บทที่ 18 : หนังสือและการพบเจอ
กู้ชิงซีมองดูภาพตรงหน้าแล้วก็เข้าใจเรื่องราวได้ทะลุปรุโปร่ง เธอรู้ดีว่าอาการเหล่านี้คือผลกระทบจากเรื่องราวในอดีตที่ยังคงฝังใจ ลุงเผิงชุนเยี่ยนคงจะเคยถูกทำร้ายจนหวาดกลัวไปหมด ลึกๆ ในใจคงระแวงอยู่เสมอว่าจะมีคนมาแย่งชิงหนังสือและจุดไฟเผาทำลายพวกมันไป
ในขณะเดียวกัน เด็กสาวสองคนก็ค่อยๆ เดินย่องเข้าไปด้านใน พวกเธอเดินดูตามชั้นหนังสือเพื่อเลือกหาเล่มที่ตัวเองสนใจ
พอเข้าไปถึง เผิงชุนเยี่ยนก็เดินตรงดิ่งไปยังชั้นหนังสือหมวดวรรณกรรมทันที หมวดนี้คือแนวโปรดของเธอเลยก็ว่าได้ เธอมีสายตาเฉียบแหลม มักจะค้นหานิยายดีๆ เจอเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ‘ประวัติศาสตร์การสร้างตัว’ ของนักเขียนหลิวชิง หรือเรื่อง ‘บทสรรเสริญต้นป็อปลาร์สีขาว’ ของนักเขียนเหมาตุ้น
ส่วนทางด้านกู้ชิงซี เธอเดินแยกไปหาที่ชั้นหนังสือหมวดงานฝีมือจิปาถะ หลังจากลองค้นดูอยู่พักใหญ่ เธอก็หาหนังสือเกี่ยวกับการถักสานเจอจริงๆ ด้วย ทว่าเนื้อหาด้านในไม่ได้สอนเรื่องการสานต้นอ้อ แต่เป็นการสอนสานกิ่งหลิวแทน หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่าทักษะแรงงาน-ภูมิปัญญาการถักสานพื้นบ้าน
กู้ชิงซีเปิดหนังสือออกแล้วลองเปิดอ่านดูคร่าวๆ รูปแบบงานสานในยุคนี้ย่อมนำไปเทียบกับผลงานในยุคหลังไม่ได้เลย ทั้งยังขาดความทันสมัยและไม่มีความเป็นสากลเลยสักนิด ความประณีตก็ยังถือว่าห่างชั้นนัก ในอนาคตเซียวเซิ่งเทียนจะร่วมมือกับทางอำเภอเพื่อเปิดโรงงานถักสานโดยเฉพาะ ผลงานเหล่านั้นดูดีกว่ามาก แต่ถึงอย่างนั้น รูปแบบในหนังสือเล่มนี้ก็ยังดูดีกว่าฝีมือการสานของพี่ชายและพี่สะใภ้ในตอนนี้มากนัก ถ้าหากพวกเขาสามารถสานออกมาตามแบบในหนังสือได้ แล้วนำไปวางขายในเมือง ก็น่าจะพอทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำอยู่เหมือนกัน
เธอวางหนังสือเล่มนั้นพักไว้ด้านข้าง แล้วหันไปค้นหาหนังสือเล่มอื่นต่อบนชั้น เธอตั้งใจจะหาหนังสืออ้างอิงสักสองสามเล่มเพื่อเอาไปใช้อ่านทบทวนบทเรียน
แต่พอค้นดูไปเรื่อยๆ เธอก็อดรู้สึกผิดหวังไม่ได้ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพิ่งจะกลับมาจัดตั้งขึ้นใหม่ได้ไม่นาน ในยุคสมัยนี้ยังไม่มีหนังสือคู่มือหรือแนวข้อสอบให้ฝึกทำเหมือนในยุคอนาคต ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหนังสือเรียนพิเศษที่มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบเลย นักเรียนในยุคนี้มีแหล่งข้อมูลให้อ่านอ้างอิงน้อยเหลือเกิน การจะหาเนื้อหาความรู้เพิ่มเติมนอกเหนือจากบทเรียนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด
สุดท้ายแล้วเธอก็เปลี่ยนเป้าหมายไปหาที่ชั้นหนังสืออื่นแทน และเธอก็ดันไปเจอเข้ากับนิตยสารคณิตศาสตร์รายไตรมาสที่มีคุณเฉินจิ่งรุ่นเป็นบรรณาธิการอยู่ในหมวดสิ่งพิมพ์ แถมยังมีนิตยสารเกี่ยวกับวิชาฟิสิกส์และเคมีอีกหลายเล่ม หญิงสาวหยิบพวกมันออกมาด้วยความตื่นเต้นดีใจ ราวกับว่าตัวเองเพิ่งจะค้นพบสมบัติล้ำค่าก็ไม่ปาน
กู้ชิงซีกำลังตั้งใจจะนำหนังสือพวกนี้ไปให้ลุงเผิงชุนเยี่ยนดู ทว่าเพื่อนสาวกลับวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาเสียก่อน เผิงชุนเยี่ยนเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น ดวงตาของเธอเป็นประกายระยิบระยับ หญิงสาวขยับเข้ามาใกล้แล้วลดเสียงพูดลง
“ชิงซี ลองดูสิว่าฉันเจออะไรมา?”
