บทที่ 2 : เบอร์โทรศัพท์ในความทรงจำ
ตอนนั้นเขายังถามว่าเธอมีแผนจะทำอะไรต่อไป พร้อมกับบอกว่าถ้ามีเรื่องลำบากอะไรก็ไปหาเขาได้ เขายังทิ้งเบอร์โทรศัพท์มือถือเอาไว้ให้ด้วย
สิบปีผ่านไป ธุรกิจของเขาใหญ่โตกว่าเดิมมากนัก แถมตัวเขาก็มีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้นตามไปด้วย ถ้าโทรหาเขาตอนนี้ เขาจะยังสนใจเธออยู่ไหม? หรือว่าเขาอาจจะเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ไปแล้ว?
กู้ชิงซีลังเลอยู่นานแสนนาน แต่สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจโทรออกไป
เธอรื้อสมุดบันทึกออกมาจากลิ้นชัก พลิกหากระดาษหน้าที่เหลืองกรอบจนเจอเบอร์โทรศัพท์ที่เคยจดเอาไว้ในตอนนั้น นิ้วเรียวกดหมายเลขทีละตัว ก่อนจะตัดสินใจกดโทรออกในที่สุด
สัญญาณโทรศัพท์ดังอยู่นานทีเดียว จนกระทั่งเธอคิดว่าคงไม่มีคนรับสายแล้ว เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าเล็กน้อยก็ดังขึ้น
ชายหนุ่มรับสายด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย "สวัสดีครับ ใครครับ?"
กู้ชิงซีรู้สึกประหม่าอยู่ลึกๆ เธอรู้ดีว่าตอนนี้เซียวเซิ่งเทียนกลายเป็นบุคคลสำคัญที่ยิ่งใหญ่กว่านายอำเภอเสียอีก ความจริงแล้วตอนที่เขามาเยือนเมื่อครั้งก่อน ขนาดนายอำเภอเจอกับเขายังต้องแสดงท่าทีนอบน้อมเลย "ฉันกู้ชิงซี คุณยังจำได้ไหมคะ?"
น้ำเสียงจากปลายสายฟังดูสบายๆ ราวกับว่าพวกเขาเป็นเพื่อนที่เจอกันอยู่บ่อยๆ "ชิงซี คุณเองเหรอ? ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง?"
กู้ชิงซีไม่รู้จะเริ่มพูดเรื่องของตัวเองยังไงดี เรื่องนี้มันยาวเกินกว่าจะอธิบายสั้นๆ ได้ "ฉันสบายดีค่ะ"
ชายหนุ่มตอบรับสั้นๆ "อืม ก็ดีแล้ว"
ความเงียบโรยตัวลงมาระหว่างบทสนทนา
เมื่อลองนึกดูให้ดี ความทรงจำบางอย่างที่กู้ชิงซีมีต่อเซียวเซิ่งเทียนก็เริ่มเลือนลางไปบ้างแล้ว
เซียวเซิ่งเทียนอายุเท่ากับเธอ เขาเป็นคนหมู่บ้านข้างๆ ตั้งแต่เด็กก็เป็นพวกเด็กเกเรที่ไม่ยอมทำเรื่องเป็นชิ้นเป็นอัน เด็กผู้หญิงเรียบร้อยอย่างกู้ชิงซีเวลาเจอคนแบบนี้ก็มักจะคอยหลบเลี่ยงเสมอ เพราะได้ยินมาว่าเขานิสัยแย่มาก ชอบรังแกคนอื่น แถมยังชอบเอาก้อนดินปาใส่คนอื่นด้วย ปาแม่นซะด้วยสิ
เธอไม่ได้สนิทกับเซียวเซิ่งเทียนเลย
จนกระทั่งครั้งนั้น หลังจากที่เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติด เธอสะพายตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นเขาไปเกี่ยวหญ้าหมู จู่ๆ เขาก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าและขวางทางเธอเอาไว้ ดวงตาสีดำขลับคู่นั้นจ้องมองเธอไม่วางตา
เธอตกใจมาก ในความทรงจำของเธอ ผู้ชายคนนี้นิสัยไม่ดีเลย การที่เขามาจ้องมองเธอแบบนี้เขาต้องการอะไรกันแน่ หรือว่าเขากำลังจะรังแกเธอ
แต่เขากลับไม่ได้รังแกใคร เขาแค่ถามเธอว่า ทำไมถึงตกลงแต่งงานกับคนหมู่บ้านตระกูลเฉิน
เขาจ้องมองเธออย่างจริงจัง "เธอไปดูตัวมาตอนไหน? ทำไมถึงต้องไปดูตัวด้วย?"
