บทที่ 30 : การตรวจค้น
กู้ชิงซีมองดูหนังสือภาษาอังกฤษเล่มนั้น เธอก็เข้าใจได้ทันทีว่าตัวเองกำลังจะเจอกับความยุ่งยากเข้าให้แล้ว
ถ้าผ่านไปอีกหลายปี หนังสือภาษาอังกฤษก็คงไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร แต่ในตอนนี้มันหาดูได้ยากมาก และความที่มันหายากก็เลยเป็นเป้าสายตาของผู้คนได้ง่าย ที่สำคัญคือเธอไม่อยากดึงเซียวเซิ่งเทียนเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้ด้วย
เขาเปรียบเหมือนมังกรที่ติดอยู่ในน้ำตื้น รอเพียงแค่พายุลมแรงพัดพาก็พร้อมจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เธอไม่อยากให้เรื่องของตัวเองไปทำให้เขาต้องเดือดร้อน และสร้างความยุ่งยากที่ไม่จำเป็นให้กับชีวิตของเขา
เมื่อนึกถึงมิตรภาพในอดีตระหว่างเธอกับเขา ความช่วยเหลือที่เขาเคยมอบให้ในเวลาต่อมาก็ถือว่ามากเพียงพอแล้ว ได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง ถ้าไม่ได้มีความจำเป็นจริงๆ เธอก็หวังว่าจะสามารถก้าวเดินบนเส้นทางนี้ด้วยตัวเอง สามารถพลิกสถานการณ์นี้ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องไปพึ่งพาคนอื่น และไม่อยากนำภัยไปสู่คนอื่นด้วย
ผู้ชายคนที่ค้นเจอหนังสือทั้งสองเล่มนี้ดูมีอายุราว 20 ปี รูปร่างผอมแห้ง บริเวณคางมีหนวดแพะเล็กน้อย ดวงตาของเขาหรี่เล็กลง เขาถือหนังสือสองเล่มนั้นสลัดไปมาในมือ ท่าทางดูภาคภูมิใจอย่างมาก
"อาจารย์ใหญ่ครับ ดูสิครับว่านี่คือหนังสืออะไร?"
รองอาจารย์ใหญ่เฉินรับไปถือไว้แล้วก้มลงมอง จากนั้นก็จ้องมองมาทางกู้ชิงซีกับเพื่อนๆ
"ของใคร? เอามาจากไหน? นักเรียนหญิงชั้นมัธยมปลายอย่างพวกเธอแอบดูหนังสือพวกนี้ในหอพักงั้นเหรอ?"
ระหว่างที่เขาพลิกดูหนังสือ 'Wuthering Heights' เล่มนั้น เขาก็ส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอด้วยความไม่พอใจ
"นี่มันหนังสืออะไรกัน เป็นของที่หลุดเข้ามาจากประเทศทุนนิยมใช่ไหม?"
ฮั่วชุนเยี่ยนรีบออกตัวอธิบาย
"หนังสือนิยายมังกรหยกเล่มนั้นเป็นของฉันเองค่ะ ฉันยืมมาจากห้องสมุดของตัวอำเภอ!"
กู้ชิงซีอธิบายด้วยน้ำเสียงสงบ
"รองอาจารย์ใหญ่เฉินคะ หนังสือภาษาอังกฤษเล่มนั้นมีชื่อภาษาจีนว่า 'ฮูเซี่ยวซานจวง' เป็นวรรณกรรมชิ้นเอกของประเทศอังกฤษค่ะ คะแนนวิชาภาษาอังกฤษของฉันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พอดีว่าญาติมีหนังสือเล่มนี้ ฉันก็เลยขอยืมมาอ่านดูเพื่อจะเลือกรับเอาแต่สิ่งที่ดีและตัดส่วนที่แย่ทิ้งไป หวังว่าจะได้ซึมซับความรู้ทางวัฒนธรรมจากในนั้นเพื่อเอามาพัฒนาคะแนนภาษาอังกฤษของฉันให้ดีขึ้นค่ะ"
รองอาจารย์ใหญ่เฉินขมวดคิ้ว เขาเหลือบมองเด็กสาวแวบหนึ่ง ก่อนจะหรี่ตาลงแล้วเริ่มพลิกดูหนังสือเล่มนั้นอีกครั้ง เหมือนพยายามจะค้นหาร่องรอยความผิดปกติอะไรบางอย่างจากในนั้น
ชายตาหยีที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบผสมโรงเติมเชื้อไฟทันที
"วรรณกรรมชิ้นเอกของอังกฤษอะไรกัน บนหน้าปกมันพิมพ์รูปผู้หญิงเอาไว้ไม่ใช่หรือไง แล้วตรงนี้ก็มีรูปผู้ชายอีกคนด้วย หนังสือเล่มนี้ต้องไม่ใช่ของดีแน่ๆ!"
