวมาตลอด เมื่อก่อนทำได้ ตอนนี้ก็ต้องทำได้เหมือนกัน”
“คุณน่ะ ชอบฝืนตัวเองเกินไปแล้ว”
ลุงเขยใจอ่อนยวบ แววตาเต็มไปด้วยความลังเลและสงสาร “จริงๆ ไม่เห็นต้องฝืนเลย ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกมาเถอะ ผมยินดีจะช่วยคุณ...”
“พี่เขย!”
น้าเห็นท่าไม่ดีจึงรีบใช้ไหวพริบพูดแทรกขึ้นมา ตัดบทก่อนที่ลุงเขยจะถลำลึกไปมากกว่านี้ “อย่าลืมสิครับว่าสารคดี ‘ฉวนสุ่ยเหรินเจีย’ ยังถ่ายทำไม่เสร็จนะ ทางทีมงานรายการเขายังต้องมาถ่ายทำต่อที่บ้านอีก”
“ตอนนี้พี่ก็ได้ออกทีวีกลายเป็นคนดังไปแล้ว ถ้าเกิดไปทำอะไรพลาดพลั้งในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ หากผู้กำกับตู้หรือคนอื่นๆ รู้เข้า หน้าตาชื่อเสียงที่สั่งสมมาจะป่นปี้เอานะครับ”
“ซี๊ด...”
ลุงเขยถูกน้าเตือนสติเข้าอย่างจังถึงกับสูดปากสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่
นี่เขาหน้ามืดตามัวจนเลอะเลือนไปแล้วหรือนี่
อุตส่าห์ดิ้นรนอยู่ในคณะนาฏศิลป์มาตั้งหลายสิบปี กว่าจะสร้างชื่อเสียงมีหน้ามีตาขึ้นมาได้ จะมาตกม้าตายตอนแก่ ทำลายหม้อข้าวตัวเองเพียงเพราะคนนอกที่ไม่เกี่ยวข้องได้อย่างไร
“คุณกลับไปเถอะค่ะ”
เพื่อนร่วมงานหญิงสังเกตเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของเขา เลือดฝาดบนใบหน้าของเธอค่อยๆ จางหายไปทีละน้อย จนเหลือเพียงความซีดเซียว “วันหลังไม่ต้องมาที่นี่อีกแล้วนะ ฉันดูแลตัวเองกับเสี่ยวซานได้ ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครทั้งนั้น”
“เฮ้อ...”
ลุงเขยถอนหายใจด้วยความรู้สึกผิดและอาลัยอาวรณ์ แต่เมื่อชั่งน้ำหนักผลดีผลเสียอย่างถี่ถ้วนแล้ว ในที่สุดเขาก็เลือกทางที่ถูกต้อง เขาหันหลังเดินจากมาด้วยท่าทีหม่นหมอง
***
ณ บ้านเลขที่ 9 ถนนตงหัว
“แม่... หนูขอร้องล่ะ แม่ห้ามหย่านะ”
หลิวเล่ยสวมกอดเอวป้าใหญ่ไว้แน่น ร้องไห้ฟูมฟายจนเสียงแหบเสียงแห้ง “ต่อไปหนูจะขยันทำงานหาเงินเยอะๆ มาเลี้ยงดูพ่อกับแม่เอง...”
