บทที่ 1: เกิดใหม่ในปี 1978
“หลินซู... หลินซูตื่นสิ!”
ท่ามกลางความมึนงงเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนคว้าง หลินซูรับรู้ได้ถึงแรงตบที่ข้างแก้มซ้ำๆ พร้อมกับเสียงเรียกชื่อเธออย่างตะกุกตะกักของผู้ชายคนหนึ่งดังอยู่ข้างหู
แต่สิ่งที่ทำให้เธอตื่นตระหนกยิ่งกว่าความเจ็บปวด คือสัมผัสเย็นวาบที่ลุกลามเข้ามาบริเวณหน้าอก ในขณะที่สติของเธอยังพร่าเลือน ใครบางคนกำลังถือวิสาสะพยายามปลดกระดุมเสื้อของเธอออก
มันเป็นใครกัน?
จิตใต้สำนึกกรีดร้องด้วยความโกรธแค้น แม้แต่หญิงชราที่นอนพะงาบๆ ใกล้จะสิ้นใจอยู่รอมร่อ มันก็ยังไม่เว้นอย่างนั้นหรือ!
ความโกรธพุ่งพล่านจนหลินซูลืมความเจ็บป่วย เธอรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายเหวี่ยงมือออกไปตบหน้าไอ้คนชั่วช้าเต็มแรง!
“ไอ้สารเลว รนหาที่ตายนักใช่ไหม!”
“เพียะ!” เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดังสนั่น
จู้เจิ้งเลี่ยงยกมือกุมแก้มซีกซ้ายที่ชาดิกจากการถูกตบ เขากัดฟันกรอดด้วยความโมโหจนแทบจะกระอักเลือดออกมาตายคาที่!
นังผู้หญิงคนนี้ล้มหัวฟาดพื้นจนมึนงงขนาดนี้แล้วแท้ๆ ทำไมฤทธิ์เดชยังเยอะนัก มือหนักเท้าหนักขนาดนี้ ผู้ชายหน้าไหนมันจะไปทนหล่อนได้กัน?
หลินซูยกมือนวดขมับที่ปวดตุบๆ พยายามกระพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่ความพร่ามัว เธออยากจะเห็นหน้าไอ้คนไร้ศีลธรรมที่กล้าลวนลามคนแก่ใกล้ตายให้ชัดๆ
ทว่าภาพที่ปรากฏชัดในครรลองสายตากลับไม่ใช่เพดานห้องนอนเก่าๆ ของเธอ แต่เป็นป่าโปร่งที่เขียวขจีด้วยต้นไม้น้อยใหญ่
ในขณะที่สมองยังประมวลผลไม่ทัน ใบหน้าขนาดใหญ่ที่ดูมันเยิ้มก็โผล่พรวดเข้ามาในระยะประชิด เส้นผมที่ใส่น้ำมันจนเลื่อมถูกหวีแสกข้างในอัตราส่วนสามต่อเจ็ดอันเป็นเอกลักษณ์
“หลินซู คุณไม่เป็นไรใช่ไหม?”
ปากก็ถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย แต่สายตาของเขากลับกวาดมองสำรวจเรือนร่างของหลินซูอย่างหื่นกระหาย ก่อนจะทำท่าโถมตัวลงมาหาเธออีกครั้ง
“เชี่ยเอ้ย! ไอ้ผู้ชายเฮงซวย!”
หลินซูเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธอคิดไม่ถึงเลยว่าวาระสุดท้ายก่อนตาย สวรรค์จะกลั่นแกล้งให้เธอต้องมาเจอกับ 'จู้เจิ้งเลี่ยง' ไอ้ผู้ชายสารเลวที่สร้างความขยะแขยงให้เธอไปตลอดทั้งชีวิต
แบบนี้เธอจะยอมได้ยังไง?
คนเราจะตายทั้งที มันต้องตายอย่างสงบ หมดห่วง และไปสู่สุขคติสิ ไม่ใช่มาเจอหน้าไอ้เวรนี่!
ไวเท่าความคิด หลินซูไม่เสียเวลาไตร่ตรองเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น เธอยกขาคู่ขึ้นแล้วถีบยอดอกไอ้ผู้ชายมักมากที่คิดจะมาเอาเปรียบเธอจนกระเด็นกลิ้งโค่โล่ไปไกล!
