บทที่ 3: แผ่นแป้งทอดไส้ผักป่าสร้างรายได้
บนเตาไฟในห้องครัวมีชามดินเผาใบใหญ่บรรจุแป้งข้าวโพดสีเหลืองนวลวางเตรียมเอาไว้ เสบียงอาหารทุกอย่างภายในบ้านล้วนถูกเก็บล็อคเอาไว้ในตู้ไม้เนื้อแข็งอย่างแน่นหนา หลี่ซื่อผู้เป็นแม่สามีจะเป็นคนเก็บกุญแจดอกนั้นเอาไว้กับตัวตลอดเวลา สะใภ้ทั้งสองคนของบ้านมีหน้าที่สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาทำอาหารในแต่ละวัน หลี่ซื่อจะคอยกะปริมาณอาหารอย่างพอเหมาะและนำวัตถุดิบออกมาวางเตรียมไว้บนเตาไฟให้เสมอ
อาหารมื้อเย็นของวันนี้เป็นเพียงข้าวต้มแป้งข้าวโพดรสชาติจืดชืด อาศัยนำแผ่นแป้งที่เหลือจากการกินเมื่อช่วงกลางวันมาอุ่นร้อนบนเตาไฟอีกรอบ เพียงเท่านี้ก็กลายเป็นอาหารมื้อเย็นสำหรับทุกคนในครอบครัวกู้แล้ว
อินซื่อกำลังเตรียมตัวเทน้ำสะอาดลงไปในกระทะเหล็กใบใหญ่ ซูเสี่ยวมู่รีบก้าวเท้าเดินเข้ามาขวางเอาไว้เสียก่อน
“พี่สะใภ้ใหญ่คะ มื้อนี้ฉันขอเป็นคนลงมือทำอาหารเองนะคะ ฉันจะทำอาหารที่แตกต่างไปจากเดิมให้ทุกคนกินค่ะ”
อินซื่อมีท่าทีลังเล ซูเสี่ยวมู่รีบส่งเสียงหวานใสตอบกลับมา
“พี่สะใภ้ใหญ่วางใจเถอะค่ะ ฉันไม่ใช้วัตถุดิบสิ้นเปลืองแน่นอน เดี๋ยวฉันจะไปบอกคุณแม่เองค่ะ นี่เป็นความคิดของฉันเอง พี่สะใภ้ใหญ่ไม่ต้องกังวลนะคะ”
พอคิดถึงท่าทีของหลี่ซื่อที่มีต่อซูเสี่ยวมู่เมื่อช่วงกลางวัน อินซื่อจึงกลืนถ้อยคำที่เหลือลงคอไป
ซูเสี่ยวมู่นำผักจี้ฉ่ายไปลวกในน้ำร้อนด้วยท่าทางทะมัดทะแมงคล่องแคล่ว วิธีนี้จะช่วยกำจัดรสฝาดเฝื่อนของผักป่าออกไป
ซูเสี่ยวมู่เดินค้นหาข้าวของภายในห้องครัว เครื่องปรุงรสในบ้านมีน้อยนิดจนน่าสงสาร เธอหยิบเกลือเม็ดมาโรยลงไปเล็กน้อย เดินไปค้นหาไหตรงมุมกำแพงจนพบเต้าเจี้ยวหนึ่งกระปุก เมื่อปรุงรสชาติจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว เธอจึงเริ่มนวดแป้งข้าวโพดด้วยความตั้งใจ
ขั้นตอนการเตรียมแป้งเสร็จสิ้น ซูเสี่ยวมู่ค้นหาความทรงจำเดิมและเดินไปหยิบกระปุกมันหมูใบเล็กออกมาจากด้านหลังเตาไฟ เธอใช้ช้อนตักมันหมูออกมาครึ่งช้อน อินซื่อเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สวรรค์ทรงโปรด ปริมาณน้ำมันขนาดนี้ ปกติแล้วทำอาหารสองมื้อยังใช้ไม่ถึงเลย
ซูเสี่ยวมู่ทำทีเป็นมองไม่เห็นสายตาของพี่สะใภ้ รอจนน้ำมันในกระทะร้อนได้ที่ เธอก็ใช้มือปั้นแป้งห่อไส้ผักจนมิดชิด โยนแผ่นแป้งลงไปทอดในกระทะเสียงดังฉ่า
