บทที่ 17: ฝันถึงจักรยานคันใหม่
“พ่อครับ พวกเรากลับมาแล้ว!”
เสียงตะโกนของพี่ชายคนที่สามดังก้องไปทั่วลานบ้าน ทะลุผ่านความเงียบสงบในยามเที่ยงวันซึ่งสมาชิกในครอบครัวกำลังหลบแดดพักผ่อนกันอยู่
สิ้นเสียงนั้น คนแรกที่กุลีกุจอออกมาต้อนรับคือพี่สะใภ้รองลู่หยินฮวาที่กำลังง่วนอยู่กับการเก็บกวาดในครัว เธอรีบเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนพร้อมรอยยิ้ม
“แม่ น้องสาม น้องเล็ก กลับมาถึงกันแล้วเหรอคะ”
“สวัสดีค่ะพี่สะใภ้รอง” หลินซูทักทายกลับตามมารยาท
“ฉันกะไว้แล้วเชียวว่าพวกเธอต้องกลับมาวันนี้ ข้าวในหม้อยังอุ่นอยู่เลย เดี๋ยวฉันไปยกมาให้นะ” ลู่หยินฮวาพูดจบก็ลอบชำเลืองมองสีหน้าของแม่สามีแวบหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าครัวไปอย่างรู้หน้าที่
ทางด้านพี่สะใภ้ใหญ่ก็ไม่ยอมน้อยหน้า เปิดประตูห้องออกมาพร้อมเหยือกน้ำเย็นฉ่ำ ปรี่เข้ามาดูแลอย่างรู้ใจ “แม่คะ ไปบ้านน้าหญิงรองมาเหนื่อยแย่เลย นั่งพักดื่มน้ำก่อนเถอะค่ะ”
หลิวเสี่ยวเอ๋อยิ้มรับการปรนนิบัติจากลูกสะใภ้ทั้งสองด้วยความพึงพอใจ ภาพความขยันขันแข็งของคนบ้านนี้ช่างต่างราวฟ้ากับเหวเมื่อเทียบกับหลี่หลานสะใภ้บ้านพี่สาว การมีตัวเปรียบเทียบทำให้เธอยิ่งตระหนักว่าลูกสะใภ้ของตนนั้นประเสริฐเพียงใด
“เอาเถอะ พวกเราไม่เป็นไรหรอก พวกหล่อนเหนื่อยงานมาก็ไปพักผ่อนเถอะ ไม่ต้องมาวุ่นวายกับเราหรอก แล้วเจ้าพวกตัวเล็กไปไหนกันหมดล่ะ”
“เด็ก ๆ หลับกลางวันกันหมดแล้วค่ะ”
ลู่หยินฮวาลำเลียงกับข้าวออกมาวางเรียงรายบนโต๊ะไม้เก่า ๆ กลางโถง แล้วนั่งสงบเสงี่ยมอยู่มุมหนึ่ง
เสียงรองเท้าลากพื้นดังตึกตักมาจากห้องนอน พ่อหลินหลินต้าซานเดินออกมาพร้อมอาการงัวเงีย อ้าปากหาวหวอดใหญ่ “เป็นไงบ้างแม่ เดินทางราบรื่นดีใช่ไหม”
หลิวเสี่ยวเอ๋อซดโจ๊กข้าวฟ่างอุ่น ๆ ลงคอเพื่อรองท้อง พลางบ่นอุบ “ราบรื่นน่ะราบรื่น แต่ฉันอาเจียนตลอดทางเลยน่ะสิ คนที่เมาบกรุนแรงอย่างฉันเหมาะจะเฝ้าบ้านมากกว่าจริง ๆ”
สำหรับเธอแล้ว ถ้าที่บ้านไม่อดอยากปากแห้ง ต่อให้อยู่แต่ในรั้วบ้านไปจนตายก็ยอม