“โอ๊ย!”
“โครม!” ร่างของจู้เจิ้งเลี่ยงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น
“หลินซู นี่คุณบ้าไปแล้วหรือไง!”
เสียงตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยวของจู้เจิ้งเลี่ยงดังลั่นป่า!
ทำเอาฝูงนกที่เกาะอยู่ตามกิ่งไม้แตกตื่นบินว่อนหนีตายกันจ้าละหวั่น!
“แหกปากร้องเหมือนหมูโดนเชือด หนวกหูจริงโว้ย!”
หลินซูขมวดคิ้วยุ่ง รู้สึกหงุดหงิดที่เสียงโวยวายของไอ้สารเลวนั่นทำลายความสงบ
“คุณ... คุณ... นี่คุณ...”
จู้เจิ้งเลี่ยงชี้หน้าเธอด้วยความสับสน เขาปรับอารมณ์ไม่ทันจริงๆ ใครจะไปคิดว่าหลินซูผู้หญิงที่ปกตินุ่มนวลอ่อนหวาน หัวอ่อนว่าง่ายเวลาอยู่ต่อหน้าเขา ตอนนี้จะไม่เพียงแค่ด่าเขาว่าสารเลว แต่ยังกล้าเปรียบเทียบเขาเป็นหมูอีก!
หลินซูสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ ความรู้สึกอึดอัดเหมือนขาดอากาศหายใจเมื่อครู่ยังคงหลงเหลืออยู่จนเธอต้องยกมือกุมหน้าอก เธอลุกขึ้นนั่งแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความงุนงง
ที่นี่คือนรกขุมไหนกัน?
ความคิดนี้เพิ่งจะผุดขึ้นมา สายตาของเธอก็ไปสะดุดเข้ากับก้อนหินสีเขียวขนาดมหึมาที่มีรูปร่างคล้ายวัวกำลังนอนหมอบอยู่ไม่ไกล...
เดี๋ยวนะ!
หินเขียววัวนอนหมอบนั่นมันเป็นจุดสังเกตในป่าหลังหมู่บ้านของพวกเธอไม่ใช่เหรอ แล้วมันจะลงมาอยู่ในนรกกับเธอได้ยังไง?
จู้เจิ้งเลี่ยงมองดูหญิงสาวที่นั่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว เธอทำหน้าตาซื่อบื้อเหมือนไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไร แต่ความเจ็บปวดที่หน้าท้องของเขามันเป็นของจริง ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งโมโหจนหน้าแดงก่ำ
“หลินซู!”
เสียงตวาดแหลมสูงกระแทกโสตประสาทของหลินซูจนเธอต้องขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ เธอตวัดสายตาคมกริบมองค้อนเขา ก่อนจะดีดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“นายจะแหกปากทำไม?”
แรงส่งจากลูกถีบเมื่อครู่ทำให้จู้เจิ้งเลี่ยงยังจุกไม่หาย เมื่อเห็นหลินซูเดินดุ่มๆ เข้ามาหาด้วยท่าทางเอาเรื่อง เขาที่ยังนั่งกองอยู่กับพื้นจึงรีบใช้สองมือยันถอยหลังหนีด้วยความหวาดระแวง
หลินซูยกมือลูบท้ายทอยที่ปูดบวมเป่ง เธอก้มลงมองผู้ชายที่ล้มคลุกฝุ่นอยู่แทบเท้า แววตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความอำมหิตวูบหนึ่ง
จู้เจิ้งเลี่ยงสบเข้ากับสายตาคู่นั้นก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัว เขารู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับวิญญาณอาฆาตที่เพิ่งปีนขึ้นมาจากขุมนรกเพื่อมาทวงหนี้ชีวิต
ฉับพลัน แก้มของเขาก็ถูกบิดจนเจ็บแปลบ “ซี๊ด!”
หลินซูลงมือบิดแก้มเขาโดยไม่ลังเล และเธอก็ไม่รู้สึกเจ็บนิ้วตัวเองเลยสักนิด คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะเพิ่มแรงบิดให้หนักขึ้น แล้วหมุนนิ้วไปหนึ่งร้อยแปดสิบองศา
“ซี๊ด โอ๊ย เจ็บๆๆ ปล่อยนะ!”
