บทที่ 4: สั่งสอนพี่สามจอมขี้เกียจ
“อาเล็กครับ อาเล็ก! วางไม้คานลงเถอะครับ เดี๋ยวผมช่วยหาบเอง!”
เสียงตะโกนเรียกอย่างกระตือรือร้นดังไล่หลังมา ทำให้หลินซูค่อยๆ ประคองไม้คานด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกมือก็หิ้วตะกร้าหวายที่อัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าซักสะอาด เธอค่อยๆ วางสัมภาระทั้งหมดลงกับพื้นดิน พลางสะบัดแขนไล่ความเมื่อยล้าที่เกาะกินกล้ามเนื้อมาตลอดทาง ไม่ทันไรเจ้าหลานชายตัวดีก็วิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าแล้ว
“แหะๆ อาเล็ก”
หลินตงฟายิ้มร่าจนตาหยี เขายัดเสื้อคลุมตัวนอกใส่อ้อมแขนของหลินซูอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้มลงคว้าไม้คานขึ้นมาพาดบ่าอย่างคล่องแคล่ว “อาเล็กถือแค่ตะกร้าเถอะครับ น้ำหนักพวกนี้เดี๋ยวผมจัดการเอง สบายมาก”
“แล้วปู่กับพ่อของเธอหายไปไหนเสียล่ะ” หลินซูเอ่ยถามพลางมองไปตามทางเดิน
“ปู่กับพ่อยังเดินอยู่ข้างหลังครับ ผมรีบวิ่งมาก่อน”
“เธอนี่จริงๆ เลยนะ” หลินซูส่ายหน้าพลางหัวเราะเบาๆ “ตอนทำงานล่ะชอบอู้นักเชียว แต่พอเลิกงานนี่ไวปานลิง ไม่ยอมเสียเวลาเลยแม้แต่วินาทีเดียว”
เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดสิบแปดปีเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต พลังงานในร่างกายจึงเหลือเฟือจนน่าตกใจ ทำงานตากแดดตากลมมาครึ่งค่อนวัน ยังมีแรงวิ่งกลับมาหาบน้ำได้หน้าตาเฉย ดูท่าทางเขาจะไม่รู้จักคำว่าเหนื่อยเลยสักนิด
หลินซูยกมือขึ้นนวดไหล่ตัวเองเบาๆ ก่อนจะออกเดินตามหลังหลานชายไป
หลินตงฟาคนนี้เป็นลูกชายคนโตของพี่ชายใหญ่หลินเว่ย ปีนี้อายุสิบเจ็ดปีเต็ม นิสัยซุกซนมาตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยก เรื่องเรียนไม่ต้องพูดถึง ผลการเรียนย่ำแย่จนน่าปวดหัว จบมัธยมต้นปุ๊บก็ตัดสินใจลาออกมาทำนาแลกแต้มช่วยที่บ้านทันที
ด้วยความที่อายุห่างจากหลินซูแค่สามปี อาหลานคู่นี้เลยคุยกันถูกคอ สนิทสนมกลมเกลียวกันมากกว่าญาติคนอื่นๆ
“โธ่อาเล็ก ผมแค่คิดว่าเลิกงานแล้วก็ต้องรีบกลับบ้านไปกินข้าวพักผ่อนสิครับ จะมาเดินเอ้อระเหยคุยไปเดินไปทำไม เสียเวลาจะตาย”
และก็เป็นจริงอย่างที่ปากเขาว่า หลินตงฟาหาบน้ำหนักอึ้งแต่กลับก้าวยาวๆ เดินลิ่วไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จนหลินซูต้องซอยเท้าวิ่งเหยาะๆ ตามหลังเขาให้ทัน
เมื่อทั้งคู่กลับมาถึงบ้าน ก็พบว่าพี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รองพาลูกๆ กลับมาถึงก่อนแล้ว หลานตัวน้อยสองคนกำลังนั่งเล่นดีดลูกหินกันอย่างสนุกสนานอยู่ที่ธรณีประตู ส่วนคนอื่นๆ ก็กระจายกันไปทำงาน บ้างก็ผสมอาหารหมู บ้างก็นั่งเด็ดผักเตรียมมื้อเย็น
ทว่าคนที่ดูจะว่างงานที่สุดในบ้าน เห็นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพี่ชายคนที่สาม ‘หลินกัง’ ที่กำลังนอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ สวมชุดทหารเก่าสีเขียวอ๋อยที่ไปสรรหามาจากไหนก็สุดจะรู้
ถึงเสื้อผ้าจะดูเก่าซอมซ่อ แต่ก็ไม่อาจบดบังความหน้าตาดีของเจ้าตัวได้ ผิวพรรณของเขาขาวสะอาดกว่าผู้ชายทำไร่ทำนาทั่วไป คิ้วโก่ง หางตาชี้ขึ้น เพียงแค่แรกเห็นก็ให้ความรู้สึกได้ทันทีว่าหมอนี่มันต้องเป็นคนเจ้าชู้ประตูดินและนิสัยไม่เอาถ่าน
ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น หลินกังคืออันธพาลจอมลอยชายประจำหมู่บ้านเสี่ยวเหอที่ใครๆ ต่างก็รู้จักกิตติศัพท์
ไวเท่าความคิด หลินซูยกเท้าขึ้นถีบขาของหลินกังที่พาดสบายใจเฉิบอยู่บนม้านั่งจนร่วงผล็อยลงมา
หลินกังที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข จู่ๆ ก็โดนประทุษร้ายจนสะดุ้งสุดตัว เขาดีดตัวขึ้นมาลืมตาโพลงจ้องมองด้วยความโมโห “นี่เธอ!”
