หลี่ซิ่วเห็นว่าถามไปก็ไม่ได้ข่าวสารอะไรที่มีประโยชน์อีก จึงพูดคุยเรื่อยเปื่อยอีกสองสามคำ พอเห็นว่าท้องฟ้ามืดจริงๆ แล้ว ก็จำต้องพาหลินเหมยกลับ
สองแม่ลูกเดินกลับบ้านด้วยจังหวะเดินที่ไม่เท่ากัน หลี่ซิ่วถามหลินเหมยเบาๆ ว่า
“เมื่อกี้หลินซูบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เธอก็ยังจะถาม เธอกำลังสงสัยอะไรอยู่เหรอ?”
ทั้งสองคนไม่เสียแรงที่เป็นแม่ลูกกัน แค่คำพูดเดียวของหลินเหมย หลี่ซิ่วก็รู้ทันทีว่ามีอะไรบางอย่าง
ในใจของหลินเหมยยังไม่แน่ใจนัก
“ฉันกลัวว่าเธอจะอ้างว่ามีธุระ แล้วพรุ่งนี้ไปที่ทีมผลิตของบ้านเจี่ยเพื่อหาพี่เจี่ย”
“เจี่ยชุนเล่ยเหรอ?” หลี่ซิ่วขมวดคิ้วเล็กน้อย คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า
“ไม่น่าใช่นะ ในเมื่อเธอบอกต่อหน้าคนอื่นว่าไม่มีทางเป็นไปได้กับหนุ่มบ้านเจี่ย ก็คงไม่ย้อนกลับไปกินน้ำพริกถ้วยเก่า แม่ว่าลูกคิดมากไปแล้ว”
“ระวังไว้ก่อนดีกว่า พรุ่งนี้ฉันจะจับตาดูการเคลื่อนไหวของเธอเอง”
ทีมผลิตของบ้านเจี่ยกับทีมผลิตเสียวเหอของพวกเขา ก็ถือว่าเป็นหมู่บ้านข้างเคียงกัน แค่อยู่ทางทิศเหนือ ส่วนเจี่ยชุนเล่ยเป็นคนเดียวในทีมผลิตบ้านเจี่ยที่ทำงานในสหกรณ์จำหน่ายสินค้าและจัดซื้อในตัวตำบล
แม้จะเป็นพนักงานชั่วคราว แต่ในยุคนี้ก็ถือว่ามีอนาคตมากแล้ว
เดิมทีบ้านเจี่ยกับหลินซูมีสัญญาหมั้นหมายกันไว้ด้วยวาจา แต่เพราะหลินซูอายุยี่สิบแล้ว บ้านเจี่ยก็ยังไม่มาสู่ขอ หลินเหมยจึงคิดว่าเจี่ยชุนเล่ยไม่ได้ชอบหลินซูจริงๆ
คำมั่นด้วยปากเปล่านี้ก็เป็นแค่ความหวังฝ่ายเดียวของบ้านหลินต้าซานเท่านั้น
หลินซูไม่รู้ว่าหลินเหมยจินตนาการไปเอง แล้วก็คอยระวังตัวกับเธอ
ตอนนี้คนในบ้านกินข้าวเย็นเสร็จแล้ว หลินต้าซานดื่มน้ำหนึ่งอึก แล้วถามว่า
“เมื่อกี้ลูกบอกว่าพรุ่งนี้ไม่ว่างขึ้นเขา มันเรื่องอะไรเหรอ?”
