บทที่ 76: มนตร์ขลังเมืองเก่า
“อ๋อ เป็นแบบนี้นี่เอง”
หลินซีอวี่ร้องอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความเข้าใจ พยักหน้าหงึกหงักให้กับความคิดของตัวเอง ดวงตากลมโตเป็นประกายวาววับเมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวได้ เธอยกมือขึ้นทาบอกแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“เมื่อกี้ฉันยังนึกสงสัยอยู่เลยว่าทำไมสถานที่ราชการถึงปล่อยให้คนเดินเข้าออกกันได้ตามสบาย ที่แท้ความลับมันซ่อนอยู่ตรงนี้นี่เอง”
หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบๆ สลับกันระหว่างสิ่งปลูกสร้างสองแห่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลกันนัก ก่อนจะหันมาพูดกับชายหนุ่มข้างกายด้วยน้ำเสียงทึ่งจัด
“ด้านหน้าเป็นที่ทำการของขุนนางในยุคโบราณ ส่วนด้านหลังเป็นอาคารรัฐบาลยุคปัจจุบัน ตึกสองหลังนี้ตั้งห่างกันแค่ไม่กี่สิบเมตร แต่ช่วงเวลากลับห่างกันตั้งหลายร้อยปี บรรยากาศแบบนี้มันช่างวิเศษสุดๆ ไปเลย ให้ความรู้สึกขลังอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ”
สายลมพัดผ่านแผ่วเบา นำพาเอากลิ่นอายของประวัติศาสตร์ที่อบอวลอยู่ในย่านเมืองเก่าแห่งนี้มาแตะจมูก
“ถนนตรอกซอกซอยในเขตเมืองเก่า ล้วนถูกสร้างขึ้นโดยมีที่ว่าการอำเภอเป็นศูนย์กลางล้อมรอบเอาไว้ทั้งนั้น”
กู้ปินส่งยิ้มบางๆ ให้กับท่าทางตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ ของเธอ แววตาของเขาทอประกายอ่อนโยนยามทอดมองหญิงสาว ก่อนจะเอ่ยอธิบายเกร็ดความรู้เพิ่มเติมด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มชวนฟัง
“ชื่อถนนพวกนี้ก็มีที่มาที่ไปจากเรื่องพวกนี้เหมือนกัน อย่างเช่นถนนย่วนเฉียน ถนนเสี้ยนเสวีย ถนนอั้นฉาสือ ถนนยุ่นสู่ ตรอกลามา ถนนซีหยวนเหมิน ชื่อพวกนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับการเดินทางของข้าราชการในสมัยโบราณทั้งนั้น”
“แล้วก็ยังมีบางชื่อที่ตั้งตามลักษณะเฉพาะของแหล่งน้ำพุ อย่างถนนหย่งเฉวียน ตรอกผิงเฉวียน ถนนตะวันตกสระน้ำหวังฝู่ หรือถนนสะพานฉี่เฟิ่ง และยังมีอีกเยอะแยะมากมายเลย”
“ว้าว!”