หลินซูจ้องตากลับอย่างไม่เกรงกลัว “มานอนทำตัวเป็นคุณชายใหญ่อยู่ตรงนี้ได้ยังไง พี่เป็นผู้ชายอกสามศอกแท้ๆ แต่กลับมาถึงบ้านพร้อมพี่สะใภ้กับพวกผู้หญิง ไม่รู้สึกอายฟ้าดินบ้างหรือไง”
ระบบการทำงานในกองพลนั้น แรงงานผู้ชายเต็มตัวจะได้ค่าแรงวันละสิบแต้ม ส่วนผู้หญิงจะได้น้อยกว่า อยู่ที่ราวๆ หกถึงเจ็ดแต้มเท่านั้น
สาเหตุที่แต้มผู้หญิงน้อยกว่าก็เพราะแรงกายที่สู้ผู้ชายไม่ได้ และอีกเหตุผลสำคัญคือผู้หญิงมักจะได้เลิกงานก่อน เพื่อกลับมาดูแลบ้านช่องห้องหอ ทำกับข้าวกับปลา
ดังนั้น กฎกลายๆ ของกองพลคือให้ผู้หญิงและเด็กเลิกงานก่อน ส่วนผู้ชายต้องเลิกทีหลังสุด
แต่การที่หลินกังมานอนตีพุงอยู่ตรงนี้ แสดงว่าเขาต้องแอบเนียนอู้งานกลับมาพร้อมกับขบวนแม่บ้านอย่างแน่นอน
ในชาติก่อน ถึงแม้หลินกังจะขี้เกียจตัวเป็นขน แต่คนพรรค์นี้กลับหัวไวและปากหวานเป็นที่หนึ่ง เวลาอยู่นอกบ้านรู้จักพูดจาหว่านล้อมเอาใจคน พี่สะใภ้สามในอนาคตก็เป็นหนึ่งในเหยื่อที่โดนเขาไปหลอกล่อมาจากหมู่บ้านข้างๆ
ก่อนแต่งงานก็ป้อนคำหวานสารพัด แต่พอแต่งงานไปแล้วนับสิบปี หลินกังก็ยังคงเป็นที่พึ่งไม่ได้เหมือนเดิม ร้อนถึงพี่สะใภ้สามต้องก้มหน้าก้มตารับกรรมลำบากไปชั่วชีวิต
หลินกังนั่งนวดขาที่โดนถีบ หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ หันขวับมาด่าทันควัน “หลินซู! อยากตายนักใช่ไหม พ่อทำงานเสร็จแล้วทำไมจะกลับมาพักผ่อนไม่ได้ หัวหน้าเขายังไม่เห็นว่าอะไรเลย แล้วเธอเป็นใครมีสิทธิ์มาสั่งสอนฉัน!”