หลินต้าซานหัวเราะร่า ก่อนสายตาจะปะทะเข้ากับกองสัมภาระมหึมากลางบ้าน “เดี๋ยวนะ... ทำไมซื้อเนื้อมาเยอะแยะขนาดนั้น แล้วกระสอบนั่นใส่อะไรมาอีกล่ะ”
คำถามของพ่อบ้านเรียกความสนใจจากทุกคนให้พุ่งเป้าไปที่กระสอบปริศนาใบนั้นทันที
หลิวเสี่ยวเอ๋อวางชามโจ๊ก ตบหน้าขาฉาดใหญ่เมื่อนึกขึ้นได้ “ตายจริง! สะใภ้ใหญ่ สะใภ้รอง รีบเอาเนื้อนั่นไปจัดการด่วนเลย ตากแดดมาตลอดทางขืนช้ากว่านี้จะเน่าเสียของเปล่า ๆ”
“ได้ค่ะแม่!” สองสะใภ้รับคำแข็งขัน
หลินซูที่เริ่มมีแรงหลังจากได้ข้าวลงท้อง เอ่ยเสริมขึ้นว่า “พี่สะใภ้ทั้งสองคะ ในกระสอบนั่นคือรากบัวนะ เลือกเอาข้อแก่ ๆ มาตุ๋นรวมกับขาหมูเลยนะคะ”
“จะตุ๋นหมดขาเลยเหรออาเล็ก” เหอไฉ่อวิ๋นอุทานพลางยกขาหมูขึ้นกะน้ำหนัก นี่มันหลายชั่งเลยนะ กินมื้อเดียวหมดเลยหรือ
“อื้ม ตุ๋นให้หมดเลยค่ะ ใช้หม้อเหล็กเบอร์สองใบเก่งของเรานั่นแหละ ใส่รากบัวลงไปเยอะ ๆ คืนนี้ทุกคนจะได้แทะเนื้อซดน้ำแกงกันให้ฉ่ำปอดไปเลย” หลินซูยืนยันหนักแน่น
กินเนื้อทั้งทีต้องกินให้สะใจ ไม่ใช่มานั่งเขี่ยเศษวิญญาณหมู
เหอไฉ่อวิ๋นหันไปมองหน้าแม่สามี เห็นนางก้มหน้าซดโจ๊กไม่ทักท้วงก็เข้าใจได้ทันทีว่าอนุญาต งานนี้แม่สามีดูจะตามใจน้องเล็กเป็นพิเศษจริง ๆ
เมื่อรู้เมนูมื้อเย็น หลินต้าซานก็ยิ้มแก้มปริ “พื้นที่ของหน่วยผลิตตระกูลติงเป็นดินเลน เหมาะกับปลูกบัวที่สุด แต่ละปีคงขุดได้เป็นตัน แถมส่วนใหญ่เป็นรากบัวแป้งเนื้อร่วนซุย เอามาตุ๋นน้ำแกงนี่คือสวรรค์ชัด ๆ”
“ใช่ค่ะพ่อ อร่อยมากจริง ๆ เสียดายบ้านเราอยู่ไกลไปหน่อย ไม่งั้นหนูคงไปขุดมาทำกับข้าวบ่อย ๆ” หลินซูบ่นเสียดาย
หลิวเสี่ยวเอ๋อค้อนขวับ “ถ้าอยู่ใกล้จนขุดกินได้ทุกวัน เดี๋ยวแกก็เบื่อ อะไรที่มากเกินไปมันก็เอียนทั้งนั้นแหละ”
ฝ่ายหลินกังที่แบกของหนักจนไหล่แทบทรุด รีบกวาดข้าวเข้าปากจนหมดชามแล้ววางตะเกียบ “คุยกันตามสบายนะ ผมขอตัวไปนอนเอาแรงก่อน ไหล่จะหลุดแล้ว”
หลินซูมองตามหลังพี่ชายที่เดินนวดไหล่โอดโอยเข้าห้องไป แล้วเปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย “หมู่บ้านเรานี่มันกันดารจริง ๆ นะพ่อ จะเข้าเมืองทีลำบากเลือดตาแทบกระเด็น รถโดยสารก็มีวันละรอบ...”