หลินซีอวี่อ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความทึ่งอีกครั้ง เธอจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมระคนเหลือเชื่อ
“กู้ปิน นายนี่รู้ลึกรู้จริงเยอะมากเลยนะเนี่ย สุดยอดไปเลย”
“นี่เธอไม่รู้หรอกเหรอ”
กู้ปินรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมากที่ได้รับสายตาชื่นชมจากหญิงสาว เขายิ้มกว้างขึ้นอีกนิดพลางเลิกคิ้วถามกลับอย่างอารมณ์ดี
“ไม่รู้สิ”
หลินซีอวี่ทำหน้ามุ่ยลงเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มเข้าหากันอย่างขัดใจ พลางบ่นงึมงำตอบกลับไปเสียงอ่อย
“ก็ไม่เห็นมีใครเคยบอกฉันมาก่อนเลยนี่นา”
“งั้นก็จำเอาไว้ให้ดีๆ ล่ะ”
กู้ปินยกมือขึ้นเคาะเบาๆ ที่ศีรษะของเธอด้วยความหมั่นเขี้ยวปนเอ็นดู ก่อนจะเตือนสติหญิงสาวให้กลับมาโฟกัสกับงานตรงหน้า
“พอเธอมีภาพความเข้าใจที่ชัดเจนอยู่ในหัวแล้ว ต่อไปเวลาท่องบทก็จะง่ายขึ้นเอง”
“อ้อ จริงด้วย”
หลินซีอวี่ที่กำลังคุยเพลินถึงกับชะงักกึก เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเธอยังมีภารกิจสำคัญรออยู่ ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มสดใสเมื่อครู่พลันห่อเหี่ยวลงทันตาเห็น ไหล่เล็กๆ ลู่ตกอย่างคนหมดแรงเมื่อนึกถึงบทสคริปต์ยาวเหยียดที่ต้องจำ
“ฮ่าๆ”
กู้ปินมองดูท่าทางที่เปลี่ยนไปปุบปับของเธอ จากที่ร่าเริงสดใสกลายเป็นหงอยเหงาเหมือนลูกแมวตกน้ำ เขาก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงหัวเราะทุ้มต่ำออกมาจากลำคอด้วยความขบขันในความน่ารักเป็นธรรมชาติของเธอ
***
การถ่ายทำดำเนินต่อไปท่ามกลางแสงแดดอุ่นๆ ของเมืองจี่หนาน ทีมงานจัดเตรียมสถานที่พร้อมสรรพ หลินซีอวี่ยืนอยู่หน้ากล้องด้วยท่วงท่าสง่างาม สวมบทบาทพิธีกรสาวผู้รอบรู้
“เมื่อเดินทางมาถึงจี่หนาน ท่านต้องห้ามพลาดสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้โดยเด็ดขาด นี่คือจุดเช็กอินที่ทั้งสวยงาม เงียบสงบ และเต็มไปด้วยกลิ่นอายประวัติศาสตร์อันยาวนาน”
เธอผายมือไปยังอาคารสไตล์โบราณเบื้องหลัง น้ำเสียงหวานใสแต่ฉะฉานดังกังวานผ่านไมโครโฟน
“ที่นี่คือที่ตั้งของคณะกรรมการถาวรแห่งสภาผู้แทนประชาชนมณฑลซานตง ซึ่งในอดีตเคยเป็นสถานที่ราชการสำคัญมาหลายยุคหลายสมัย ห้องโถงใหญ่ของที่ว่าการมณฑลแห่งนี้สร้างขึ้นในรัชศกคังซีปีที่ห้า เคยเป็นที่พำนักของผู้ว่าการมณฑลซานตงมาแล้วถึงหนึ่งร้อยสิบคน”
กล้องแพนภาพไปยังสระน้ำใสสะอาดที่สะท้อนแสงแดดระยิบระยับ หลินซีอวี่เดินนำผู้ชมไปยังขอบสระ แล้วชี้ชวนให้ดูความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ
“สระน้ำพุเจินจูมีความยาวสี่สิบสามเมตร กว้างยี่สิบเก้าเมตร ภายในสระมีตาน้ำผุดขึ้นมามากมาย ฟองอากาศพวยพุ่งขึ้นจากก้นสระร้อยเรียงกันเป็นสาย เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็ดูแวววาวงดงามราวกับไข่มุกเม็ดงาม จึงเป็นที่มาของชื่อ ‘น้ำพุเจินจู’ นั่นเองค่ะ”
เธอยิ้มหวานให้กับกล้อง ก่อนจะเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์เพื่อเสริมความน่าสนใจ
“ชื่อเสียงของน้ำพุเจินจูนั้นขจรขจายไปไกล จึงไม่แปลกเลยที่จะได้รับคำสรรเสริญจากปราชญ์เมธีในอดีตมากมาย แม้แต่องค์จักรพรรดิเฉียนหลงก็ยังเคยพระราชนิพนธ์บทกวีไว้ที่นี่ด้วยค่ะ”
หลินซีอวี่ปรับน้ำเสียงให้นุ่มนวลลง ราวกับกำลังขับขานบทกวี
“จี่หนานมากมีธารน้ำใส แหล่งรวมสายชลอันกว้างใหญ่ หากถามใครเป็นหนึ่งในโลกา ต้องยกให้เปาตูเจินจูคู่กันมา”
บรรยากาศรอบกายดูร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่และสถาปัตยกรรมแบบสวนจีนโบราณ หลินซีอวี่เดินทอดน่องไปตามทางเดินหิน ชื่นชมความงามรอบตัว
“สระน้ำพุเจินจูถูกโอบล้อมด้วยภูเขาจำลองและน้ำตกจำลอง มีสะพานเล็กๆ ทอดข้ามสายน้ำ ทุกย่างก้าวคือทิวทัศน์ที่งดงาม ทำให้จินตนาการของนักท่องเที่ยวราวกับได้หลุดเข้าไปอยู่ในสวนสวยแห่งเจียงหนานเลยทีเดียวค่ะ”
เธอหยุดเดินแล้วหันมาตั้งคำถามกับกล้องเพื่อดึงดูดความสนใจ
“นักท่องเที่ยวบางท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วน้ำจากน้ำพุเจินจูนี้ไหลไปที่ไหนกันนะ?”
“ถ้าเราเดินเลียบไปตามทางเดินเงียบสงบทางด้านซ้ายของสระน้ำ มุ่งหน้าตรงไปเรื่อยๆ จนถึงน้ำพุจิ่วเจี่ยว เราก็จะพบคำตอบค่ะ น้ำพุไหลเข้ามาทางนี้และไหลออกไปจากตรงนี้เช่นกัน”
หลินซีอวี่ชี้มือตามทิศทางของสายน้ำ
“ทิศทางการไหลของน้ำพุจะผ่านถนนชวีสุ่ยถิง ผ่านไป่ฮวาโจว และสุดท้ายก็ไหลลงสู่ทะเลสาบต้าหมิงหู ดังนั้นแหล่งน้ำสำคัญแหล่งหนึ่งของทะเลสาบต้าหมิงหูก็มาจากน้ำพุเจินจูแห่งนี้นั่นเองค่ะ”
***
หลังจากพักกองช่วงสั้นๆ ช่างแต่งหน้าก็รีบเข้ามาดูแลความเรียบร้อยให้กับหลินซีอวี่ คราวนี้เธอถูกจับแปลงโฉมใหม่หมดจด
เปลี่ยนจากชุดนักเรียนมัธยมปลายมาสวมใส่ชุดจีนโบราณเต็มยศ กลายเป็นองค์หญิง ‘เก๋อเก๋อ’ แห่งราชวงศ์ชิง ผู้สวมรองเท้าส้นสูงแบบกระถางดอกไม้ พาผู้ชมทางบ้านย้อนเวลาทะลุมิติกลับไปสู่ยุคทองแห่งรัชสมัยคังซีและเฉียนหลงเมื่อหลายร้อยปีก่อน
ภายใต้การบรรยายและนำเสนอของเธอ สระน้ำที่ดูเงียบสงบธรรมดาก็พลันมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตา เติมแต่งด้วยสีสันแห่งเรื่องราวชวนฝัน ทำให้ผู้ชมรู้สึกหลงใหลและอยากจะมาสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง
ผู้กำกับตู้เวยที่นั่งดูอยู่หลังมอนิเตอร์พยักหน้าด้วยความพึงพอใจเป็นที่สุด เขาไม่ปล่อยให้เวลาเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงไม่ได้สั่งให้เธอเปลี่ยนชุดกลับ ทีมงานทุกคนเร่งเก็บของและเคลื่อนย้ายกองถ่ายไปยังโลเคชันต่อไปทันที
***
“ถนนซีเกิงเต้าตั้งอยู่ติดกับสระน้ำหวังฝู่ ถือเป็นพื้นที่ที่มีระบบน้ำใต้ดินอุดมสมบูรณ์ที่สุดในย่านเมืองเก่าแห่งนี้เลยค่ะ”
หลินซีอวี่ในชุดเก๋อเก๋อยืนอยู่บนสะพานหินเก่าแก่ เบื้องหลังคือสายน้ำไหลเอื่อยๆ และบ้านเรือนทรงโบราณ
“และที่นี่ก็คือที่ตั้งของสะพานฉี่เฟิ่งอันเลื่องชื่อ สาเหตุที่สะพานแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดัง ก็เพราะมีตำนานเล่าขานที่ชาวจี่หนานรุ่นเก่าต่างพากันพูดถึงด้วยความสนุกสนานค่ะ”
เธอขยับตัวเล็กน้อย จัดระเบียบท่ายืนให้ดูสง่างามสมกับชุดที่สวมใส่
“ในสมัยรัชศกซุ่นจื้อ เนื่องจากบริเวณนี้อยู่ใกล้กับสนามสอบคัดเลือกขุนนาง จึงเป็นเส้นทางที่เหล่าบัณฑิตจำเป็นต้องเดินผ่าน เพื่อความเป็นสิริมงคล ในตอนนั้นสะพานแห่งนี้จึงถูกเรียกว่า ‘สะพานชิงอวิ๋น’ ส่วนถนนเส้นนี้ก็เรียกว่า ‘ถนนอวิ๋นลู่’ ซึ่งมีความหมายสื่อถึงการได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดราวนั่งเมฆเหาะนั่นเองค่ะ”
หลินซีอวี่ชี้ไปที่หัวสะพานซึ่งมีซุ้มประตูหินตั้งอยู่
“ตรงหัวสะพานมีซุ้มประตูหินตั้งอยู่ บนป้ายจารึกเขียนอักษรคำว่า ‘เถิงเจียวฉี่เฟิ่ง’ เอาไว้ค่ะ”
เธอเริ่มเล่าเรื่องราวด้วยน้ำเสียงที่ออกรสออกชาติมากขึ้น
“ในปีที่สิบสามแห่งรัชสมัยเฉียนหลง จักรพรรดิเฉียนหลงเสด็จประพาสแดนใต้และแวะพักที่เมืองจี่หนาน พระองค์เสด็จมาที่ถนนอวิ๋นลู่โดยมีขุนนางคู่ใจอย่างหลิวหยงติดตามมาด้วย”
“เวลานั้นท้องฟ้ามืดครึ้ม เมฆฝนตั้งเค้ามาแต่ไกล หลิวหยงเห็นบรรยากาศแล้วก็เกิดอารมณ์ศิลปิน หวนนึกถึงความหลังเมื่อครั้งยังเป็นหนุ่มน้อยที่ต้องฝ่าสายฝนมาสอบเข้ารับราชการที่จี่หนาน”
หลินซีอวี่ทำท่าทางประกอบการเล่าอย่างเป็นธรรมชาติ
“ในขณะที่เขากำลังกราบทูลเล่าเรื่องราวความหลังให้องค์จักรพรรดิฟังอยู่นั้น จู่ๆ ฝนก็เทลงมาอย่างหนัก หลิวหยงด้วยความตกใจจึงรีบวิ่งหาที่หลบฝน แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ดันลื่นถลาไปชนเข้ากับเสาซุ้มประตู ‘เถิงเจียวฉี่เฟิ่ง’ เข้าอย่างจัง จนหน้าผากปูดบวมขึ้นมาลูกเบ้อเริ่มเลยค่ะ”
ทีมงานรอบๆ เริ่มอมยิ้มเมื่อเห็นท่าทางประกอบของเธอ หลินซีอวี่แสร้งทำหน้าเจ็บปวดพลางยกมือลูบหน้าผากตัวเอง