“เจ็บจริงเหรอเนี่ย?” หลินซูชะงักไปเล็กน้อย พึมพำกับตัวเอง
จู้เจิ้งเลี่ยงน้ำตาเล็ด อยากจะด่ากราดไปถึงบรรพบุรุษแปดชั่วโคตรของเธอ “เจ็บจะตายอยู่แล้ว นังบ้า!”
เมื่อได้รับคำยืนยันว่านี่ไม่ใช่ความฝัน หลินซูก็สะบัดมือปล่อยแก้มเขา แล้วตบมือปัดฝุ่นราวกับเพิ่งไปจับของสกปรกมา เธอจัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ให้เข้าที่ แล้วก้าวเท้ายาวๆ เดินขึ้นไปบนเนินดินทันที
“หลินซู เดี๋ยวสิ คุณจะไปไหน?” จู้เจิ้งเลี่ยงเห็นหลินซูจะหนีไปก็เริ่มร้อนรน
“กลับบ้าน!”
หลินซูตอบห้วนๆ โดยไม่คิดจะหันกลับมามอง
เหยื่อมาถึงปากแล้วจะปล่อยให้หลุดลอยไปดื้อๆ แบบนี้เหรอ? จู้เจิ้งเลี่ยงลงทุนไปตั้งเยอะจะยอมขาดทุนได้ยังไง
เขาตะโกนไล่หลังด้วยความไม่ยินยอม “คุณ... คุณจะไปทั้งแบบนี้เหรอ คุณยังไม่ได้ทำเรื่องอย่างว่ากับผมเลยนะ!”
หลินซูที่กำลังปีนขึ้นไปคว้ากิ่งไม้ขนาดเท่าแขนเพื่อพยุงตัวหยุดชะงักกึก
จู้เจิ้งเลี่ยงเห็นเธอยอมหยุดก็ยิ้มกระหยิ่มในใจ “รีบกลับมาพยุงผมลุกขึ้นสิ ถ้าคุณทำตัวดีๆ ผมจะยอมยกโทษที่คุณถีบผมเมื่อกี้นี้ให้!”
หลินซูหันขวับกลับมา ทิ้งคราบสาวน้อยผู้อ่อนโยนในอดีตไปจนหมดสิ้น เธอถลึงตาใส่เขาอย่างดุเดือด แล้วด่าสวนกลับไปชุดใหญ่ “ไปทำกับโคตรเหง้าศักราชของแกโน่น! ไอ้หลานชาย จำใส่กะลาหัวไว้ ครั้งหน้าถ้าเจอกันให้เรียกฉันว่าทวดซะ!”
“หลินซู คุณ... คุณหมายความว่ายังไง? นี่คุณกล้าปั่นหัวผมเล่นงั้นเหรอ?”
จู้เจิ้งเลี่ยงเมื่อเห็นว่าแผนการล้มเหลว ก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้า เขาโกรธจนหน้าดำหน้าแดง เผยธาตุแท้ที่น่ารังเกียจออกมาทันที
หลินซูไม่เสียเวลาเสวนากับคนพรรค์นี้อีก เธอพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงสบายๆ แต่อัดแน่นไปด้วยคำขู่ “ความหมายของฉันก็คือ ต่อไปถ้าเจอฉันให้เดินอ้อมไปไกลๆ ไม่อย่างนั้นเจอหน้าหนึ่งครั้ง ฉันจะซัดแกให้น่วมหนึ่งครั้ง!”
เมื่อปีนขึ้นมาบนเนินได้สำเร็จ เธอก็ปัดเศษหญ้าเศษใบไม้แห้งตามตัวออก แล้วเดินเชิดหน้าออกจากป่าไปโดยไม่หันหลังกลับ
ระหว่างที่เดินย่ำไปบนถนนดินลูกรังในหมู่บ้าน หลินซูรู้สึกมึนงงเหมือนทุกอย่างเป็นความฝันที่สมจริงเกินไป แสงแดดอุ่นๆ ที่ตกกระทบผิว สายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดเอากลิ่นดินกลิ่นหญ้ามาแตะจมูก และดอกท้อสีชมพูที่กำลังบานสะพรั่งอยู่ริมทุ่งนา
ทุกอย่างย้ำเตือนว่า... เธอฟื้นคืนชีพกลับมาแล้วจริงๆ
เธอได้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ตอนอายุยี่สิบปี!