“พี่ใหญ่ พี่จำไม่ได้เหรอที่หลิวเจี้ยนบอกว่าหัวหน้าทีมแนะนำแฟนให้คนนึง เห็นว่าพื้นเพทางบ้านไม่ธรรมดาเลยนะ พ่อของผู้หญิงเป็นถึงผู้บริหารระดับสูงของการไฟฟ้า”
น้าสะใภ้ทนดูไม่ไหวต้องช่วยพูดเกลี้ยกล่อมอีกแรง “ถ้าพี่กับพี่เขยมาหย่ากันตอนที่ลูกชายกำลังจะมีความรักแบบนี้ ทางฝ่ายหญิงเขาจะคิดยังไง ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราดูสิ พี่ก็คงไม่อยากได้ลูกสะใภ้ที่มาจากครอบครัวแตกแยกเหมือนกันใช่ไหมล่ะ”
“พ่อแม่ทะเลาะกันจะหย่าร้าง ยังไงก็ต้องกระทบจิตใจลูกอยู่แล้ว”
คุณยายพยายามพูดเตือนสติด้วยความหวังดี “ดูสิว่าเล่ยเล่ยเป็นเด็กกตัญญูแค่ไหน เห็นแก่ลูกเถอะนะ ลูกจะหย่ากันง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้ จะทำลายครอบครัวที่สมบูรณ์ แล้วยกความสุขที่ควรจะเป็นของตัวเองใส่พานไปถวายให้ผู้หญิงอื่นอย่างนั้นเหรอ”
“ในใจเขาไม่มีฉันแล้ว ฉันจะทนอยู่กับเขาไปเพื่ออะไร?”
ป้าใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้ออย่างหมดอาลัยตายอยาก “หลายปีมานี้ สิ่งที่ฉันทุ่มเทเพื่อครอบครัวนี้มันยังน้อยไปอีกเหรอ เขาออกไปแสดงที่ต่างจังหวัด งานในบ้าน งานนอกบ้าน สารพัดเรื่องจุกจิก ฉันเป็นคนจัดการดูแลทั้งหมด”
“ฉันทำงานหนักสายตัวแทบขาดมาตั้งกี่ปี จนร่างกายเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ไปทั้งตัว แต่เขากลับปันใจไปให้คนอื่นง่ายๆ แบบนี้ เขาเคยเห็นค่าความเหนื่อยยากของฉันบ้างไหม”
“ในใจของเขา ฉันคงไม่ใช่ภรรยา ไม่ใช่แม่ของลูก แต่เป็นแค่คนรับใช้ฟรีๆ ที่จะใช้งานยังไงก็ได้ ฉันก็มีหัวใจนะ จะให้ก้มหน้าก้มตารับกรรม ยอมถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวโดยไม่มีปากมีเสียงเลยเหรอ แค่จะระบายอารมณ์ให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นบ้างก็ทำไม่ได้เลยหรือไง”
***
“ไม่มีใครทำให้ลูกต้องทนทุกข์ใจหรอก”
คุณยายเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง “ลูกลองถามตัวเองดูสิว่า นิสัยเจ้าอารมณ์ของลูกมันรุนแรงเกินไปหรือเปล่า? ลองให้เล่ยเล่ยพูดมาตามตรงก็ได้ว่า ระหว่างลูกกับพ่อของหลาน อยู่ในบ้านหลังนี้ใครเป็นฝ่ายที่ต้องรองรับอารมณ์มากกว่ากัน”
“นิสัยของพ่อเล่ยเล่ยเขาเป็นคนยิ้มแย้มเข้ากับคนง่าย ไม่ชอบมีเรื่องขัดใจกับใคร ผู้ชายที่มีนิสัยแบบนี้ถือว่าหาได้ยากและดีมากแล้วนะ ลูกแต่งงานกับเขามาตั้งกี่ปี ไม่เคยมีเรื่องให้ต้องหน้าแดงใส่กันเลยสักครั้ง แค่นี้ยังไม่พอใจอีกเหรอ”
“ลูกคิดว่าที่ชีวิตคู่ราบรื่นมาได้ขนาดนี้ เป็นเพราะความดีความชอบของลูกคนเดียวหรือไง คิดว่าเป็นเพราะลูกเสียสละและอดทนอยู่ฝ่ายเดียวเหรอ? ลูกไม่เคยฉุกคิดบ้างเลยหรือว่า ทำไมผู้หญิงคนอื่นถึงเข้ามาแทรกกลางและสั่นคลอนความสัมพันธ์ของพวกลูกได้ง่ายดายขนาดนี้ ลูกไม่คิดจะทบทวนข้อผิดพลาดของตัวเองบ้างเลยหรือไง”
“แล้วก็อย่ามาคิดน้อยใจว่าแม่ลำเอียง ไม่เข้าข้างลูก ที่แม่ต้องมานั่งพร่ำสอนปากเปียกปากแฉะแบบนี้ก็เพราะแม่หวังดีกับลูก ถ้าลูกไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของแม่ แม่คงไม่มานั่งเปลืองน้ำลายทำเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้หรอก”
***
“สรุปว่าฉันเป็นฝ่ายทำให้เขาลำบากใจงั้นสิ?”