หลินซูลุกขึ้น กวาดตามองทุกคน ยิ้มลึกลับ
“พวกพ่อรอดูเถอะ”
พูดจบก็หันหลังกลับเข้าไปในห้องนอน ไม่กี่อึดใจก็เดินออกมาอีกครั้ง แต่ในมือนั้นมีสิ่งของสีเหลืองก้อนหนึ่งเพิ่มขึ้นมา
หลินซูวางซังหวงเบาๆ ลงบนโต๊ะ
“พรุ่งนี้ฉันจะไปที่ตัวอำเภอ เอาสมุนไพรนี้ไปขาย”
“นี่คือสมุนไพรเหรอ?” หลินต้าซานชี้ไปที่ก้อนสีเหลืองบนโต๊ะ คิดยังไงก็รู้สึกว่ามันไม่น่าเชื่อ
“ฉันดูยังไงมันก็เหมือนเศษไม้ผุๆ มากกว่า?” หลินกังเองก็แสดงความสงสัย
ยังไงเขาก็ถือว่าเป็นคนในบ้านหลินที่เดินทางออกไปข้างนอกบ่อยที่สุด ดังนั้นก็มั่นใจว่าตัวเองเป็นคนที่มีประสบการณ์มากที่สุดในบ้าน
เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าเศษไม้ผุๆ ก้อนหนึ่งก็ถือว่าเป็นสมุนไพรได้
หลิวเสี่ยวเอ๋อและลู่หยินฮวาหันมามองกันแล้วก็ยิ้ม คนในบ้านก็คิดเหมือนพวกเธอในตอนแรก
หลินซูยกมือกุมหน้าผาก
“นี่คือสมุนไพร ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ พรุ่งนี้รอให้ฉันไปลองดูที่ตัวอำเภอก็รู้เอง”
ตอนนี้ยังไม่มีเงินมาให้เห็น ต่อให้พูดมากแค่ไหน พวกเขาก็ไม่เชื่อ สู้ให้รอจนพรุ่งนี้แล้วใช้ข้อเท็จจริงพูดแทนดีกว่า
“ถ้านี่คือสมุนไพรจริงๆ เธอจะไปคนเดียว พวกเราไม่สบายใจ พรุ่งนี้ให้พี่ชายเธอไปด้วยดีไหม?” หลินต้าซานยังไม่แน่ใจ และก็ไม่วางใจให้ลูกสาวไปตัวอำเภอคนเดียว
หลินซูส่ายหน้า
“ตอนนี้เป็นช่วงฤดูไถหว่านที่ยุ่งที่สุด บ้านเราแค่ฉันคนเดียวไม่ไปทำงานยังพออธิบายได้ ถ้าพี่ชายที่เป็นแรงงานหลักก็ไม่ไป แล้วหัวหน้าทีมจะคิดยังไง? ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนที่สมุนไพรนี้จะเปลี่ยนเป็นเงิน เราต้องทำตัวให้เงียบไว้ก่อน”
หลินต้าซานเห็นด้วยอย่างมาก จากนั้นก็บอกเตือนคนในบ้าน
“ถ้ามันเปลี่ยนเป็นเงินได้จริงๆ เราก็ต้องเงียบๆ เอาไว้ อย่าปากพล่อยให้คนอื่นรู้เข้า เดี๋ยวมีคนอิจฉาแล้วไปฟ้องหัวหน้าทีม ว่าเรายักยอกทรัพย์ของส่วนรวม แบบนั้นจะยุ่งเอาได้”
ทุกคนพยักหน้าแสดงว่าจะไม่ปริปากบอกใคร
หลินซูเห็นท่าทีของครอบครัว รู้สึกพอใจมาก อย่างน้อยตอนนี้เธอก็ยังเต็มใจจะทุ่มเทเพื่อลูกหลานในบ้าน
ถึงแม้จะเป็นพี่ชายคนที่สามที่ไม่ค่อยเอาไหน แต่เมื่อเจอเรื่องใหญ่จริงๆ ก็ยังพอมีสำนึกอยู่บ้าง
หลังจากฟังพ่อกับพี่ชายคุยกันเรื่องฤดูไถหว่านอีกครู่ หลินซูก็กลับเข้าห้องไปพักผ่อนก่อน
เรียกได้ว่าวันนี้ที่กลับมาเกิดใหม่ ได้ผลตอบแทนมากที่สุด
ตอนบ่ายเพราะมีหลิวเสี่ยวเอ๋อกับลู่หยินฮวาอยู่ หลินซูจึงยั้งมือไว้ ไม่ได้นำเห็ดใหญ่มาทั้งหมดโยนเข้าไปในระบบ ถึงอย่างนั้นก่อนหลังก็ยังโยนเห็ดเข้าไปในระบบถึงสิบจิน
ยอดเงินที่มีตอนเช้ารวมกับของที่ได้มาตอนบ่าย ตอนนี้ยอดในระบบมีถึง 400 หยวน ถ้าพรุ่งนี้เอาซังหวงไปขายในระบบอีก ก็จะเก็บครบ 1,000 หยวน เท่ากับว่าถ้าครบ 1,000 หยวน ร้านค้าในระบบจะสามารถอัปเกรดได้อีกครั้ง
แค่ยังไม่รู้ว่าการอัปเกรดครั้งนี้จะมีสินค้าใหม่อะไรเพิ่มเข้ามาบ้าง?