“เขาเอามือกุมหัวด้วยความเจ็บปวดแล้วยิ้มแห้งๆ ก่อนจะหลุดปากแต่งกลอนออกมาว่า... ‘บนเส้นทางสู่เมฆาพายุโหม สะพานหงส์สะดุดล้มหัวโนปูด เลือดรักชาติร้อนแรงที่พรั่งพรู กลับถูกฝนโหมกระหน่ำซ้ำคนงง’”
เสียงหัวเราะคิกคักดังลอดออกมาจากกลุ่มทีมงาน แต่หลินซีอวี่ยังคงรักษาบทบาทได้อย่างดีเยี่ยม
“พอจักรพรรดิเฉียนหลงได้ฟังก็ทรงพระสรวลลั่นด้วยความขบขัน แล้วทรงแต่งกลอนโต้ตอบกลับไปทันทีว่า... ‘ซุ้มมังกรทดสอบใจให้แกร่งกล้า สะพานหงส์สร้างผู้กล้าเหนือเวหา สวรรค์สร้างข้ามาต้องมีค่า อย่าลืมรากประชารัฐกตัญญู’”
“สองนายบ่าวต่างมองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สะพานแห่งนี้จึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ‘สะพานฉี่เฟิ่ง’ ตามบทกวีนั้นเองค่ะ”
***
บนสะพานฉี่เฟิ่ง หลินซีอวี่ถ่ายทอดเรื่องราวตำนานพันปีได้อย่างออกรส มีจังหวะจะโคน โดยเฉพาะตอนที่เล่าถึงจังหวะหลิวหยงหัวปูดแล้วหลุดปากแต่งกลอนตลกๆ ออกมา น้ำเสียงที่แฝงความขี้เล่นและสีหน้าทะเล้นของเธอ เรียกเสียงฮาครืนใหญ่จากทีมงานกองถ่ายได้อย่างล้นหลาม
หลี่เยี่ยนที่ยืนสังเกตการณ์อยู่หลังกล้องถ่ายทำ ยกนิ้วโป้งทั้งสองข้างชูให้เธอเป็นการชื่นชม จากนั้นก็ชี้มือไปยังประตูใหญ่ของบ้านเลขที่หนึ่ง ถนนซีเกิงเต้า เป็นสัญญาณบอกคิวต่อไป
หลินซีอวี่เห็นสัญญาณนั้นแล้ว เธอค่อยๆ ประคองตัวเดินลงจากสะพานด้วยความระมัดระวัง เพราะรองเท้าส้นสูงแบบชาววังสมัยราชวงศ์ชิงนั้นเดินยากเอาการ
“เมื่อเลี้ยวมาจากถนนสะพานฉี่เฟิ่ง เราก็จะเข้าสู่ถนนซีเกิงเต้าค่ะ และก่อนจะเข้าสู่ประตูบ้านเลขที่หนึ่ง เราจำเป็นต้องเดินข้าม ‘สะพานกาวเซิง’ แห่งนี้เสียก่อน”
เธอหยุดยืนบนสะพานเล็กๆ อีกแห่งหนึ่ง ยิ้มหวานให้กล้อง
“ชาวบ้านแถวนี้เขาล้อกันเล่นๆ ว่า บัณฑิตคนไหนที่ได้เดินข้ามสะพานกาวเซิง จะสมความปรารถนาทุกประการ ได้สอบติดเป็นจอหงวนอันดับหนึ่งกันถ้วนหน้า”
หลินซีอวี่ทำท่าอธิษฐานเบาๆ
“ฉันเองก็ขอถือโอกาสนี้มาขอพรจากสะพานกาวเซิงบ้าง หวังว่าจะสอบผ่านฉลุย ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในฝันด้วยเถิด เพี้ยง!”
***
“คัท!”
สิ้นเสียงสั่งของผู้กำกับตู้เวยที่ทำท่าปาดมือเป็นสัญญาณหยุดถ่าย หลินซีอวี่ก็รีบคว้าพัดจีบมาจากมือของช่างแต่งหน้าอย่างรวดเร็ว เธอสะบัดพัดใส่ตัวเองรัวๆ จนผมปลิวไสว
ชุดเก๋อเก๋อนี่สวยก็จริงอยู่หรอก แต่ใส่นานๆ แล้วร้อนจนตับแทบแลบ
“กินไอศกรีมแท่งหน่อยไหม”
กู้ปินเดินเข้ามาหา พร้อมกับแกว่งไอศกรีมในมือไปมาตรงหน้าเธอ เป็นการยั่วน้ำลาย
“กินสิ!”