เผิงชุนเยี่ยนยื่นปกหนังสือเล่มหนึ่งมาให้กู้ชิงซีดู
กู้ชิงซีแค่ปรายตามองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่ามันคือหนังสือเรื่องมังกรหยกของคุณกิมย้ง พอได้เห็นหนังสือเล่มนี้เธอก็แอบตกใจอยู่ไม่น้อย
“เธอไปเจอหนังสือเล่มนี้มาจากตรงไหน?”
ในความทรงจำของเธอ นิยายของคุณกิมย้งน่าจะเริ่มเข้ามาตีพิมพ์ในแผ่นดินใหญ่ช่วงต้นยุคแปดศูนย์ เธอไม่คิดเลยว่ามันจะเข้ามาเร็วขนาดนี้ แถมยังมีให้ยืมอ่านในห้องสมุดเล็กๆ แห่งนี้อีกต่างหาก
เผิงชุนเยี่ยนเผยรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ก็ตรงชั้นหนังสือฝั่งนู้นไง เล่มนี้ดูหายากมากเลยนะ เหมือนจะส่งตรงมาจากฝั่งไต้หวันนู่นแน่ะ”
กู้ชิงซีมีสีหน้าจริงจังขึ้นมา
“เธออย่าพกหนังสือเล่มนี้เข้าไปในโรงเรียนเชียวนะ ถ้ามีคนไปเจอเข้ามันจะไม่ดีเอาได้ อีกอย่างตอนนี้พวกเรายังไม่จำเป็นต้องอ่านเรื่องพวกนี้หรอก เอาไว้สอบติดแล้วค่อยหาเวลาว่างมาอ่านก็ยังไม่สาย ตอนนี้พวกเราควรทุ่มเทเวลาให้กับการเรียนก่อนดีกว่า”
ถ้าหากพวกเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้อย่างราบรื่น ถึงตอนนั้นจะมานั่งอ่านนิยายของคุณกิมย้งอย่างจริงจังก็ยังทำได้สบายๆ
แน่นอนว่าสำหรับกู้ชิงซีแล้ว เธอเคยอ่านนิยายกิมย้งพวกนี้มาตั้งนานแล้ว เวลาว่างเธอก็เปิดดูละครโทรทัศน์ที่สร้างจากนิยายพวกนี้วนไปวนมาหลายรอบ สำหรับเธอแล้วมันไม่ได้มีความแปลกใหม่อะไรเลย
แต่เผิงชุนเยี่ยนกลับชอบใจหนังสือเล่มนี้มาก เธอประคองมันไว้ในมืออย่างทะนุถนอม ไม่ยอมวางลงเลยแม้แต่วินาทีเดียว
พอพวกเธอหอบหนังสือพวกนี้ไปที่โต๊ะเพื่อลงทะเบียนยืมกับลุงเผิงชุนเยี่ยน ชายสูงวัยก็ขยับแว่นสายตาให้เข้าที่ เขาเพ่งมองรายชื่อหนังสือของพวกเธออย่างละเอียด แล้วจดบันทึกลงไปในสมุด เขาตั้งใจมองดูหนังสือที่กู้ชิงซีเลือกมาเป็นพิเศษ ก่อนจะหันไปสั่งสอนหลานสาวตัวเอง
“ยัยชุน หัดเอาอย่างชิงซีซะบ้างนะ”
เผิงชุนเยี่ยนย่อมไม่ได้เก็บเอาคำพูดนั้นมาใส่ใจ ดวงตาของเธอยังคงเป็นประกาย ดูออกเลยว่าเธอกำลังรีบร้อนอยากจะกลับไปที่หอพักเพื่ออ่านนิยายกิมย้งเล่มนั้นใจจะขาด
หลังจากเดินออกมาจากห้องสมุด เวลาก็ล่วงเลยไปมากแล้ว สองสาวจึงพากันเร่งฝีเท้าเดินออกมาด้านนอก ตอนที่พวกเธอเดินผ่านร้านบะหมี่ของรัฐ กลิ่นหอมกรุ่นของน้ำซุปบะหมี่เนื้อก็ลอยโชยออกมายั่วกระเพาะ เผิงชุนเยี่ยนถึงกับกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
เผิงชุนเยี่ยนถอนหายใจออกมาเบาๆ