พูดไปแล้ว ข้าวสารกับแป้งในร้านค้า เธอยังไม่เคยกินจริงๆ เลย ที่บ้านแต่ละมื้อมีแต่ข้าวฟ่าง หรือข้าวต้มธัญพืช ไม่มีครั้งไหนที่ได้กินข้าวขาวจริงๆ สักที
การได้กลับมาเกิดใหม่ทำให้หลินซูได้สัมผัสถึงความลำบากของการมีชีวิตอยู่ในยุคนี้อย่างแท้จริง ชาติที่แล้วไม่เคยได้เห็นชีวิตที่ดีจริงๆ เลยไม่รู้สึกว่าช่วงเวลานี้มันลำบากมากนัก
พูดอีกอย่างก็คือ ครั้งนี้เธอรู้สึกได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
การเอาสมุนไพรไปแลกเงินในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเปิดเผยต่อหน้าครอบครัว ต่อไปเธอจะซื้ออะไร ก็ไม่จำเป็นต้องแอบๆ ซ่อนๆ อีก แน่นอนว่า สำหรับคนนอกก็ยังคงต้องปิดไว้ให้มากที่สุด
วันถัดมา
เพิ่งรุ่งเช้า หลินซูก็พกแผ่นแป้งข้าวฟ่างไปไม่กี่แผ่น และมีจดหมายแนะนำตัวที่หลินต้าซานช่วยหาให้โดยไปขอหัวหน้าทีมเซ็นไว้แนบติดตัวออกเดินทาง
เหตุผลที่ต้องมีจดหมายแนะนำตัว ก็เพราะครอบครัวกลัวว่าเธอจะขายสมุนไพรเสร็จแล้วกลับไปไม่ทันรถโดยสารกลับหมู่บ้าน หากมีจดหมายแนะนำ ก็สามารถไปพักที่บ้านพักรับรองในตัวอำเภอได้
จากทีมผลิตเสียวเหอไปถึงตัวตำบล ระยะทางยี่สิบกว่าลี้ ใช้เวลาเดินมากกว่าสองชั่วโมงครึ่ง แล้วที่ข้างทางก็ไม่มีเวลารถประจำที่แน่นอน ต้องรอแบบไม่รู้เวลา
โชคดีที่รออยู่แค่ครึ่งชั่วโมง รถโดยสารก็มาถึง
ครั้งนี้ถือว่าโชคดีมาก ผู้โดยสารไม่เยอะ เธอพอเบียดตัวขึ้นรถได้
พอถามเจ้าหน้าที่ขายตั๋ว ก็ได้คำตอบว่า ตอนนี้เป็นช่วงฤดูไถหว่าน คนในแต่ละหมู่บ้านตามเส้นทางจึงเดินทางกันน้อย
เมื่อรถโดยสารโคลงเคลงเข้าเมือง ก็ผ่านไปเกือบสามชั่วโมงแล้ว นั่นหมายความว่า เธอมาถึงตัวอำเภอก็เที่ยงกว่าแล้ว
พอคำนวณเวลากับระยะทาง ก็ไม่แปลกใจเลยที่เมื่อคืนหลินต้าซานต้องรีบออกไปขอหัวหน้าทีมเขียนจดหมายแนะนำตัวให้
ถ้าหากเสียเวลาในตัวอำเภอนานเกินไป ตอนบ่ายคงกลับไปถึงหมู่บ้านเสียวเหอไม่ทันแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น รถโดยสารกลับตำบลมีแค่รอบเดียว คือตอนบ่ายประมาณบ่ายโมงครึ่ง
