บทที่ 46: ฤทธิ์น้ำเมา
กลิ่นหอมของอาหารลอยอบอวลไปทั่วทั้งห้องโถง หลินซูประคองจานผัดผักที่ส่งกลิ่นหอมฉุยเป็นจานสุดท้ายวางลงบนโต๊ะอาหารอย่างเบามือ สีเขียวสดของผักตัดกับสีสันจัดจ้านของอาหารจานอื่นทำให้โต๊ะอาหารมื้อนี้ดูสมบูรณ์แบบราวกับภัตตาคารหรู แต่สิ่งที่เธอคาดไม่ถึงก็คือ แก้วใบเล็กใส่น้ำสีใสที่วางรออยู่ที่นั่งของเธอ
“น้องหลินซู วันนี้พวกเราคงต้องรบกวนเธอแย่เลย ดูสิ อาหารแต่ละอย่างที่เธอทำมันสุดยอดจริงๆ ทั้งหน้าตา กลิ่น แล้วก็รสชาติ มาๆ รีบนั่งลงเร็วเข้า มาดื่มกับพวกเราสักแก้วเถอะ”
หลี่หยวนเฉาผู้มีอัธยาศัยดีรีบกุลีกุจอเลื่อนเก้าอี้ไม้ตัวเก่าให้เธอด้วยท่าทางกระตือรือร้น
หลินซูทรุดตัวลงนั่ง พลางจ้องมองแก้วเหล้าตรงหน้าด้วยแววตาลำบากใจ กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ที่ลอยมาแตะจมูกทำให้เธอต้องย่นจมูกเล็กน้อย
“นี่เหล้าขาวเหรอคะพี่หยวนเฉา ฉันดื่มไม่เป็นหรอกค่ะ”
กู้จิ๋วที่นั่งอยู่ข้างๆ ไม่รอช้า เขาเอื้อมมือไปตักน้ำซุปกระเพาะหมูตุ๋นหอยกาบที่กำลังส่งควันฉุยใส่ถ้วยให้เธอ พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ไอ้เหล้านี่หยวนเฉามันหิ้วมาจากบ้าน เป็นเหล้าข้าวหมักที่แม่มันหมักเอง สูตรลับประจำตระกูลเลยนะ ดีกรีไม่แรง แถมยังมีรสหวานติดปลายลิ้น เธอลองชิมดูหน่อยเถอะ”
“ใช่ครับน้องหลินซู ดีกรีต่ำมาก เป็นเหล้าธัญพืชหมักธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ ดื่มให้ตายก็ไม่ปวดหัวแถมดีต่อสุขภาพด้วย”
หลี่หยวนเฉายิ้มกว้างจนตาหยี นี่นับเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่กู้จิ๋วเอ่ยปากชมเหล้าบ้านเขา ปกติพ่อหนุ่มปากร้ายคนนี้มีแต่จะค่อนขอดว่าเหล้าบ้านเขาจืดชืดเหมือนน้ำล้างเท้า
หลินซูถอนหายใจเบาๆ ชีวิตที่ผ่านมาไม่ว่าจะโลกก่อนหรือโลกนี้ เธอเรียนรู้สารพัดวิชาเอาตัวรอดได้หมด ยกเว้นเรื่องดื่มเหล้านี่แหละที่เป็นจุดอ่อน แต่เมื่อเห็นสายตาคาดหวังของทุกคน เธอจึงจำใจยกแก้วขึ้นจิบ พอดื่มไปได้หนึ่งรอบ ความร้อนวูบวาบก็เริ่มแผ่ซ่านจากท้องน้อยขึ้นสู่ใบหน้าทันที
“น้องหลินซู ฝีมือผัดผักของเธอนี่มันระดับเทพชัดๆ โดยเฉพาะเจ้าหอยหินนี่ รสชาติมันเหลือเชื่อมาก ฉันเพิ่งรู้ว่าเอาหอยหินมาแกงรวมกับไก่แล้วมันจะเข้ากันได้ดีขนาดนี้”
ถังเจี้ยนจวินเคี้ยวอาหารตุ้ยๆ เอ่ยชมไม่ขาดปาก รสชาติกลมกล่อมของอาหารทำให้เขาลืมความเหนื่อยล้าจากการทำงานไปจนหมดสิ้น