กลิ่นหอมของมันหมูผสมผสานเข้ากับกลิ่นหอมสดชื่นของผักป่าและแป้งข้าวโพดลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ รอจนแป้งด้านหนึ่งเปลี่ยนเป็นสีเหลืองกรอบ เธอก็พลิกกลับอีกด้าน แผ่นแป้งทอดไส้ผักป่าหอมกรุ่นเสร็จสมบูรณ์แล้ว
ซูเสี่ยวมู่ไม่ได้ลงมือทำแผ่นแป้งชิ้นที่สอง เธอใช้ตะหลิวตักแผ่นแป้งใส่จาน ยกจานใบนั้นเดินตรงไปยังห้องโถงใหญ่
“พี่สะใภ้ใหญ่คะ ส่วนที่เหลือเดี๋ยวฉันกลับมาทำต่อนะคะ ฉันจะเอาไปให้คุณแม่ชิมก่อนค่ะ”
หลี่ซื่ออาศัยแสงสว่างอันน้อยนิดจากด้านนอกเพื่อเย็บพื้นรองเท้า กลิ่นหอมโชยมาแตะจมูกจนต้องเงยหน้าขึ้นมอง แผ่นแป้งทอดไส้ผักป่าสีเหลืองกรอบหอมกรุ่นถูกยื่นมาตรงหน้า
“คุณแม่ลองชิมดูก่อนนะคะ อร่อยไหมคะ”
หลี่ซื่อกัดแผ่นแป้งในมือตามสัญชาตญาณ กลิ่นหอมสดชื่นของผักป่า ความเค็มกลมกล่อมของเต้าเจี้ยว รวมไปถึงรสชาติหอมมันของมันหมูกระจายไปทั่วทั้งโพรงปาก
หลี่ซื่อไม่เคยทำแผ่นแป้งทอดที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต
เดี๋ยวก่อน มันหมูอย่างนั้นหรือ
ใบหน้าของหลี่ซื่อเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด เตรียมตัวจะอ้าปากตักเตือน เธอบังเอิญสบเข้ากับดวงตากลมโตโค้งมนราวดวงจันทร์เสี้ยวของซูเสี่ยวมู่ เด็กสาวตรงหน้ามีท่าทีขลาดกลัวและเขินอาย
“คุณแม่คะ ฉันแอบใช้มันหมูไปนิดหน่อยค่ะ แป้งข้าวโพดก็เป็นของที่วางอยู่บนเตาไฟ ไส้ด้านในทำมาจากผักป่า ไม่ได้ใช้เงินซื้อเลยค่ะ ฉันคิดว่าสามีเรียนหนังสืออยู่ในสำนักศึกษาคงจะกินไม่อิ่ม ฉันก็เลยอยากทำของอร่อยไปส่งให้เขาค่ะ”
“ฉันไม่รู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไรบ้าง คุณแม่คิดว่าอร่อยไหมคะ”
คำต่อว่าที่หลี่ซื่อเตรียมเอาไว้ถูกกลืนหายลงไปในลำคอ
เด็กคนนี้ช่างมีน้ำใจเหลือเกิน
ทุกถ้อยคำล้วนแสดงออกถึงความห่วงใยที่มีต่อกู้จิ่งเฉิง พอทำแผ่นแป้งเสร็จก็ยกมาให้คนเป็นแม่สามีชิมเป็นคนแรก
ก่อนหน้านี้หลี่ซื่อคงจะเข้าใจซูเสี่ยวมู่ผิดไปจริงๆ
“อืม อร่อยดี เธอตัดสินใจเองได้เลย”
หลี่ซื่อพยักหน้าด้วยท่าทีขัดเขินเล็กน้อย
“ตกลงค่ะคุณแม่ มื้อเย็นวันนี้พวกเราจะกินแผ่นแป้งทอดไส้ผักป่านะคะ พรุ่งนี้ฉันจะทำเพิ่มอีกนิดหน่อยแล้วเอาไปส่งให้สามีค่ะ จะได้ให้สามีแบ่งให้เพื่อนร่วมชั้นเรียนกินด้วย แผ่นแป้งทอดไส้ผักป่าแบบนี้หาได้ทั่วไปในหมู่บ้านของพวกเรา แต่ในเมืองถือเป็นของหายากเลยนะคะ”
ซูเสี่ยวมู่กะพริบตาปริบๆ หมุนตัวเดินกลับไป
หลี่ซื่อได้ยินแบบนั้นก็เกิดอาการชะงัก แววตาเป็นประกาย คล้ายกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
เธอก้มลงกัดแผ่นแป้งในมืออีกรอบ ถึงแม้ความกรอบจะลดลงไปบ้าง แต่รสชาติอร่อยกลมกล่อมไม่เปลี่ยน