เธอบรรยายสรรพคุณความทรหดของการเบียดเสียดบนรถโดยสาร จนสุดท้ายก็วกเข้าสู่ประเด็นหลัก “ถ้าบ้านเรามีจักรยานสักคัน ชีวิตคงดีขึ้นเยอะเลย”
หลินต้าซานฟังลูกสาวบ่นเรื่องการเดินทางก็เพลินดีอยู่หรอก แต่พอได้ยินประโยคสุดท้ายเขาก็ถึงกับส่ายหน้า “ลูกรัก รู้ราคาจักรยานไหมว่าคันหนึ่งมันเท่าไหร่”
“รู้สิพ่อ ยี่ห้อหย่งจิ่วร้อยแปดสิบห้า ยี่ห้อเฟิ่งหวงสามร้อยยี่สิบ ส่วนเฟยเกอร้อยแปดสิบ สองยี่ห้อแรกต้องใช้ตั๋ว แต่เฟยเกอไม่ต้องใช้” ข้อมูลแน่นปึ้ก
หลินต้าซาน “...”
“เฮอะ!” หลิวเสี่ยวเอ๋อแค่นเสียง “ที่แท้เมื่อวานที่ร้องจะเข้าเมือง ก็เพื่อไปสืบราคาพวกนี้สินะ แม่จะบอกให้ ต่อให้ไม่ต้องใช้ตั๋ว บ้านเราก็ไม่มีเงินถุงเงินถังขนาดนั้นหรอก ถ้าอยากได้นักก็รีบหาผัวซะ ให้เขาเอาสินสอดสามหมุนหนึ่งเสียงมาประเคนให้ ก็ได้ครบหมดแล้ว”
“โธ่แม่... ผู้ชายที่มีปัญญาหาของพวกนั้นได้ ไม่ได้เดินสะดุดยอดหญ้าเจอกันง่าย ๆ นะ”
“ในเมื่อผู้ชายเกรดนั้นหายาก แล้วทำไมแกถึงปฏิเสธบ้านตระกูลเซี่ย พ่อหนุ่มเซี่ยชุนเหลยเขาก็ดีพร้อม ทำไมแกถึงไม่เอา” คนเป็นแม่ยังคงเสียดายเขยในฝันไม่หาย
“แม่ พอเถอะ เรื่องมันจบไปแล้วจะรื้อฟื้นหาอะไรคะ” หลินซูเริ่มเซ็ง
ทันใดนั้น หลินต้าซานก็พูดแทรกขึ้นมาลอย ๆ “เรื่องยังไม่จบหรอก เมื่อวานเจ้าหนุ่มชุนเหลยมาที่บ้าน พอรู้ว่าลูกไปบ้านน้า เขาก็บอกว่าอีกสองวันจะมาหาใหม่”
คิ้วเรียวของหลินซูขมวดมุ่น “พ่อไม่ได้ปฏิเสธเขาไปเหรอ”
หลินต้าซานยักไหล่ “เรื่องของหนุ่มสาว พวกแกไปเคลียร์กันเองให้ชัดเจนต่อหน้าดีกว่า พ่อไม่อยากยุ่ง”
“ก็ได้ค่ะ งั้นพ่อกับแม่คุยกันไปนะ หนูขอตัวไปงีบก่อน”
หลินซูหอบความหงุดหงิดพร้อมผ้าและไหมพรมกลับเข้าห้อง ทิ้งตัวลงนอนแผ่หลากลางเตียง เรียกดูยอดเงินในระบบที่หน้าต่างโฮโลแกรมปรากฏขึ้น ซื้อของไปชุดใหญ่เหลือเงินอยู่ 192.1 หยวน
ยอดเงินขนาดนี้สำหรับยุคนี้ถือว่ารวยใช้ได้ แต่หลินซูยังรู้สึกไม่ปลอดภัย ความกันดารของหมู่บ้านเสี่ยวเหอทำให้การใช้เงินยากลำบาก จะไปไหนทีก็แสนเข็ญ