หลินซีอวี่คว้าหมับเข้าที่ไอศกรีมทันทีโดยไม่มีการวางฟอร์ม วินาทีนี้การลังเลแม้แต่วินาทีเดียวถือเป็นการดูหมิ่นของหวานเย็นชื่นใจอย่างรุนแรง
“หึๆ”
กู้ปินกลั้นขำจนไหล่สั่น เขาหันไปแจกจ่ายไอศกรีมที่เหลือให้กับทีมงานคนอื่นๆ อย่างใจดี
หลินซีอวี่รีบแกะห่อแล้วดูดไอศกรีมเข้าปากดังจ๊วบ ความเย็นซาบซ่านแผ่กระจายไปทั่วปาก ทำให้เธอทำหน้าฟินสุดขีดอย่างมีความสุข
“เพื่อนเธออยู่บ้านหรือเปล่า”
หลี่เยี่ยนชะโงกหน้าเข้าไปมองผ่านช่องประตูบ้านเลขที่หนึ่ง พยายามสอดส่องเข้าไปด้านใน
ลานบ้านมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่กลับมีครอบครัวอาศัยอัดแน่นอยู่รวมกันถึงสามครัวเรือน ภายในลานเต็มไปด้วยผ้าผืนยาวหลากสีสันที่ตากแขวนเอาไว้ ทั้งสีแดง สีเขียว ลวดลายดอกไม้พลิ้วไหวตามลม ดูสวยงามละลานตา
“โห ผ้าเยอะแยะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”
หลี่เยี่ยนอุทานด้วยความแปลกใจ “มองผ่านๆ นึกว่าเป็นโรงงานย้อมผ้าซะอีก”
“แม่ของอู๋เหมิงเป็นช่างตัดเสื้อน่ะค่ะ...”
หลินซีอวี่รีบอธิบายพลางยิ้ม “ฝีมือแกดีมากเลยนะ มีคนมาจ้างตัดเสื้อผ้าเยอะแยะ บางคนก็มาเลือกผ้าจากที่นี่ตัดเป็นกระโปรงเลยก็มี ผ้าที่แขวนโชว์พวกนี้ก็เหมือนเป็นตัวอย่างสินค้าเอาไว้เรียกลูกค้าน่ะค่ะ”
“ช่างตัดเสื้อเหรอ ดีเลย ฉันเองก็อยากตัดกระโปรงสักตัวพอดี”
ดวงตาของหลี่เยี่ยนเป็นประกายขึ้นมาทันที เธอผลักประตูรั้วเปิดออกแล้วเดินอาดๆ เข้าไปด้วยท่าทางกระตือรือร้น
การถ่ายทำในช่วงบ่ายจะเป็นคิวของบ้านตระกูลอู๋ หลินซีอวี่จึงไม่ได้เดินตามเข้าไปด้วย
“มีใครอยู่ไหมคะ”
หลี่เยี่ยนถือไมโครโฟนเดินเข้าไป พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ลานบ้าน
“คุณมาหาใครคะ”
อู๋เหมิงที่แอบฟังเสียงความเคลื่อนไหวอยู่หลังประตูมาพักใหญ่แล้ว พอเห็นทีมงานเดินเข้ามา เธอก็รีบสวมวิญญาณนักแสดงทันที แสร้งทำเป็นไม่รู้จักแล้วเดินออกมาต้อนรับจากในบ้านด้วยท่าทางสงสัย
“สวัสดีจ้ะ พวกเรามาจากรายการ ‘ฉวนสุ่ยเหรินเจีย’ ของสถานีโทรทัศน์จี่หนานนะ...”
หลี่เยี่ยนกล่าวแนะนำตัวพร้อมรอยยิ้มการค้า ทั้งสองสาวสบตากันแวบหนึ่ง สื่อความหมายที่รู้กันอยู่แค่สองคน
“อ๋อๆ สวัสดีค่ะ เชิญข้างในก่อนค่ะ”
[จบบท]