กู้ชิงซียิ่งตกใจหนักกว่าเดิม ผ่านไปพักใหญ่ เธอถึงได้เค้นคำพูดออกมาประโยคหนึ่ง "บ้านเขามีฐานะดี ให้ค่าสินสอดได้เยอะ"
นี่คือความจริงที่สุดแล้ว
ถึงเธอจะเป็นผู้หญิง แต่ที่บ้านก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว ช่วงสองปีที่เรียนมัธยมปลาย เพื่อส่งเสียเธอ พี่ชายกับพี่สะใภ้มักจะมีปากเสียงกันอยู่บ่อยครั้ง แต่พ่อแม่ของเธอก็ยังยืนกราน พวกท่านบอกว่าเธอเป็นเด็กเรียนดี ยังไงก็ต้องส่งเรียนให้ถึงที่สุด หวังว่าเธอจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยและก้าวออกจากวิถีชีวิตชาวนาได้
แต่พอถึงเวลาสำคัญเธอกลับทำพลาด สอบไม่ติด แล้วในสถานการณ์แบบนี้เธอจะทำอะไรได้ล่ะ การยอมแต่งงานออกไปอยู่กับครอบครัวที่มีฐานะดี อย่างน้อยก็ยังเรียกค่าสินสอดได้เป็นกอบเป็นกำ พอจะนำเงินก้อนนั้นมาจุนเจือครอบครัว ให้บรรดาพี่ชายและน้องชายได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ต้องทนลำบากยากแค้นจนเกินไป
เซียวเซิ่งเทียนหัวเราะหยันในลำคอ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
หลังจากนั้น เมื่อเธอแต่งงานไปแล้ว มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เธอกลับมาเยี่ยมบ้านเดิม เธอแว่วได้ยินมาว่าเซียวเซิ่งเทียนคนนั้นออกเดินทางไปแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปไหน และไม่มีใครเห็นหน้าเขาอีกเลย
บางครั้งเธอก็นึกถึงผู้ชายคนนี้ขึ้นมาบ้าง แอบเดาไปต่างๆ นานา แต่ลึกๆ แล้วเธอก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจอะไรมากมายนัก
จนกระทั่งครั้งนั้นที่เขากลับมาประชุมที่อำเภอ เขามาลงทุนทำธุรกิจจนกลายเป็นข่าวใหญ่โตครึกโครม
กู้ชิงซีเผชิญหน้ากับความเงียบที่ชวนให้อึดอัด เธอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจผิดหรือเปล่าที่ไม่ควรโทรหาเขาเลย
ในตอนที่กู้ชิงซีกำลังลังเลว่าจะล้มเลิกความตั้งใจ เธอก็ได้ยินเสียงจากอีกฝั่งดังขึ้น "ทำไมจู่ๆ ถึงโทรมาหาผม มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?"
กู้ชิงซีรวบรวมความกล้า อาศัยจังหวะนี้พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา "มีเรื่องนิดหน่อยค่ะ"
ปลายสายตอบรับ "อืม พูดมาสิ"
ผู้ชายวัยสี่สิบปีบริบูรณ์ น้ำเสียงของเขาหนักแน่น นุ่มลึก และแหบพร่า ท่าทีการแสดงออกดูสุขุมเยือกเย็นและผ่านโลกมาอย่างโชกโชน ราวกับว่าความใจร้อนและแข็งกร้าวของเด็กหนุ่มชาวนาในวันวานได้ถูกกาลเวลาขัดเกลาและเก็บซ่อนเอาไว้จนหมดสิ้นแล้ว
เพียงแค่คำพูดสั้นๆ แต่กลับทำให้กู้ชิงซีรู้สึกอบอุ่นและได้รับการโอบอุ้ม มันถึงขั้นทำให้กู้ชิงซีที่วิ่งเต้นหาทางออกไม่ได้มาหลายวันจนแทบจะหมดหวัง รู้สึกขอบตาแสบร้อนขึ้นมา
กู้ชิงซีพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ แต่เสียงของเธอก็ยังสั่นเครือ "ฉันอยากขอให้คุณช่วยสืบเรื่องหนึ่งให้หน่อยค่ะ อาจจะยุ่งยากสักนิด แต่ฉันไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ ฉันไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใครแล้ว"