กู้ชิงซีแค่นเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ เธอรู้ดีว่าไม่ใช่แค่ชายตาหยีคนนั้นหรอก แต่แม้กระทั่งรองอาจารย์ใหญ่เฉินที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็คงจะอ่านภาษาอังกฤษไม่ออกเหมือนกัน เธอจึงตั้งใจอธิบายออกไป
"หนังสือภาษาอังกฤษเล่มนี้เป็นวรรณกรรมชื่อดังของต่างประเทศนะคะ ฉันได้ยินมาว่าเมื่อช่วงก่อนหน้านี้ นิตยสาร 'ซื่อเจี้ยเหวินเสวีย' ของทางเมืองหลวงยังเคยตีพิมพ์เนื้อหาบางส่วนของหนังสือเล่มนี้เลยนะคะ ถ้ารองอาจารย์ใหญ่เฉินไม่เชื่อก็ลองไปตรวจสอบดูก็ได้ค่ะ ของสิ่งนี้เป็นสิ่งที่นำเข้ามาจากประเทศทุนนิยมก็จริง อาจจะมีเนื้อหาที่ไม่ดีปะปนอยู่บ้าง แต่ก่อนหน้านี้พวกเราเรียนภาษารัสเซีย ตอนนี้เราเปลี่ยนมาเรียนภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษก็เป็นภาษาของประเทศทุนนิยมอยู่แล้ว แต่ทางประเทศก็ยังให้พวกเราเรียน นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเราควรจะเรียนรู้จากประเทศทุนนิยมและซึมซับความรู้ที่ทันสมัยของพวกเขาหรอกเหรอคะ?"
คำพูดของกู้ชิงซีมีทั้งเหตุและผล ดูสมเหตุสมผลไปหมด มีการอ้างอิงข้อมูลต่างๆ แถมยังโยงเรื่องนิตยสาร 'ซื่อเจี้ยเหวินเสวีย' เข้ากับการที่ทางประเทศเปลี่ยนจากเรียนภาษารัสเซียมาเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างแนบเนียน ทำเอารองอาจารย์ใหญ่เฉินถึงกับไปต่อไม่ถูก
กู้หงอิงกับเพื่อนคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ข้างๆ รวมถึงคนที่อยู่หอพักห้องข้างๆ ที่ได้ยินเสียงความวุ่นวายต่างก็พากันตกตะลึง พวกเธอไม่คิดเลยว่าในเวลาแบบนี้ กู้ชิงซียังจะสามารถยกเหตุผลยาวเหยียดแบบนี้มาอธิบายได้ ชายตาหยีคนนั้นจ้องมองกู้ชิงซีพลางเบ้ปากด้วยความดูถูก
ทว่าคุณครูผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบก้าวออกมารับหน้าเพื่อแก้ไขสถานการณ์
"สิ่งที่นักเรียนกู้พูดก็ถูกนะ พวกเราเรียนภาษาอังกฤษก็เพื่อซึมซับเอาส่วนที่ดีของพวกเขามา แน่นอนว่าในนั้นย่อมมีส่วนที่ไม่ดีปะปนอยู่บ้าง ตรงนี้แหละที่พวกเราจำเป็นต้องใส่ใจและแยกแยะให้ดี"
รองอาจารย์ใหญ่เฉินทำหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะหันไปพลิกดูหนังสือนิยายมังกรหยกเล่มนั้นต่อ
ตอนแรกฮั่วชุนเยี่ยนทั้งโกรธและกลัว แต่พอเห็นกู้ชิงซีมีท่าทีนิ่งสงบ สามารถอธิบายเหตุผลเป็นฉากๆ ได้แบบนั้น เธอก็เริ่มรวบรวมความกล้าขึ้นมาบ้าง
"หนังสือเล่มนี้ฉันยืมมาจากห้องสมุดของตัวอำเภอจริงๆ นะคะ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมาจากประเทศทุนนิยมหรือเปล่า แต่ฉันแค่อยากจะเรียนรู้ประสบการณ์ที่ทันสมัยบ้าง ถ้าในนั้นมีเนื้อหาที่ไม่ดี ฉันรับรองว่าจะไม่หลงเชื่อไปกับมันแน่นอนค่ะ!"
รองอาจารย์ใหญ่เฉินไม่ได้สนใจฮั่วชุนเยี่ยน เขาทำหน้าทะมึนทึง ไม่รู้ว่าในใจกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ใครจะไปรู้ว่าในตอนนั้นเอง คนที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ตะโกนโวยวายเสียงดัง
"รีบดูสิครับ นี่มันอะไรกัน!"
พูดจบเขาก็หยิบเศษกระดาษแผ่นหนึ่งส่งให้รองอาจารย์ใหญ่เฉิน
กู้ชิงซีมองตามไป เธอรู้สึกว่าของสิ่งนั้นดูเหมือนจะเป็นจดหมายสักฉบับ
ในจังหวะนั้นเอง หูชุ่ยฮวาก็พุ่งตัวเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว
"นั่นมันของฉันนะ!"