น้ำแกงจากไก่บ้านเนื้อแน่นซึมเข้าไปในตัวหอยหินทุกอณู สำหรับคนที่หลงใหลการดูดหอย การได้ลิ้มรสชาติที่เข้มข้นแบบนี้มันคือสวรรค์บนดินชัดๆ ส่วนเนื้อกระต่ายก็ตุ๋นจนเปื่อยนุ่มละลายในปาก รสชาติเผ็ดร้อนจัดจ้านยิ่งกว่าร้านอาหารรัฐวิสาหกิจเสียอีก ยิ่งได้ซดซุปกระเพาะหมูร้อนๆ ตามเข้าไป รสสัมผัสที่กลมกล่อมคล่องคอก็ทำให้รู้สึกสบายตัวเหมือนได้ขึ้นสวรรค์
“ไอ้กระเพาะหมูนี่ปกติบ้านฉันเอาแต่ผัด เหนียวจนเคี้ยวฟันแทบหลุด ไม่ยักรู้ว่าเอามาตุ๋นแล้วจะนุ่มขนาดนี้ ฝีมือเธอนี่หาตัวจับยากจริงๆ” หลี่หยวนเฉายังคงสรรเสริญไม่หยุด
แม้แต่ผัดผักกาดหอมจานง่ายๆ ก็ยังคงความกรอบและสีเขียวสดใสน่ารับประทาน
สวี่หมิงที่ก้มหน้าก้มตากินจนปากมันแผลบ เงยหน้าขึ้นมาพูดทั้งที่ข้าวเต็มปาก “เอาไว้คราวหน้าถ้าพวกเราหาของดีๆ มาได้อีก จะเชิญเธอมาเป็นแม่ครัวหัวป่าก์ให้อีกนะ”
“เฮ้ยๆ พอเลย” กู้จิ๋วรีบแย้งขึ้นมาทันควัน แววตาฉายแววปกป้อง “นี่พวกนายกะจะหลอกใช้สหายหลินซูเป็นแรงงานฟรีหรือไง วันหลังอยากกินก็หัดทำกันเองบ้าง”
อีกไม่กี่เดือนก็จะเข้าหน้าร้อนแล้ว ใครเป็นคนยืนหน้าเตาไฟร้อนๆ ก็ย่อมรู้ซึ้งถึงความทรมานนั้นดี เขาไม่อยากให้เธอต้องมาลำบากเพราะความตะกละของเพื่อนฝูง
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่ขยับมือนิดหน่อยเอง เอาเป็นว่าตกลงตามนี้นะคะ มีโอกาสดีๆ ค่อยมารวมตัวกันใหม่” หลินซูส่งยิ้มหวานให้กู้จิ๋ว รอยยิ้มนั้นทำเอาหัวใจของชายหนุ่มกระตุกวูบ
เจ้าเด็กหนุ่มปากร้ายคนนี้ ที่แท้ก็รู้จักห่วงใยคนอื่นเป็นเหมือนกันนะเนี่ย
เหล้าแก้วแรกผ่านไป แก้มใสของหลินซูก็เริ่มขึ้นสีระเรื่อ พอแก้วที่สองตามเข้าไป โลกทั้งใบก็เริ่มหมุนติ้ว สวี่หมิงเห็นท่าทางน่าเอ็นดูของเธอก็นึกสนุก รินแก้วที่สามเติมให้จนปริ่ม
หลินซูรีบยกมือปิดปากแก้ว “พอเถอะค่ะพี่สวี่ ฉันคออ่อนจริงๆ ขืนดื่มอีกแก้ว คืนนี้คงได้ลงไปนอนนับขาโต๊ะแน่ๆ”
“น่าๆ นี่มันแค่เหล้าข้าวเหนียวหวานๆ เอง เมาก็แค่นอนตื่นเดียวก็สร่างแล้ว” สวี่หมิงไม่ฟังคำทัดทาน รินเหล้าลงไปจนล้น
หลินซูยกมือกุมขมับที่เริ่มเต้นตุบๆ เธอเกลียดวัฒนธรรมการคะยั้นคะยอในวงเหล้าที่สุด
“เมาแล้วเหรอ” กู้จิ๋วเอียงคอถาม น้ำเสียงเจือความขบขัน
หลินซูปรือตามองเขา สายตาฉ่ำเยิ้มด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ “คุณคิดว่าไงล่ะคะ”
ให้ตายสิ! กู้จิ๋วลอบสบถในใจ ดวงตาคู่สวยที่มองมาอย่างยั่วยวนโดยไม่ตั้งใจนั้น มันเหมือนจิ้งจอกสาวเจ้าเสน่ห์ที่กำลังร่ายมนตร์ใส่เขา ชั่วขณะนั้นเขารู้สึกเหมือนกระดูกในร่างกำลังจะละลาย
“พี่หลินซูคะ ดื่มเหล้ามันต้องใจถึงหน่อยสิ มาค่ะ ฉันยังไม่ได้ดื่มให้พี่เลย เพื่อขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้ ฉันขอดื่มคารวะพี่หนึ่งแก้ว!”