ยี่สิบกว่าปีแล้ว วันเวลาล่วงเลยไปขนาดนี้ ความล้มเหลวที่เคยสร้างความอับอายและความเจ็บช้ำให้เธออย่างสาหัส เธอแทบจะลบเลือนมันไปจากใจแล้ว แต่มาวันนี้เธอเพิ่งรู้ตัวว่าเธอไม่ได้ล้มเหลว เธอถูกคนอื่นสวมรอยขโมยผลสอบไป ชีวิตของเธอถูกบิดเบือนไปจนหมดสิ้น
ตั้งแต่รู้เรื่องนี้เธอยังไม่เคยร้องไห้ออกมาเลย แต่ตอนนี้จู่ๆ เธอกลับอยากปล่อยโฮออกมาดังๆ เธออยากระบายความคับแค้นใจทั้งหมดให้ใครสักคนรับฟัง
ถึงเธอจะไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับผู้ชายคนนี้ แต่เธอก็ยังอยากจะเล่าให้เขาฟังอยู่ดี
เห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มปลายสายรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ เขารีบพูดปลอบโยน "ใจเย็นๆ นะ มีเรื่องอะไรบอกผมมาได้เลย เดี๋ยวผมจะหาวิธีจัดการให้เอง"
ยิ่งเขาพูดแบบนี้ กู้ชิงซียิ่งรู้สึกน้อยใจ เธอปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ "ฉันไม่รู้จะทำยังไงดี นี่มันก็ยี่สิบกว่าปีแล้ว ฉันจะไปสืบเรื่องนี้จากที่ไหน มีคนขโมยคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยของฉันไป ฉันไม่ได้สอบตก ฉันไม่ได้สอบตก"
เธอนึกย้อนไปถึงตอนที่ต้องจำใจยอมรับความพ่ายแพ้นั้น เธอหมกตัวร้องไห้อยู่ใต้ผ้าห่มนานนับเดือน ตอนนั้นเธอไม่มีหน้าจะไปสู้หน้าใคร เธอรู้สึกผิดต่อครอบครัวที่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อส่งเสียเธอเรียน รู้สึกผิดต่อตะเกียงน้ำมันที่จุดทิ้งไว้เพื่ออ่านหนังสือจนดึกดื่น
เพื่อนร่วมรุ่นบางคนได้เลื่อนขั้นเป็นใหญ่เป็นโต บางคนร่ำรวยเป็นเศรษฐีเงินล้าน บางคนประสบความสำเร็จจนได้เป็นถึงศาสตราจารย์ใหญ่โตแล้วเดินทางไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งบางคนก็กลายเป็นคุณนายใช้ชีวิตสุขสบาย เดินทางไปเที่ยวพักผ่อนตามใจชอบ แต่เธอกลับต้องทนจมปลักอยู่ในเมืองเล็กๆ แคบๆ แห่งนี้ ก้มหน้าก้มตาทำงานหาเงินแลกกับค่าจ้างเพียงแค่เดือนละสามพันหยวน ทนกัดฟันสู้ชีวิตไปวันต่อวันอย่างยากลำบาก จากที่คนเคยเรียกว่าพี่สะใภ้กู้ ตอนนี้วันเวลาพรากความสาวไปจนเธอกลายเป็นป้ากู้ไปเสียแล้ว
น้ำเสียงร้อนรนดังมาจากปลายสาย "ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน? บอกผมมา ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน?"
กู้ชิงซีสะอื้นไห้ตัวโยน "ฉันอยู่บ้านค่ะ ฉันไปหามาหลายหน่วยงานแล้ว พวกเขาก็บอกว่ามันนานเกินไปแล้ว ประวัติเก่าๆ มันสืบค้นยากมาก พวกเขาบอกว่าเอกสารหลายอย่างในยุคนั้นไม่ได้ถูกเก็บรักษาเอาไว้"
เสียงทุ้มเข้มกำชับหนักแน่น "คุณอยู่บ้านนะ ห้ามออกไปไหน รอผมอยู่ที่นั่น เดี๋ยวผมจะไปหา"
กู้ชิงซีปล่อยโฮร้องไห้ระบายความอัดอั้นอยู่นานพักใหญ่ กว่าที่เธอจะสงบสติอารมณ์และกดวางสายลงได้
หลังจากวางสายไปได้พักใหญ่ เธอเพิ่งจะนึกถึงคำพูดของเซียวเซิ่งเทียนขึ้นมาได้ เขาบอกว่ากำลังจะมางั้นเหรอ?
หญิงสาวยกมือขึ้นปาดน้ำตา พลางคิดในใจ หรือว่าเขาจะมาประชุมที่อำเภออีกแล้ว?
การกลับมาพบกันอีกครั้งระหว่างกู้ชิงซีกับเซียวเซิ่งเทียน สร้างความประหลาดใจให้เธอไม่น้อย
[จบบท]