พูดจบเธอก็ก้าวพรวดเข้าไป ใช้มือคว้าจดหมายฉบับนั้นเอาไว้หมายจะแย่งชิงมันมาให้ได้
แต่ปัญหาคือรองอาจารย์ใหญ่เฉินจะยอมให้เธอแย่งไปได้ยังไง ชายตาหยีคนนั้นยิ่งรีบพุ่งเข้ามาขวางเธอเอาไว้ หูชุ่ยฮวาทุบตีเขาอย่างบ้าคลั่ง ท่าทางของเธอราวกับแม่สัตว์ป่าที่สูญเสียลูกน้อยไป เธอร้องตะโกนออกมาด้วยเสียงแหบพร่า
"คืนมา คืนฉันมา นั่นมันของฉันนะ!"
ดูยังไงเธอก็ไม่มีทางแย่งมันกลับมาได้เลย
รองอาจารย์ใหญ่เฉินหน้าดำหน้าแดงมองดูจดหมายฉบับนั้นด้วยความโมโห
"ทำลายศีลธรรมอันดีงาม นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!"
ระหว่างที่ส่งเสียงด่าทอ เขาก็เงยหน้าขึ้น สั่งให้คนเอาหนังสือสองเล่มนั้นออกไปก่อน จากนั้นก็ชี้หน้ากู้ชิงซีกับเพื่อนๆ
"เธอ เธอ แล้วก็เธอด้วย ไปเขียนใบรายงานความประพฤติมาให้หมดเลยนะ!"
…
กลุ่มคนที่เข้ามาตรวจค้นเดินจากไปแล้ว เหลือเพียงครูผู้หญิงไม่กี่คนที่อยู่จัดการเรื่องราวต่อ พวกเธอพยายามปลอบโยนกลุ่มนักเรียนหญิง บอกกับเด็กๆ ว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิดก็สามารถไปเข้าเรียนได้ตามปกติ ส่วนคนที่มีปัญหาถึงจะถูกค้นเจอของผิดระเบียบ
แต่คำพูดของพวกเธอกลับไม่ได้ช่วยอะไรเลย ยังคงมีนักเรียนหญิงหลายคนที่รู้สึกว่าตัวเองถูกเหยียดหยาม พวกเธอนั่งยกมือขึ้นปิดหน้าร้องไห้อยู่ตรงนั้น บางคนก็โวยวายว่าจะเอาผ้าปูที่นอนไปซัก บอกว่าผ้าปูที่นอนกับผ้าห่มถูกรื้อค้นจนสกปรกไปหมดแล้ว
กู้ชิงซีปิดประตูหอพักลงเงียบๆ ปีนขึ้นไปบนเตียงของตัวเอง แล้วใช้ไม้กวาดเล็กๆ ปัดกวาดที่นอนของตัวเองอย่างแรง
อันที่จริง หลังจากที่เธอผ่านเรื่องราวต่างๆ มามากมาย เธอไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องพวกนี้เหมือนกับเด็กผู้หญิงทั่วไปหรอก แต่ลึกๆ แล้วเธอก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี
หูชุ่ยฮวาที่อยู่ข้างๆ ร้องไห้โฮออกมาแล้ว เธอนอนคว่ำหน้าอยู่ตรงนั้น ร้องไห้จนไหล่สั่นเทิ้ม ส่วนกู้หงอิงก็นั่งหน้าแดงก่ำ ตัวแข็งทื่อ ดวงตาเบิกโพลง มีเพียงฮั่วชุนเยี่ยนที่มองโลกในแง่ดี ให้เขียนใบรายงานความประพฤติก็เขียนไปสิ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย เธอรีบเข้าไปปลอบหูชุ่ยฮวา แล้วก็หันไปเกลี้ยกล่อมกู้หงอิงว่าไม่ต้องคิดมาก
หลังจากร้องห่มร้องไห้กันอยู่นาน ในที่สุดทุกคนก็ฝืนใจล้มตัวลงนอน แต่ละคนยังคงรู้สึกกระวนกระวายใจ พอตกดึก กู้ชิงซียังคงได้ยินเสียงสะอื้นของหูชุ่ยฮวา และเสียงแผ่นไม้กระดานดังเอี๊ยดอ๊าดตอนที่กู้หงอิงพลิกตัว มีแค่ฮั่วชุนเยี่ยนคนเดียวที่เป็นคนไม่คิดอะไรมาก เธอหลับสนิทและส่งเสียงกรนออกมาตั้งแต่หัวค่ำ
คนพวกนี้ล้วนเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่เคยสนิทสนมกันมาก่อน เดิมทีควรจะเป็นคนที่เธอรู้สึกสนิทใจและชื่นชอบมาก แต่หลังจากผ่านเรื่องราวในอดีตมา กู้ชิงซีก็รู้ดีว่า ความเก่งกาจโดดเด่นในช่วงมัธยมของตัวเอง อาจจะทำให้เพื่อนร่วมห้องรู้สึกไม่พอใจ จนกระทั่งในเวลาต่อมา ตอนที่เธอตกต่ำลง ในขณะที่พวกเพื่อนๆ แต่ละคนกลับมีชีวิตที่สุขสบาย สิ่งที่พวกนั้นชอบทำมากที่สุดก็คือการมาโอ้อวดความสำเร็จต่อหน้าเธอนั่นเอง
[จบบท]