บทที่ 31 : ชี้แจง
กู้ชิงซีแอบคิดทบทวนอยู่ในใจเงียบๆ เธอมองว่าตัวเองยังไม่ค่อยเข้าใจนิสัยใจคอของบรรดาเพื่อนร่วมห้องพักสักเท่าไหร่
อย่างเช่นหูชุ่ยฮวา ปกติเห็นเป็นคนเอาการเอางาน ขยันขันแข็งตั้งใจเรียน แต่ใครจะไปรู้ว่าแท้จริงแล้วแอบชอบนักเรียนชายคนไหนอยู่ แล้วจดหมายที่ถูกค้นเจอจนโดนยึดไปนั่นมันเรื่องอะไรกันแน่?
เรื่องการบุกค้นหอพักหญิงครั้งนี้ กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตที่ผู้คนต่างพากันพูดถึงกันไปทั่ว
ยุคสมัยนี้ผู้คนยังหัวโบราณอยู่มาก ขนาดจะแต่งงานยังต้องให้เบื้องบนอนุมัติ นักเรียนหญิงอย่างพวกเธอแค่แอบมองนักเรียนชายสักทียังรู้สึกเขินอาย แต่จู่ๆ กลับมีผู้ชายกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาค้นหอพักหญิง ทำเอานักเรียนหญิงหลายคนตกใจจนร้องไห้ออกมา
วันต่อมาตอนที่พวกกู้ชิงซีไปเข้าเรียน นักเรียนหญิงหลายคนตาแดงก่ำ เห็นได้ชัดว่าเมื่อคืนคงนอนไม่หลับ บางคนพอพูดถึงเรื่องนี้ก็ร้องไห้ออกมาอีก ทำให้การเรียนการสอนช่วงเช้าแทบไม่เป็นอันเรียน จนครูประจำชั้นต้องพาครูผู้หญิงอีกหลายคนมาจัดประชุมห้องเพื่อคอยปลอบใจ และบอกไม่ให้ทุกคนเก็บเรื่องนี้ไปใส่ใจ
ครูประจำชั้นยืนอยู่หน้าชั้นเรียน พยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเพื่อให้กำลังใจทุกคน
"นักเรียนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย พวกเธอทุกคนล้วนเป็นทายาทของระบอบสังคมนิยม พวกเรามาโรงเรียนเพื่อศึกษาหาความรู้ ก็เพื่อสานฝันนโยบายสี่ทันสมัยให้เป็นจริง เพื่อก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดทางวิทยาศาสตร์ และเพื่อเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่คอยสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติของพวกเรา พวกเราต้องมีความมุ่งมั่นและตั้งเป้าหมายให้ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่มาจมปลักอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว พวกเราต้องทบทวนและเตือนสติตัวเองให้ดี ชีวิตของคนเราจะมาปล่อยให้เสียเปล่าไปกับความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจแบบนี้เหรอ?"
คำพูดปลุกใจของครูประจำชั้นทำให้บรรดานักเรียนรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง พอคิดถึงนโยบายสี่ทันสมัยของประเทศชาติแล้ว ความรู้สึกน้อยใจส่วนตัวของพวกเธอก็ดูเล็กน้อยไปเลย นักเรียนหญิงบางคนถึงกับก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกละอายใจ
ช่วงเช้าหลังจากเลิกเรียน ทุกคนต่างพากันวิ่งกรูกันไปที่โรงอาหารเหมือนอย่างเคย แต่ไม่รู้ทำไมครั้งนี้คนที่วิ่งนำหน้าส่วนใหญ่ถึงเป็นนักเรียนหญิง กู้ชิงซีลองสังเกตดูก็พบว่านักเรียนชายหลายคนจงใจวิ่งให้ช้าลง
พอเห็นแบบนั้นเธอก็พอจะเข้าใจได้ว่า พวกนักเรียนชายคงจะรู้ว่านักเรียนหญิงกำลังรู้สึกแย่ แต่เรื่องแบบนี้มันน่าอึดอัดเกินกว่าจะพูดปลอบใจออกไปตรงๆ พวกเขาเลยเลือกที่จะดูแลนักเรียนหญิงในช่วงเวลาสำคัญอย่างการวิ่งแย่งถุงตาข่ายไนลอนที่โรงอาหารแทน