“กลิ่นหอมชวนหิวจริงๆ ไว้คราวหน้าถ้าพวกเรามีเงินกับคูปองอาหารเมื่อไหร่ จะต้องแวะมากินบะหมี่ร้านนี้ให้ได้เลย”
กู้ชิงซีเตือนสติเพื่อน
“ตั้งใจเรียนให้ดีก่อนเถอะ ถ้าสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว จะกลัวว่าไม่มีของอร่อยๆ แบบนี้ให้กินอีกหรือไง?”
ลึกๆ แล้วกู้ชิงซียังคงกังวลเรื่องที่เผิงชุนเยี่ยนยืมนิยายกิมย้งกลับไปอ่าน ถ้าหากเพื่อนของเธอเกิดติดนิยายเรื่องนี้งอมแงมขึ้นมา มันจะส่งผลกระทบกับการเรียนแน่ๆ
เมื่อเผิงชุนเยี่ยนได้ยินแบบนั้น เธอก็ไม่ได้สนใจคำเตือนของเพื่อนเลยสักนิด หญิงสาวยังคงชะเง้อคอมองเข้าไปในร้านบะหมี่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
กู้ชิงซีรู้สึกตลกกับท่าทางของเพื่อน เธอจึงลองมองตามสายตาของอีกฝ่ายเข้าไปด้านในร้าน ใครจะไปคิดล่ะว่า แค่กวาดตามองเพียงแวบเดียว เธอก็ดันไปสะดุดตาเข้ากับคนคุ้นหน้าคุ้นตาคนหนึ่งในนั้นพอดี
คนคนนั้นก็คือเซียวเซิ่งเทียนนั่นเอง เขากำลังนั่งอยู่ด้านในร้านบะหมี่ ท่ามกลางควันสีขาวที่ลอยกรุ่นมาจากชามบะหมี่เนื้อ ชายหนุ่มกำลังนั่งพูดคุยอยู่กับใครบางคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
กู้ชิงซีชะงักไปเล็กน้อย เธอพอนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานชายหนุ่มเพิ่งจะบอกกับเธอว่า เขาจะเข้ามาในตัวอำเภอเพื่อหาเพื่อน ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาพูดจะเป็นความจริง
พอมองดูดีๆ แล้ว เธอก็รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเซียวเซิ่งเทียนอยู่ไม่น้อย เหมือนว่าในอนาคตผู้ชายคนนั้นจะได้เป็นข้าราชการระดับสูงเลยทีเดียว
ในระหว่างที่เธอกำลังคิดอะไรเพลินๆ เซียวเซิ่งเทียนก็หันหน้ามาทางนี้พอดี ชายหนุ่มเองก็คงคาดไม่ถึงว่าจะบังเอิญมาเจอเธอที่นี่ เขาชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะจ้องมองมาที่เธอตาไม่กะพริบ
กู้ชิงซีรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าขึ้นมาดื้อๆ เธอรีบคว้ามือเผิงชุนเยี่ยนแล้วเตรียมตัวจะเดินหนีไปจากตรงนี้ทันที
ทว่าเซียวเซิ่งเทียนกลับลุกพรวดแล้ววิ่งตามออกมาหาพวกเธอ
“กู้ชิงซี”
เขาเรียกชื่อเธอออกมาตรงๆ
น้ำเสียงที่เอ่ยเรียกชื่อสามพยางค์ของเธอนั้นดูแข็งทื่อ มันเจือไปด้วยความห่างเหิน แต่ในขณะเดียวกันก็มีความสนิทสนมแฝงอยู่ลึกๆ อย่างน่าประหลาด
เผิงชุนเยี่ยนชะงักฝีเท้า เธอหันไปมองเซียวเซิ่งเทียนสลับกับกู้ชิงซี ก่อนจะส่งยิ้มกว้างออกมา
“นี่พวกเธอสองคนรู้จักกันด้วยเหรอ?”