เธอกินแค่แป้งข้าวฟ่างไม่กี่ชิ้นตั้งแต่เช้ามืด เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงจนถึงตอนนี้ หลินซูก็หิวมากแล้ว
สิ่งแรกที่เธอทำเมื่อมาถึงตัวอำเภอ ก็คือไปหาร้านอาหารรัฐเพื่อเติมท้องก่อน
ร้านอาหารรัฐเวลานี้มีคนมากินข้าวไม่น้อย กลิ่นหอมที่ลอยมาในอากาศยิ่งทำให้หลินซูรู้สึกหิวมากกว่าเดิม
บัตรอาหารมีจำกัด หลินซูจึงสั่งแค่บะหมี่ชามหนึ่ง ราคา 1 เหมา 2 เฟิน
เธอนั่งกินบะหมี่ชามโตในร้านช้าๆ และถือโอกาสพักผ่อนไปด้วย เพราะนั่งรถกระแทกกระทั้นมาหลายชั่วโมง ร่างกายก็ต้องการพัก
ชาติก่อนเธอชอบกินข้าวไปดูวิดีโอไป ตอนมาอยู่ที่นี่แรกๆ ก็รู้สึกไม่ค่อยชินนัก แต่ตอนนี้หลินซูก็สามารถกินบะหมี่ไป ตรวจสอบระบบไปได้อย่างเคยชิน
เมื่ออยู่บนรถโดยสาร เธอได้ขายซังหวงให้ระบบไปแล้ว ยอดเงินในระบบเพิ่มขึ้นอีก 610 หยวน ตอนนี้ยอดรวมมี 1,010 หยวน ระหว่างอยู่บนรถ เธอได้สั่งให้ระบบอัปเกรดร้านค้า
ตอนนี้พอตรวจสอบ ก็พบว่าระบบร้านค้าอัปเกรดเสร็จเรียบร้อยแล้ว
หลินซูเห็นแบบนั้นก็รีบเปิดร้านค้าในระบบทันที สิ่งที่ทำให้เธอแปลกใจคือ การอัปเกรดครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพิ่มสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เพิ่มมาถึงสี่อย่างพร้อมกัน
นั่นหมายความว่า นอกจากข้าวสารกับแป้ง ร้านค้าในระบบยังเพิ่มน้ำตาลทรายแดง ไข่ ผ้า และรองเท้าเข้ามาด้วย
หลินซูเปิดดูหมวดผ้ากับรองเท้า พบว่าด้านล่างยังมีตัวเลือกย่อย สามารถเลือกประเภทได้
ผ้า เลือกได้ทั้งผ้าฝ้าย ผ้าดีเคลียง ผ้าดีคาร์กา ผ้าฟานซือติง ผ้ากำมะหยี่ถิงซินหลง ลวดลายและสีสุ่ม
รองเท้า เลือกได้ทั้งรองเท้าผ้า รองเท้าแบบทหาร รองเท้าหนัง แบ่งเป็นของผู้หญิงและผู้ชาย ขนาดตั้งแต่เบอร์ 26 ถึง 45 คือมีครบตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ชายเท้าใหญ่สุด
แบบนี้ถึงจะเรียกว่าดี หลินซูรู้สึกพอใจกับการอัปเกรดระบบร้านค้าในครั้งนี้อย่างมาก อย่างน้อยต่อไปเธอก็มีตัวเลือกมากขึ้นเวลาอยากซื้อของ