ขณะที่เธอกำลังจะเดินอ้อมแอ่งน้ำขังเล็กๆ บนถนน จู่ๆ ก็มีเสียงเครื่องจักรสังเคราะห์ดังขึ้นในสมอง
[ติ๊ง! ตรวจพบหญ้าเอ็นยืด มูลค่าหนึ่งเฟินต่อหนึ่งต้น]
เสียงประหลาดที่ดังขึ้นกะทันหัน ทำเอาหลินซูตกใจจนสะดุดขาตัวเอง เธอลื่นไถลเสียหลักล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปในแอ่งน้ำโคลน จนกางเกงเปียกชุ่มและเย็นวาบไปถึงข้างใน
“เสียงบ้าอะไรน่ะ?”
เธอยังไม่ทันจะได้หาคำตอบ เบื้องหน้าสายตาก็ปรากฏตัวอักษรโปร่งแสงขนาดใหญ่ลอยเด่นขึ้นมา [ระบบรวบรวมสมุนไพร]
หลินซูอ้าปากค้าง คิดไม่ถึงว่าตัวเองจะกลายเป็นผู้ถูกเลือกในตำนาน ไม่เพียงแค่ได้ย้อนเวลากลับมาในช่วงวัยสาว แต่สวรรค์ยังใจดีแถมระบบโกงๆ มาให้เป็นของขวัญอีกด้วย
ชาติที่แล้วเพราะลูกสะใภ้ของเธอประกอบอาชีพเป็นนักเขียนนิยายออนไลน์ ยามว่างเธอจึงชอบอ่านนิยายฆ่าเวลาอยู่บ้าง ทำให้เธอเข้าใจคอนเซปต์ของ 'ระบบ' ที่เป็นดั่งตัวช่วยวิเศษพวกนี้ดี
นาทีนี้ เธอไม่สนใจกางเกงที่เปื้อนโคลนสีเหลืองจนดูไม่ได้ รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากแอ่งน้ำ ริมถนนดินลูกรังแห่งนี้มีวัชพืชที่เรียกว่าหญ้าเอ็นยืดขึ้นอยู่เต็มไปหมด เธอแค่เอื้อมมือไปดึงส่งๆ ก็ได้ติดมือมาแล้วหนึ่งต้น
หลินซูลงมือดึงหญ้ามาได้กำมือหนึ่ง กำลังคิดสงสัยว่าระบบจะรับซื้อยังไง ในหัวก็มีเสียงแจ้งเตือนดังขึ้น [หญ้าเอ็นยืดสิบต้น มูลค่าหนึ่งเจี่ยว ยืนยันที่จะขายหรือไม่?]
“ยืนยัน!” เธอตอบในใจอย่างตื่นเต้น
ทันใดนั้น หญ้าเอ็นยืดในมือก็หายวับไปราวกับเล่นกล
[เงินทอนสามารถฝากไว้ในกระเป๋าเงินของระบบได้ ขอถามโฮสต์ว่าต้องการถอนเงินสดออกมา หรือจะฝากไว้ในระบบก่อน?]
ฝากไว้ในระบบหรือจะสู้กำเงินสดไว้ในมือให้อุ่นใจ หลินซูเลือกอย่างไม่ลังเล “ถอนออกมาเลย!”