ป้าใหญ่ยังคงรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม และเตรียมจะอ้าปากเถียงต่อ
“ผมไม่ยอมให้หย่า!”
ทันใดนั้น หลิวเจี้ยนก็กระชากม่านประตูเปิดออก แล้วพุ่งตัวจากข้างนอกเข้ามาในห้องด้วยความรวดเร็ว “ใครหน้าไหนกล้ามายุแยงให้พ่อกับแม่แตกแยกกัน ผมจะเอามีดแทงให้ไส้ไหล จะฆ่ามันให้ตายซะเดี๋ยวนี้แหละ”
ป้าใหญ่ “...”
คำพูดและความน้อยใจที่จุกอยู่ที่คอหอยของป้าใหญ่ ถูกกลืนกลับลงท้องไปในทันที
“พี่ชาย สุดยอดไปเลย”
หลิวเล่ยปาดน้ำตาที่นองหน้า พร้อมกับแอบยกนิ้วโป้งให้พี่ชายอย่างเงียบๆ “หนูร้องไห้จนเสียงแหบเสียงแห้งแม่ยังไม่ฟัง พี่มาถึงพูดประโยคเดียว แม่เงียบกริบเลย”
“พี่ไม่ได้พูดเล่น ใครกล้ามาทำลายครอบครัวเรา พี่เชือดทิ้งแน่”
หลิวเจี้ยนที่เพิ่งผ่านการทำงานโต้รุ่งมาหลายคืนติดต่อกัน ดวงตาของเขาจึงเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดงก่ำ ดูแล้วช่างมีรังสีอำมหิตที่น่าหวาดกลัวสมจริงยิ่งนัก
“ฆ่าคนมันผิดกฎหมายนะลูก อย่าใจร้อนวู่วามสิ”
ป้าใหญ่ตกใจจนหัวใจแทบจะวาย เวลาพูดกับลูกชายในตอนนี้ก็เสียงสั่นเครือ ไม่กล้าขึ้นเสียงดังเพราะกลัวจะไปกระตุ้นต่อมโทสะของเขา
“แม่ไม่เป็นไรแล้ว ที่พูดออกมาเมื่อกี้ก็แค่ระบายความอัดอั้นตันใจเฉยๆ เรื่องหย่าน่ะเป็นแค่คำพูดประชด แม่ไม่ได้อยากหย่าจริงๆ หรอก พวกลูกอย่าเก็บเอาไปใส่ใจเลยนะ ถือซะว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อตอนเช้าก็แล้วกัน”
“ถ้าแม่ไม่หย่า...”
หลิวเจี้ยนยืดอกประกาศจุดยืนเสียงดังฟังชัด “ผมก็จะเห็นแก่หน้าแม่ ปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปเหมือนผายลมก็แล้วกัน”
“ฮ่าๆๆ”
หลิวเล่ยกลั้นขำไม่อยู่ ถึงกับหลุดหัวเราะเสียงดังลั่นออกมาเหมือนเป็ด
“แม่ไม่หย่าหรอกน่า”
ป้าใหญ่ถลึงตามองค้อนลูกสาววงใหญ่ ก่อนจะเอามือตบหน้าอกตัวเองเพื่อยืนยันหนักแน่น “แม่รับปากว่าจะไม่หย่าเด็ดขาด ต่อให้พ่อแกอยากจะหย่า แม่ก็ไม่ยอม แม่จะเกาะติดเขาเป็นปลิงไปตลอดชีวิตนี่แหละ ใครหน้าไหนก็อย่าหวังจะมาพรากเราจากกันได้”
“พ่อ ได้ยินชัดเจนแล้วใช่ไหมครับ?”
[จบบท]