ถึงจะเป็นแค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่กู้ชิงซีมองแล้วกลับรู้สึกว่ามันเป็นภาพที่ดูน่ารักดี พอคิดถึงคำสอนของครูในห้องเรียนเมื่อเช้า ตอนแรกก็ฟังดูเหมือนเป็นแค่คำพูดลอยๆ แต่พอมาลองคิดดูดีๆ แล้วมันก็มีเหตุผล เธอรู้สึกขึ้นมาทันทีว่าในยุคสมัยนี้ แม้แต่อากาศก็ยังอบอวลไปด้วยความเรียบง่ายและจริงใจ
หลังจากกินเสบียงแห้งเสร็จ กู้ชิงซี เผิงชุนเยี่ยน และหูชุ่ยฮวา ก็ถูกเรียกตัวไปที่สำนักงานเพื่อเขียนใบรายงานความประพฤติ กู้ชิงซีไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร เธอรีบเขียนจนเสร็จอย่างรวดเร็ว ยังไงซะขอแค่ไม่ถูกจดบันทึกความผิดเหมือนกับกู้ซิ่วอวิ๋นก็พอแล้ว เพราะการถูกจดบันทึกความผิดมันจะถูกเก็บไว้ในแฟ้มประวัติส่วนตัว
เผิงชุนเยี่ยนเห็นกู้ชิงซีไม่ค่อยใส่ใจ เธอก็เลยไม่ใส่ใจตามไปด้วย แล้วก็จับปากกาเขียนลอกตามกู้ชิงซีไป
ส่วนหูชุ่ยฮวา เธอเอาแต่เขียนไปร้องไห้ไป ก้มหน้าต่ำจนแทบจะแนบติดกับกระดาษฟางอยู่แล้ว
พอเขียนใบรายงานความประพฤติเสร็จแล้วส่งให้หัวหน้าฝ่ายปกครอง กู้ชิงซีกับเผิงชุนเยี่ยนถึงได้รับหนังสือของตัวเองคืน พอได้หนังสือคืนแล้ว พวกเธอก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก แต่หูชุ่ยฮวากลับถูกเรียกตัวให้อยู่คุยต่อในสำนักงาน
ตอนที่เดินออกมาจากสำนักงาน ท้องฟ้าดูมืดครึ้ม ลมเหนือพัดแรงจนกิ่งต้นหลิวที่แห้งเหี่ยวข้างทางส่งเสียงดังสวบสาบ เผิงชุนเยี่ยนยกมือขึ้นมาลูบจมูกตัวเอง ก่อนจะร้องอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ
"เหมือนหิมะจะตกเลย นี่หิมะใช่ไหม?"
กู้ชิงซีเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ในฤดูหนาว เธอมองเห็นหิมะเม็ดเล็กๆ ปลิวว่อนตกลงมาอย่างช้าๆ ร่วงหล่นลงบนพื้นดินอย่างแผ่วเบา พอตกลงบนพื้นก็กลายเป็นชั้นหิมะบางๆ สีขาวอมดำ
กู้ชิงซีหันไปชวนเพื่อน
"หิมะตกแล้ว รีบกลับหอพักกันเถอะ"
เผิงชุนเยี่ยนรีบวิ่งตามมาติดๆ ด้วยความตื่นเต้น
"ชิงซี เรื่องวันนี้ฉันต้องมองเธอใหม่แล้วนะเนี่ย เธอมีความเป็นผู้นำสูงมาก เจอเรื่องแบบนี้ยังนิ่งได้อีก"
เมื่อคืนเธอตกใจมากที่กู้ชิงซีกล้าพูดจาฉะฉานต่อหน้าอาจารย์ใหญ่แบบนั้น เพียงแต่ตอนนั้นเรื่องมันยังค้างคาใจอยู่ ทำให้เธอรู้สึกหนักอึ้งจนไม่มีอารมณ์จะคุยอะไร แต่ตอนนี้เรื่องมันผ่านไปแล้ว พอรู้สึกโล่งใจ เธอก็เลยอดไม่ได้ที่จะเปิดประเด็นนี้ขึ้นมา
แต่กู้ชิงซีกลับมองไปข้างหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย ท่าทีไม่ได้ตื่นเต้นตาม
"เรื่องแค่นี้เอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก ผ่านไปแล้วก็ช่างมันเถอะ"
เผิงชุนเยี่ยนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง พอเธอมองตามสายตาของกู้ชิงซีไป เธอก็เห็นกู้ซิ่วอวิ๋นยืนอยู่ตรงนั้น
ที่แท้กู้ซิ่วอวิ๋นก็กำลังกอดกองหนังสือเดินผ่านมาทางนี้พอดี
กู้ซิ่วอวิ๋นหันมาเห็นกู้ชิงซี เธอแสยะยิ้มเยาะเย้ยออกมาทันที ท่าทางดูถูกเหยียดหยาม
"เป็นยังไงล่ะ ถึงคิวเธอต้องไปเขียนใบรายงานความประพฤติที่สำนักงานแล้วเหรอ? โดนยึดจดหมายรักหรือยังไงกันล่ะ? ไม่รู้สึกอายบ้างเลยหรือไง ฉันแค่หยิบสมุดจดของเธอไป ยังถือว่าขยันเรียนนะ แต่เธอนี่สิ ดันไปยุ่งกับจดหมายรัก จุ๊ๆ ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงที่บ้านเกิด ไม่รู้ว่าคนอื่นเขาจะมองเธอยังไงนะ?"