สิ้นคำสั่ง ในมือที่ยังเปื้อนคราบโคลนของเธอก็มีธนบัตรใบละหนึ่งเจี่ยวปรากฏขึ้นมาจริงๆ
หลินซูกำเงินแน่น พยายามเก็บอาการตื่นเต้นดีใจเอาไว้ เธอมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง เพราะกลัวว่าฉากอัศจรรย์เมื่อกี้จะมีชาวบ้านคนอื่นมาเห็นเข้า
หญ้าเอ็นยืดในชนบทบ้านนอกแบบนี้มีให้เห็นอยู่ทั่วไปหมด ถึงแม้มันจะขายได้แค่ต้นละหนึ่งเฟิน แต่ปริมาณของมันมีเยอะมหาศาล
ชาติที่แล้ว เพื่อจะพาลูกชายมีชีวิตรอดต่อไป เธอต้องกัดฟันสู้ชีวิตและกินความลำบากมามากเกินไป การได้กลับมาเกิดใหม่ครั้งนี้ พร้อมกับระบบที่สามารถเสกเงินจากวัชพืชได้ ทำให้หลินซูมีหลักประกันในชีวิต ชาตินี้อย่างน้อยเธอก็น่าจะใช้ชีวิตได้สบายและสุขสบายกว่าชาติที่แล้วเป็นแน่
ดงหญ้าเอ็นยืดที่ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นริมถนน ในสายตาของหลินซูตอนนี้ มันไม่ได้เป็นแค่วัชพืชไร้ค่า แต่มันคือธนบัตรใบละหนึ่งเฟินที่ปูพรมรอให้เธอเก็บเกี่ยว ดูเหมือนแค่ก้มตัวลงก็สามารถโกยเงินกลับบ้านได้แล้ว
เธอนั่งยองๆ ลงไปดึงมันมาอีกกำมือใหญ่ ขายให้ระบบแล้วได้เงินมาอีกหนึ่งเจี่ยวสองเฟิน หลังจากทดสอบจนแน่ใจว่าระบบสามารถเปลี่ยนหญ้าเป็นเงินได้จริงๆ หลินซูก็หยุดมือ ไม่ได้นั่งดึงหญ้าอยู่ตรงนี้ต่อ
เพราะตอนนี้... เธอมีเรื่องสำคัญคอขาดบาดตายที่ต้องรีบไปจัดการ
และเรื่องสำคัญที่ว่านี้ มันก็เกี่ยวพันกับไอ้สารเลวจู้เจิ้งเลี่ยงโดยตรง
จู้เจิ้งเลี่ยงเป็นยุวปัญญาชนจากในเมืองที่ถูกส่งตัวลงมาทำงานในชนบท เขาเพิ่งย้ายมาที่หมู่บ้านเสี่ยวเหอเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ด้วยความที่เป็นหนุ่มน้อยหน้ามน ผิวขาวสะอาด ท่าทางดูมีการศึกษาและสุภาพเรียบร้อย ทำให้หญิงสาวในหมู่บ้านที่ไม่เคยเห็นโลกกว้าง ต่างพากันหลงใหลและรู้สึกดีกับกลุ่มปัญญาชนเหล่านี้
หลินซูในชาติที่แล้วก็หนีไม่พ้นบ่วงเสน่ห์จอมปลอมนี้เช่นกัน เธอเผลอมีใจให้กับจู้เจิ้งเลี่ยงจนหน้ามืดตามัว
ในเหตุการณ์นัดพบกันครั้งหนึ่ง ทั้งคู่ถูกคนในหมู่บ้านมาเจอเข้า ทำให้ความสัมพันธ์อันคลุมเครือที่ซ่อนเร้นไว้ถูกเปิดโปงจนหมดเปลือก
และในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานนั้นเอง 'หลินเหมย' ลูกพี่ลูกน้องตัวดีของเธอก็กำลังยืนป่าวประกาศ ใส่สีตีไข่ พูดจาชี้นำให้ชาวบ้านเข้าใจผิดอยู่ที่หน้าประตูบ้าน ทำให้ชื่อเสียงของหลินซูในละแวกสิบลี้แปดลี้พังยับเยินไม่มีชิ้นดี
เรียกได้ว่าความทุกข์ระทมในช่วงครึ่งชีวิตหลังของชาติที่แล้ว ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากเหตุการณ์ในวันนี้
แต่ครั้งนี้เธอหนีออกมาจากป่าได้ทันเวลา ไม่ได้ปล่อยให้ชาวบ้านมาเจอเข้าในสภาพล่อแหลม หากไม่มีอะไรผิดพลาด ตอนนี้หลินเหมยคงกำลังยืนปั้นน้ำเป็นตัว ทำลายชื่อเสียงของเธออยู่ที่หน้าประตูบ้านตัวเองแน่ๆ!
[จบบท]