“ฉันจะเป็นใครพี่ไม่ต้องมารู้หรอก แต่เลิกพูดพล่ามไร้สาระแล้วรีบลุกขึ้นไปตักขี้หมูในเล้าให้เกลี้ยงเดี๋ยวนี้เลยนะ ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทน” หลินซูไม่พูดเปล่า เธอลากเก้าอี้ที่เขาเคยใช้วางขาเมื่อครู่มานั่งลงอย่างถือสิทธิ์ แล้วรินน้ำชาใส่แก้วยกขึ้นจิบอย่างใจเย็น
“ฝันกลางวันไปเถอะ! จะใช้ให้ฉันไปตักขี้หมูเรอะ มือเท้าเธอไม่มีหรือไง ก็ไปทำเองสิโว้ย” หลินกังกัดฟันกรอด ทำงานข้างนอกมาเหนื่อยๆ (ในความคิดเขา) ยังจะมาโดนจิกหัวใช้ทำงานบ้านอีก ฝันไปเถอะ
“ได้ งั้นถ้าถึงเวลาเชือดหมู พี่ก็อย่าเสนอหน้ามากินเนื้อก็แล้วกัน”
“เธอที่เป็นแค่ตัวล้างผลาญเงินยังกินได้เลย แล้วทำไมคนอย่างฉันจะกินไม่ได้!” ความโมโหทำให้หลินกังหลุดปากพูดคำต้องห้ามออกมา
“เมื่อกี้พี่ว่าใครเป็นตัวล้างผลาญเงินนะ!”
หลินซูผุดลุกขึ้นยืนทันที คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่น สิ่งที่เธอเกลียดเข้ากระดูกดำที่สุดคือค่านิยมที่เห็นผู้ชายดีกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะกับไอ้พี่ชายจอมขี้เกียจคนนี้ ชาติที่แล้วเธอก็เคยฟาดปากกับเขามานับครั้งไม่ถ้วน
คนดีแต่ปาก งานการไม่ทำ มันน่าโมโหนัก
“ก็ว่าเธอนั่นแหละ จะใครซะอีก!” หลินกังยังคงปากดีสู้เสือ
“ฉันว่าพี่คงอยากจะโดนดีสักทีแล้วมั้ง!” หลินซูโกรธจนเลือดขึ้นหน้า คว้าไม้กวาดที่วางพิงอยู่หลังประตูขึ้นมาเงื้อสุดแขน เตรียมจะฟาดสั่งสอนพี่ชายปากเสีย
หลินซูเป็นคนแรงเยอะมาตั้งแต่เด็ก การวิวาทกับหลินกังเป็นเรื่องปกติในบ้าน พอหลินกังเห็นท่วงท่าการจับอาวุธของน้องสาว เขาก็รู้ชะตากรรมทันที รีบกระโดดแผล็วจากเก้าอี้เอน แล้วใส่เกียร์หมาวิ่งหนีออกไปทางประตูอย่างไม่คิดชีวิต
สุภาษิตว่าไว้ รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี อย่าไปสู้กับผู้หญิงบ้าเลือดเลย
ปลายไม้กวาดของหลินซูตวัดผ่านแผ่นหลังเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ไม่โดนแม้แต่ชายเสื้อ ทำเอาเธอเจ็บใจจนต้องเท้าเอวตะโกนด่าไล่หลัง “ไอ้กระจอกเอ๊ย! แน่จริงก็อย่าหนีสิ!”
หลินกังวิ่งหน้าตั้งสวนกับพ่อหลิน พี่ใหญ่หลินเว่ย และพี่รองหลินกวงที่เพิ่งเดินกลับมาถึงหน้าบ้านพอดี
“ไอ้สาม! วิ่งเร็วปานพายุขนาดนี้ ผีตัวไหนไล่กวดแกมารึไง” พ่อหลินเห็นสภาพลูกชายคนเล็กที่ดูไม่ได้เรื่องได้ราวก็ส่ายหน้าอย่างระอาใจ
“ตาเฒ่าพูดถูกเป๊ะเลย! ข้างหลังน่ะมีผีสาวหน้ายักษ์กำลังไล่กวดมา!”