ที่พูดเรื่องจักรยานเมื่อกี้ไม่ใช่แค่พูดเล่น เธออยากได้จริง ๆ ปัญหาคือจะหาข้ออ้างที่มาของเงินยังไงให้เนียน
กว่านโยบายปฏิรูปจะมาถึงชนบทอย่างที่นี่ก็ปาเข้าไปปี 81 ยังมีเวลาให้ดิ้นรนอีกตั้งสามปี ถ้าอยากรวยเร็วคงต้องหาทางล่องใต้ไปกอบโกยในช่วงแรกที่ประตูเมืองเปิด
คิดสะระตะไปมาจนเผลอหลับ ตื่นมาอีกทีตะวันก็คล้อยต่ำบอกเวลาประมาณสี่โมงเย็น
วันนี้โดดงานช่วงบ่าย จะให้ขึ้นเขาตอนนี้ก็คงเก็บสมุนไพรได้ไม่เท่าไหร่ เธอจึงลุกขึ้นมาวัดตัวตัดเสื้อด้วยผ้าที่ซื้อมา จัดการตัดผ้าสำหรับเสื้อแขนสั้นตัวเองสองตัวอย่างคล่องแคล่ว
ชาติก่อนสู้ชีวิตมาสารพัดรูปแบบ แค่ตัดเย็บเสื้อผ้าเรื่องจิ๊บจ๊อย เปลี่ยนจากจักรไฟฟ้ามาเป็นมือเปล่าก็ไม่ใช่ปัญหา
“ปัง ปัง ปัง”
“หลินซู! หลินซูอยู่ไหม!”
เสียงเคาะประตูพร้อมเสียงเรียกชื่อที่คุ้นหูทำเอาหลินซูหน้าตึง คนที่เธอไม่อยากเจอที่สุดโผล่มาจนได้
“มาทำไม? เวลานี้เขาทำงานกัน นายอู้งานมาหรือไง”
เปิดประตูออกไปก็เจอกับจูเจิ้งเลี่ยง สภาพมอมแมมเปื้อนโคลน ในมือหิ้วถังเหล็กที่มีเสียงน้ำกระฉอก
“ช่วงนี้เขาลอกนาเตรียมดำนา ฉันจับปลาไหลกับปลาหลดได้เยอะเลย รู้ว่าอาหลินชอบแกล้มเหล้า ก็เลยเอามาให้ถือว่าเป็นน้ำใจจากฉัน รับไว้เถอะ”
หลินซูมองลงไปในถัง ปลาไหลตัวลื่น ๆ ดิ้นยั้วเยี้ยอยู่ก้นถังไม่ถึงสองชั่งด้วยซ้ำ สายตาของเธอมองทะลุถึงเจตนาแฝงของอีกฝ่ายทันที
“รีบรับไปสิ เอากะละมังมาถ่ายใส่ ฉันจะได้รีบเอาถังกลับไปทำงาน” จูเจิ้งเลี่ยงเร่งยิก ๆ
หลินซูยืนกอดอกนิ่ง จมูกได้กลิ่นขาหมูตุ๋นรากบัวหอมฉุยลอยมาจากครัว อ๋อ... ที่แท้จมูกไวได้กลิ่นเนื้อนี่เอง ถึงได้ลงทุนเอาปลาไหลเน่า ๆ พวกนี้มาแลก
“พ่อฉันไม่ใช่ญาติฝ่ายไหนของนาย ไม่ต้องมาแสดงความกตัญญู หิ้วกลับไปซะ บ้านฉันถ้าอยากกิน พี่ชายฉันหาเองได้ ไม่ต้องพึ่งนาย”
ถ้าเป็นชาติที่แล้ว เธอคงซึ้งใจจนน้ำตาไหล รีบเชิญเขามากินข้าวเย็นประเคนให้อย่างดี แต่ชาตินี้... ฝันไปเถอะ! ปลาไหลราคาถูกจะมาแลกเนื้อขาหมู สมองไวเหลือเกินนะ
“หลินซู พี่ชายเธอจะหาได้ก็เรื่องของเขา แต่นี่คือน้ำใจของฉันที่มีต่ออาหลิน...”
“ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง!”
หลินซูหมดความอดทน ตวาดลั่นพร้อมตวัดเท้าเตะเปรี้ยงเข้าที่ถังเหล็กอย่างจัง
“เคร้ง! โครม!”
ถังเหล็กกลิ้งหลุน ๆ ตกลงไปในร่องระบายน้ำ ปลาไหลและปลาหลดเทกระจาดดิ้นพล่านไปทั่วพื้นโคลน
“ไสหัวไป! ฉันบอกแล้วไงว่าเจอหน้านายหนึ่งครั้งจะซัดหนึ่งที อย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก ไป๊!”
“เธอ...!”
จูเจิ้งเลี่ยงหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธและอับอาย มองปลาไหลที่เรี่ยราดบนพื้นด้วยสายตาอาฆาต นังผู้หญิงบ้านนอกคนนี้ ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ถ้าไม่ใช่เพราะต้องมาตกระกำลำบากที่นี่ เขาจะยอมก้มหัวให้เหรอ
“ปัง!” ประตูบ้านกระแทกปิดใส่หน้าอย่างไม่แยแส
หลินซูพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด ยังดีที่ชาวบ้านไปทำงานกันหมด ไม่งั้นคงได้เป็นขี้ปากชาวบ้านอีกแน่
หลังจากนั่งเย็บผ้าจนเสร็จ ประตูก็ถูกเคาะอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงเจี๊ยวจ๊าวของหลาน ๆ
“อาเล็ก! อาเล็กตื่นหรือยังครับ!”
รอยยิ้มกลับมาประดับบนหน้าหลินซูอีกครั้ง เธอเปิดประตูต้อนรับแก๊งเด็กน้อยที่หิ้วตะกร้าหญ้าหมูใบโตกลับมา
“เหนื่อยไหมเด็ก ๆ ทำไมไปเก็บหญ้าหมูไม่ปลุกอาล่ะ”
“ย่าสั่งห้ามกวนอาค่ะ ให้ท่านอาพักผ่อนเยอะ ๆ” หลินเสี่ยวซวงตอบเสียงใส
“โห! หอมจัง บ้านเราต้มเนื้อเหรอครับ กลิ่นหอมทะลุประตูเลย” หลินเสี่ยวจวินทำจมูกฟุดฟิด น้ำลายแทบหก
“แม่พวกเธอไม่ได้บอกเหรอว่าเราซื้อเนื้อกลับมา”
“ไม่บอกเลยครับ แม่ปิดปากเงียบกริบ”
“ฮ่า ๆ สงสัยกลัวบอกแล้วพวกเธอจะไม่มีสมาธิทำงาน เอาแต่ฝันถึงขาหมูแน่ ๆ เอ้า นี่รางวัลคนขยัน”
หลินซูควักลูกอมผลไม้ออกมาแจกหลาน ๆ “คนละห้าเม็ดนะ อย่ากินหมดล่ะ เก็บท้องไว้กินเนื้อตอนเย็นด้วย”
เด็ก ๆ รับลูกอมด้วยความดีใจ โดยเฉพาะเจ้าตัวเล็กที่แกะเข้าปากทันที
“ขอบคุณครับอาเล็ก อาเล็กใจดีที่สุดในโลกเลย!”