ซูเสี่ยวมู่เดินกลับมายังห้องครัวด้วยฝีเท้าเบาสบาย เธอเสนอความคิดออกไปแล้ว การจะสร้างฐานะให้ร่ำรวยได้หรือไม่คงต้องพึ่งพาคุณแม่สามีแล้ว
“เป็นอย่างไรบ้าง คุณแม่พูดอะไรไหม”
อินซื่อเห็นซูเสี่ยวมู่เดินกลับมาก็รีบดึงแขนเข้ามาถาม สวรรค์รับรู้ กลิ่นหอมของแผ่นแป้งทอดไส้ผักป่าเมื่อครู่นี้ยั่วน้ำลายมากจริงๆ
แค่ได้กลิ่นหอมเธอก็สามารถดื่มน้ำเปล่าได้ถึงสองชามใหญ่
“คุณแม่บอกว่า ให้พวกเราตัดสินใจเองได้เลยค่ะ”
ซูเสี่ยวมู่ส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ดวงตากลมโตเปล่งประกายสดใส
อินซื่อได้ยินแบบนั้นก็ลงมือทำงานด้วยความคล่องแคล่ว เธอเข้ามาช่วยซูเสี่ยวมู่ทอดแผ่นแป้งไส้ผักป่า
ซูเสี่ยวมู่ปลีกตัวออกมายำผักไม้กวาดและเห็ดหูหนู
ควันไฟลอยกรุ่นขึ้นสู่ท้องฟ้า ความมืดมิดเริ่มปกคลุม สมาชิกครอบครัวกู้ที่ออกไปทำไร่ทำนามาทั้งวันเดินทางกลับมาถึงบ้าน
กู้เฟิงลูกชายคนโตเดินก้าวเท้าเข้ามาในลานบ้าน เขาสูดจมูกดมกลิ่นพร้อมส่งเสียงตะโกนถาม
“คุณแม่ครับ คุณแม่ทำอาหารอะไรครับ กลิ่นหอมมากเลยครับ”
หลี่ซื่อเดินออกมาจากในบ้าน เธอบ่นกระปอดกระแปด
“กิน กิน กิน พวกแกมาทวงหนี้หรืออย่างไร”
ทุกคนพากันเดินมานั่งล้อมวงตรงหน้าโต๊ะอาหาร อาศัยแสงจันทร์สาดส่องจนพอมองเห็นอาหารบนโต๊ะได้ลางๆ
หลังจากแบ่งแผ่นแป้งทอดให้ทุกคนจนครบ ทุกคนก็รีบหยิบขึ้นมากัดกินด้วยความหิวโหย
เสียงเคี้ยวแป้งกรุบกรอบดังขึ้น
แป้งด้านนอกกรอบอร่อย ไส้ด้านในมีรสชาติเค็มกลมกล่อมและหอมกรุ่น ทุกคนก้มหน้าก้มตากินโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
เศษแป้งที่หล่นอยู่บนโต๊ะก็ถูกเก็บขึ้นมากินจนหมดเกลี้ยง
ซูเสี่ยวมู่ประคองแผ่นแป้งของตัวเองขึ้นมากัดกิน คีบยำผักจี้ฉ่ายเข้าปากเป็นระยะ
ให้ตายสิ นี่สิถึงจะเรียกว่าอาหารของมนุษย์
“แม่ของลูก อาหารมื้อนี้ใครเป็นคนทำ อร่อยกว่าซาลาเปาไส้หมูที่ฉันเคยกินในเมืองเมื่อสิบปีก่อนเสียอีก”
นายท่านกู้กินอาหารด้วยความเอร็ดอร่อย เขาไม่ได้กินของอร่อยแบบนี้มาหลายปีแล้ว
หลี่ซื่อมีสีหน้าครุ่นคิด เธอลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถาม
“พวกแกคิดว่าอร่อยจริงๆ หรือ”
“คุณย่าคะ อร่อยมากเลยค่ะ”
เด็กน้อยหลายคนพยักหน้าตอบรับอย่างรวดเร็ว
คำตอบของเด็กๆ ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับหลี่ซื่อ
“ถ้าอย่างนั้นพวกแกคิดว่า ถ้าเราเอาแผ่นแป้งทอดไส้ผักป่าไปขายในเมืองจะดีไหม”
คำพูดของหลี่ซื่อทำให้ทุกคนเกิดอาการชะงัก