ทิ้งท้ายไว้แค่นั้น หลินกังก็ไม่สนใจเสียงโวยวายของหลินซูที่ดังตามมา เขาโกยอ้าววิ่งหนีออกไปจนถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน แล้วทิ้งตัวลงนั่งหอบใต้ต้นสนใหญ่
เวลานี้ชาวบ้านต่างกลับไปกินข้าวพักผ่อนกันหมด ใต้ต้นไม้ใหญ่จึงเงียบสงบ ลมทิศใต้พัดโชยมาเย็นสบาย พิงโคนต้นไม้ได้สักพัก ความง่วงก็เริ่มเข้าครอบงำเจ้าคนขี้เกียจอีกครั้ง
ตัดภาพมาที่ในบ้าน พ่อหลินและพี่ชายทั้งสองเดินเข้ามาเห็นหลินซูยืนถือไม้กวาดค้างอยู่ในท่าเตรียมรบ
พี่ใหญ่และพี่รองกลั้นขำจนไหล่สั่น ส่วนพ่อหลินเห็นท่าทางลูกสาวก็ทำเสียงฮึดฮัดในลำคอ “แกนี่นะ เป็นสาวเป็นนางแท้ๆ ทำไมอยู่กับเจ้าสามทีไรต้องตีกันบ้านแตกทุกที ลืมไปแล้วรึว่านั่นพี่ชายแก โตจนจะออกเรือนได้แล้ว หัดไว้หน้าพี่มันบ้าง”
“หน้าตาน่ะคนอื่นเขาหยิบยื่นให้ไม่ได้หรอกพ่อ มันต้องสร้างขึ้นมาเอง พี่สามวันๆ เอาแต่อู้งานเอาเปรียบคนอื่น หนูว่าเขานั่นแหละสมควรโดนตีให้เข็ด”
หลินซูวางไม้กวาดลงที่เดิม เธอรู้ดีว่าคนเป็นพ่อแม่เวลาเห็นลูกตีกันมักจะวางตัวเป็นกลางแบบขอไปที ด่ากราดทั้งสองฝ่ายเพื่อยุติปัญหา เธอจึงไม่ได้เก็บคำบ่นของพ่อมาใส่ใจ
ทว่า... สำหรับคนอื่น อาจจะแค่ไม่เจอหน้าหลินซูเมื่อตอนเช้า แต่สำหรับเธอแล้ว นี่คือการได้กลับมาเห็นหน้าพ่อบังเกิดเกล้าอีกครั้งในรอบกว่ายี่สิบปี
ภาพของพ่อที่ยืนตัวเป็นๆ อยู่ตรงหน้า ทำเอาหลินซูรู้สึกแสบจมูกขึ้นมาดื้อๆ ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวจนแดงระเรื่อ พ่อหลินเห็นลูกสาวน้ำตาคลอก็นึกว่าตัวเองดุแรงไปจนลูกน้อยใจ จึงได้แต่ถอนหายใจเงียบๆ แล้วเลิกบ่นไปเอง
ส่วนหลินเว่ยกับหลินกวงต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับน้องสาวในใจ คำพูดของหลินซูถูกต้องทุกอย่าง เจ้าสามมันน่าโดนสักป้าบจริงๆ
พอถึงช่วงบ่าย เสียงสัญญาณเริ่มงานดังขึ้น ผู้ชายในหมู่บ้านพากันต้อนควายไปไถนาเตรียมพื้นที่สำหรับดำนา ส่วนพวกผู้หญิงก็แยกย้ายไปพรวนดินปลูกข้าวโพด
แต่สำหรับหลินซู รอบบ่ายนี้เธอใช้เล่ห์เหลี่ยมเล็กน้อยไปของาน ‘เลี้ยงวัว’ มาจากนักบัญชีประจำกองพล ซึ่งปกตินี่ไม่ใช่งานที่ผู้ใหญ่วัยแรงงานอย่างเธอควรจะทำ
หลินซูอ้างหน้าตายว่าเมื่อเช้าเดินซุ่มซ่ามตกลงไปในหลุมน้ำจนจับไข้ ร่างกายอ่อนแอวิงเวียนศีรษะ จึงขอทำงานเบาๆ สักวัน
ปกติงานเลี้ยงควายจะเป็นหน้าที่ของพวกเด็กโตในหมู่บ้าน แต่ช่วงนี้เป็นหน้าไถหว่าน วัวควายส่วนใหญ่ถูกเกณฑ์ไปใช้งานหนักกันหมด เหลือแค่ลูกวัวตัวเล็กๆ ไม่กี่ตัวที่ต้องใช้คนพาไปกินหญ้า
ตำแหน่งงานเลี้ยงวัวที่น้อยอยู่แล้ว กลับถูกผู้ใหญ่อย่างหลินซูมาแย่งโควตาไปอีกหนึ่งที่ งานนี้ทำเอาพวกเด็กๆ ในหมู่บ้านจ้องหน้าเธอกันตาเขียวปั๊ด
แต่หลินซูหาได้แคร์สายตาอาฆาตเหล่านั้นไม่ ทำเป็นมองไม่เห็นความโกรธเกรี้ยวของพวกเด็กน้อยเสียดื้อๆ โบราณว่าคนแก่ยิ่งอยู่ยิ่งเหมือนเด็ก ชาติก่อนเธออายุตั้งหกสิบกว่า ก็ถือว่าเป็นคนแก่ใจเด็ก พอข้ามภพย้อนเวลากลับมาไม่กี่ชั่วโมง ปัดเศษอายุขึ้นๆ ลงๆ ดูแล้ว... เธอก็ถือว่าเป็น ‘เด็ก’ ที่ต้องการการดูแลทะนุถนอมเหมือนกันนั่นแหละน่า!
[จบบท]