“ใจดีตรงไหนฮึ”
“ดีทุกตรงเลยครับ ไปข้างนอกก็ไม่ลืมซื้อขนมมาฝากพวกเรา”
หลินซูหัวเราะร่า ขยี้หัวหลานชายด้วยความเอ็นดู “ได้เลย อาจะพยายามหาเงินเยอะ ๆ คราวหน้าจะซื้อของอร่อยมาฝากอีก”
บรรยากาศมื้อเย็นเต็มไปด้วยความสุขและเสียงหัวเราะ ขาหมูตุ๋นรากบัวรสเลิศทำเอาทุกคนเจริญอาหาร
หลังมื้ออาหาร หลิวเสี่ยวเอ๋อก็แบมือทวงของสำคัญ
“อะไรคะแม่”
“ตั๋วเนื้อ!” นางกระดิกนิ้วยิก ๆ “บอกว่ามีตั๋วเนื้ออยู่ไม่ใช่เหรอ เงินส่วนตัวคงใช้เกลี้ยงแล้วสิ เอาตั๋วมาให้แม่เก็บไว้ เดี๋ยวแกก็เผลอใช้สุรุ่ยสุร่ายอีก”
หลินซูจำนนด้วยหลักฐาน จึงล้วงตั๋วเนื้อส่งให้แม่แต่โดยดี
หลิวเสี่ยวเอ๋อคว้าหมับ ส่งต่อให้ลูกชายคนโต “เจ้าใหญ่ ดูซิว่าตั๋วอะไร”
“พรืด!” หลินกังหลุดขำก๊าก ท่าทางแม่จะดูขึงขังแต่ตกม้าตายตอนอ่านหนังสือไม่ออกนี่แหละ
หลินเว่ยส่องตั๋วกับแสงตะเกียง “ตั๋วเนื้อสี่ขีดครับแม่ สามใบก็หนึ่งชั่งสองขีด”
“แม่คะ ให้หนูสอนหนังสือแม่เอาไหม” หลินซูเสนอไอเดีย
“ไม่ต้องเลย! ตั๋วนี้แม่ยึด” หลิวเสี่ยวเอ๋อตัดบทเขิน ๆ “มีตั๋วพวกนี้ ช่วงเกี่ยวข้าวจะได้ซื้อเนื้อมาบำรุงพวกแกได้ ส่วนแก... พรุ่งนี้กลับไปทำงานในนาได้แล้ว ฟืนที่บ้านมีพอ”
“แม่! ยึดตั๋วหนูแล้วยังจะไล่ไปทำงานอีกเหรอ พรุ่งนี้หนูขอไปเก็บหญ้าหมูแทนนะ!” หลินซูโวยวาย
ขืนไปทำงานในนา แผนการขุดสมบัติบนเขาก็พังหมดสิ
“แหม... หลินซู จะเลียนแบบพี่หรือไง อยากอู้งานก็พูดมา” หลินกังได้ทีขี่แพะไล่
“กินเนื้อที่ฉันซื้อไปแล้วยังจะปากดีอีกนะพี่สาม!”
“ซื้อมานิดหน่อยทำคุยโต!”
“งั้นคราวหน้าพี่อย่ากินของที่ฉันซื้อนะ!”
สงครามฝีปากพี่น้องเริ่มขึ้นและจบลงเหมือนทุกวัน โดยมีคนในบ้านมองเป็นเรื่องปกติ
วันรุ่งขึ้น หลินซูทำตามแผนสำเร็จ เธอหิ้วตะกร้าและจอบมุ่งหน้าขึ้นเขา ลัดเลาะเข้าสู่ป่าลึกเพื่อตามหาสมุนไพรล้ำค่า
ในยุคที่แพทย์แผนจีนถูกลดบทบาท หมู่บ้านห่างไกลอย่างที่นี่จึงกลายเป็นแหล่งขุมทรัพย์ทางธรรมชาติที่ยังไม่ถูกรบกวน
เดินไปได้ไม่ไกล สายตาของเธอก็สะดุดเข้ากับพุ่มไม้คุ้นตา
[ถู่ฝูหลิงตามธรรมชาติ สรรพคุณแก้พิษ ขจัดความชื้น บำรุงข้อต่อ รากมีมูลค่าห้าเจี่ยวต่อหนึ่งชั่ง]
ของดีในป่าลึกราคามันน่าคบหาจริง ๆ ถึงรากจะฝังลึกขุดยากหน่อย แต่เพื่อเงินแล้ว หลินซูสู้ตาย!
[จบบท]