กู้ชิงซีส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่มีอะไรหรอก แค่คนหมู่บ้านข้างๆ น่ะ”
พอได้ยินกู้ชิงซีตอบแบบนั้น เซียวเซิ่งเทียนก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าเผิงชุนเยี่ยนยืนอยู่ตรงนี้ด้วย ชายหนุ่มชะงักไปอีกรอบ เขายืนทำตัวไม่ถูก มือไม้ดูเกะกะไปหมด ราวกับว่ากำลังรู้สึกอึดอัดทำอะไรไม่ถูก
เผิงชุนเยี่ยนหลุดขำออกมา
“พวกเธอคุยกันไปเถอะ ฉันกำลังรีบ ขอตัวกลับไปก่อนนะ”
พอพูดจบ เพื่อนสาวก็วิ่งหายลับไปในฝูงชนทันที
ตอนนี้เหลือแค่กู้ชิงซียืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง จะเดินหนีไปก็ดูไม่ดี จะให้ยืนอยู่ตรงนี้ต่อก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน
เซียวเซิ่งเทียนจ้องมองใบหน้าของหญิงสาว
“ฉัน...ที่ฉันเรียกเธอ ก็เพราะมีเรื่องอยากจะถามหน่อยน่ะ”
แท้จริงแล้วเซียวเซิ่งเทียนเป็นคนแบบไหนกันแน่?
กู้ชิงซีในยุคอนาคต เคยเห็นเซียวเซิ่งเทียนไปออกรายการโทรทัศน์และนั่งพูดคุยกับพิธีกรอย่างฉะฉาน ชายหนุ่มวิเคราะห์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศได้อย่างลึกซึ้ง นอกจากจะดูเฉลียวฉลาดและมีไหวพริบแล้ว เขายังมักจะพูดประโยคเด็ดๆ ออกมาให้คนฟังได้อมยิ้มตามอยู่เสมอ เธอจำได้ว่าตอนที่ทางอำเภอจัดงานแสดงสินค้าและเจรจาการค้างานฝีมือถักสานจากต้นอ้อทั้งในและต่างประเทศ เซียวเซิ่งเทียนก็เดินเข้ามาในงานโดยมีผู้นำระดับสูงของท้องถิ่นเดินขนาบข้าง ชายหนุ่มดูสุขุมเยือกเย็นและมีบารมีน่าเกรงขามอยู่ตลอดเวลา
กู้ชิงซีไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า เซียวเซิ่งเทียนในวัยหนุ่มจะดูทำตัวไม่ถูกและเงอะงะได้ขนาดนี้
ต่อให้เป็นเซียวเซิ่งเทียนในตอนนี้ ปกติแล้วเขาก็ไม่เคยสนใจกฎเกณฑ์อะไรพวกนี้ไม่ใช่เหรอ? ถ้าจะให้พูดตามประสาชาวบ้าน เขาก็คือพวกวัยรุ่นเลือดร้อนที่ชอบทำอะไรตามใจตัวเองโดยไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น
ด้วยความสงสัย เธอจึงจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างพิจารณา
แน่นอนว่าเซียวเซิ่งเทียนย่อมสังเกตเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของกู้ชิงซี ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่น ถามเสียงอู้อี้
“เมื่อกี้นี้เพื่อนของเธอใช่ไหม?”
กู้ชิงซีพยักหน้ารับ
“อืม ใช่ รูมเมตน่ะ”
[จบบท]