ข่าวที่ว่ามีคนในหอพักของกู้ชิงซีถูกยึดจดหมายแพร่งพรายออกไป แต่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นจดหมายรักของใคร ทำให้หลายคนพากันคาดเดาไปต่างๆ นานา
พอเผิงชุนเยี่ยนได้ยินแบบนั้น เธอก็โมโหขึ้นมาทันที เลือดขึ้นหน้าพร้อมมีเรื่อง
"เธอพูดอะไรน่ะ? ใครเขียนจดหมายรักกัน?"
กู้ซิ่วอวิ๋นลอยหน้าลอยตาตอบอย่างไม่ยี่หระ
"ยังไงก็ไม่ใช่ฉันล่ะน่า ยังไงห้องพวกฉันก็ไม่โดนค้นเจอของไม่ดี แล้วก็ไม่ต้องมานั่งเขียนใบรายงานความประพฤติด้วย"
เผิงชุนเยี่ยนโกรธจัดจนอยากจะเข้าไปตบหน้าอีกฝ่ายให้รู้แล้วรู้รอด คนอะไรช่างพูดจาพล่อยๆ แบบนี้?
กู้ชิงซีจ้องมองกู้ซิ่วอวิ๋นนิ่งๆ ก่อนจะเตือนสติด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"พี่คะ เรื่องมันไม่ได้เป็นแบบนั้น อย่าเอาไปพูดมั่วซั่วสิคะ ถ้าพี่ปล่อยข่าวลือจนทำให้คนอื่นเสื่อมเสียชื่อเสียง เขาไปแจ้งความจับพี่ที่สถานีตำรวจได้เลยนะ พี่เชื่อไหมล่ะ?"
พอได้ยินคำขู่นั้น กู้ซิ่วอวิ๋นก็ชะงักไปเล็กน้อย เธอรู้สึกได้ว่าแววตาที่กู้ชิงซีใช้มองมานั้นมันดูเย็นชาจับใจ เหมือนกับเกล็ดหิมะที่กำลังร่วงหล่นลงมาในฤดูหนาว ทั้งที่ดูบอบบางและสวยงาม แต่กลับแฝงไปด้วยความเหน็บหนาวจนแทบจะแช่แข็งขั้วหัวใจคนมองได้เลย
กู้ซิ่วอวิ๋นขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย เธอจำได้ว่าเมื่อก่อนกู้ชิงซีไม่ได้เป็นคนแบบนี้ เมื่อก่อนอีกฝ่ายเป็นคนหัวอ่อน ยอมคนง่าย และไม่ได้ทำตัวโดดเด่นอะไรเลยแท้ๆ แต่กู้ชิงซีในตอนนี้ ถึงจะเป็นคนเดิม แต่กลับมีบางอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกหวาดหวั่นและไม่กล้าเข้าไปตอแยด้วย
ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรออกไป ทำเพียงแค่เบ้ปากอย่างเหยียดหยาม แล้วหันหลังเดินหนีไป พร้อมกับทิ้งท้ายเอาไว้ประโยคหนึ่ง
"ก็ไม่หัดดูตัวเองบ้างเลย ว่าใครกันแน่ที่ทำตัวน่าขายหน้า"
เผิงชุนเยี่ยนมองตามแผ่นหลังของกู้ซิ่วอวิ๋นไปด้วยความโมโหจนแทบจะพ่นไฟออกมา
"ลูกพี่ลูกน้องเธอนี่ เมื่อก่อนฉันก็ว่านิสัยไม่ค่อยดีแล้วนะ ตอนนี้มาเห็นกับตา ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่! ที่พูดเมื่อกี้หมายความว่ายังไงยะ ตั้งใจจะใส่ร้ายพวกเราให้เสียชื่อเสียงชัดๆ เลยนี่!"
แต่จะว่าไปเรื่องนี้มันก็น่าอึดอัดใจอยู่เหมือนกัน ในเมื่อจดหมายมันถูกค้นเจอที่หูชุ่ยฮวา พวกเธอก็เลยพูดอะไรมากไม่ได้ จะให้ไปเที่ยวป่าวประกาศว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนเขียนจดหมายรัก แต่เป็นหูชุ่ยฮวาเขียน มันก็ดูไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ สรุปแล้วเรื่องนี้ก็ทำให้พวกเธอรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และรู้สึกหงุดหงิดใจอยู่ลึกๆ
เมื่อนึกถึงวีรกรรมต่างๆ ที่หูชุ่ยฮวาเคยก่อเอาไว้ในอดีต กู้ชิงซีก็เข้าใจได้ทันทีว่า คนที่ภายนอกดูเหมือนจะซื่อสัตย์และไม่มีพิษมีภัย ความจริงแล้วอาจจะไม่ได้ซื่อบื้ออย่างที่คิด พวกเขาแค่แกล้งทำตัวสงบเสงี่ยมเพราะสถานการณ์ยังไม่อำนวยก็เท่านั้น ถ้าวันไหนได้ดีมีอำนาจขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็ไม่รู้ว่าจะเผยธาตุแท้ออกมาให้เห็นรึเปล่า!
[จบบท]