ซูเสี่ยวมู่ลอบยกยิ้มมุมปาก หลี่ซื่อเก็บคำพูดของเธอไปคิดจริงๆ ด้วย
“คุณแม่คะ จะดีหรือคะ ถ้าขายไม่ออกจนขาดทุนจะทำอย่างไรคะ”
เฉินซื่อส่งเสียงถามตรงไปตรงมา
หลี่ซื่อกลอกตาบน
“ดีหรือไม่ดีก็ต้องลองดูก่อน แผ่นแป้งพวกนี้เสี่ยวมู่เป็นคนทำ พวกแกทุกคนก็บอกว่าอร่อยไม่ใช่หรือ จะขาดทุนได้อย่างไร ต้นทุนก็มีแค่แป้งข้าวโพด ผักป่าพวกเราก็ไปขุดมาจากในทุ่งนา”
ถ้าเกิดขายไม่ออกจริงๆ ก็แค่เอาไปส่งให้กู้จิ่งเฉิง หรือไม่ก็เก็บเอาไว้กินเองที่บ้าน
หลี่ซื่อเป็นคนตัดสินใจเรื่องราวภายในครอบครัวกู้มาโดยตลอด เมื่อหลี่ซื่อประกาศิตออกมาแล้ว ทุกคนจึงปิดปากเงียบไม่มีใครกล้าโต้แย้ง
ผักป่าที่ขุดมาในวันนี้มีปริมาณน้อยเกินไป หลี่ซื่อจึงสั่งให้อินซื่อและเฉินซื่อออกไปขุดผักป่าเพิ่มในวันพรุ่งนี้เช้า
ปัญหาใหม่ก็ปรากฏขึ้นมาอีก
“ถ้าอย่างนั้นคุณแม่จะให้ใครเอาไปขายคะ”
เฉินซื่อกลอกกลิ้งดวงตาไปมาพร้อมส่งเสียงถาม
เรื่องขายได้หรือขายไม่ได้เอาไว้ก่อน ประเด็นสำคัญคือเธออยากเข้าไปในเมือง เธอไม่ได้เข้าไปในเมืองมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว
หลี่ซื่อรู้นิสัยลูกสะใภ้รองของตัวเองเป็นอย่างดี เธอจึงส่งเสียงดุ
“ให้พี่สะใภ้ใหญ่ของแกไป แกอยู่ทำงานบ้านที่นี่”
เฉินซื่อขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ เตรียมตัวจะอ้าปากเถียง
อินซื่อชิงพูดขึ้นมาก่อน
“คือว่าคุณแม่คะ ฉันคิดเลขไม่เป็นค่ะ ให้เสี่ยวมู่ไปเป็นเพื่อนฉันดีไหมคะ เสี่ยวมู่อ่านหนังสือออกค่ะ”
คำพูดประโยคนี้ทำให้หลี่ซื่อเกิดอาการชะงัก
เธอกลับนึกไม่ถึงว่าซูเสี่ยวมู่จะรู้หนังสือ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ให้เสี่ยวมู่ตามไปในเมืองด้วย จะได้แวะไปเยี่ยมกู้จิ่งเฉิงพอดี
“ตกลง เอาตามนี้แหละ”
ซูเสี่ยวมู่มีความสุขจนหัวใจพองโต ทุกอย่างเป็นไปตามที่เธอคาดการณ์เอาไว้ทั้งหมด
ขอแค่ได้เข้าไปในเมือง หนทางหาเงินก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
หลังจากกินอาหารเย็นเสร็จ ทุกคนก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำล้างหน้า ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป ซูเสี่ยวมู่ล้มตัวลงนอนบนเตียงได้ไม่นาน เธอยังไม่ทันได้คิดแผนการสำหรับวันพรุ่งนี้ก็ผล็อยหลับไปเสียแล้ว
รุ่งเช้าวันต่อมา ไก่ขันบอกเวลา เสียงความเคลื่อนไหวดังมาจากด้านนอก
ซูเสี่ยวมู่รีบหยัดกายลุกขึ้นนั่ง เธอใช้มือตบหน้าผากตัวเอง แย่แล้ว เมื่อวานนี้เธอลืมเรื่องสำคัญขนาดนั้นไปได้อย่างไร
[จบบท]