สวี่ถิงที่นั่งเงียบมานานจู่ๆ ก็ลุกขึ้นยืนชูแก้วเหล้า แววตาของเธอฉายแววแข่งขันลึกๆ
“นั่นไง น้องสาวฉันปกติไม่แตะเหล้าเลยนะ วันนี้ยอมดื่มให้เธอ เธอต้องไว้หน้าน้องมันหน่อยแล้วล่ะ” สวี่หมิงรีบผสมโรง
หลินซูถอนหายใจยาว พยายามรวบรวมสติที่เหลืออยู่น้อยนิด “ฉันดื่มไม่เก่งจริงๆ ค่ะ งั้นขอแก้วสุดท้ายนะคะ ถ้าดื่มแก้วนี้แล้วพวกคุณยังจะมอมฉันอีก ฉันไม่ยอมแล้วนะ”
พูดจบเธอก็ชนแก้วกับสวี่ถิงแล้วกระดกเหล้ารวดเดียวหมด
รสหวานปะแล่มที่ปลายลิ้นช่างหลอกลวง เพราะความร้อนแรงที่ตามมานั้นเล่นเอาเธอแทบทรุด พอเหล้าแก้วที่สามลงท้อง หลินซูก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นตุ๊กตาล้มลุกที่พร้อมจะเอนไปทุกทิศทาง ต้องรีบเอนหลังพิงพนักเก้าอี้เพื่อทรงตัว
“กินน้ำแกงแก้เมาหน่อย” กู้จิ๋วตักซุปขึ้นมาเป่าเบาๆ แล้วป้อนเธออย่างอ่อนโยน
หลี่หยวนเฉามองภาพนั้นแล้วเดาะลิ้นแซว “จุ๊ๆ ดูท่าทางน้องหลินซูจะเมาจริงจังแฮะ”
กู้จิ๋วตวัดสายตาดุใส่เพื่อน “พอได้แล้ว ให้เธอพักก่อน” ขืนดื่มต่อมีหวังได้อ้วกแตกแน่
“อ้าว เฮ้ย! ยัยน้องตัวดี ทำไมซดเหล้ายังกะน้ำเปล่าแบบนั้น” สวี่หมิงร้องเสียงหลงเมื่อหันไปเห็นน้องสาวตัวเองกระดกเหล้าเข้าปากไปสองแก้วรวด
“อย่ามายุ่งน่า!” สวี่ถิงสะบัดมือพี่ชายทิ้ง ฤทธิ์เหล้าทำให้เธอเริ่มงอแง เธอเองก็จะเมาเหมือนกัน เธออยากให้พี่เก้ามาป้อนน้ำแกงให้เธอบ้าง เธออยากได้รับความสนใจแบบนั้นบ้าง
“เป็นบ้าอะไรเนี่ย หรือว่าเมาแล้วอีกคน” สวี่หมิงมองหน้าน้องสาวที่เริ่มตาขวาง
“เมาจริงด้วย!” หลี่หยวนเฉารีบตักน้ำแกงใส่ถ้วยส่งให้ “พี่หมิง รีบป้อนซุปน้องถิงหน่อย หาอะไรลงท้องจะได้สร่างไวๆ”
สวี่ถิงมองค้อนหลี่หยวนเฉาตาเขียวปั๊ด โทษฐานที่มาขัดลาภ แต่ด้วยความเมา สายตาพิฆาตนั้นเลยกลายเป็นสายตาหวานเชื่อมจนหลี่หยวนเฉาถึงกับหลุดขำ
หลินซูที่สติเริ่มหลุดลอยรู้สึกหนังตาหนักอึ้ง เห็นพวกผู้ชายยังคุยกันไม่หยุดจึงเอ่ยตัดบท “พวกคุณคุยกันไปเถอะ ฉันไม่ไหวแล้ว ขอตัวกลับก่อน”
“จะกลับไปไหน” สวี่หมิงถามเสียงหลง
“ก็กลับบ้านพักรับรองสิ” หลินซูตอบเสียงอ้อแอ้ จะให้เธอปั่นจักรยานกลับหมู่บ้านตอนนี้คงได้ลงข้างทางแน่
“บ้านพักรับรองอันตรายจะตาย ยิ่งเมาแอ๋แบบนี้ เกิดหลับเป็นตายแล้วมีไอ้บ้ากามงัดห้องเข้าไปจะทำยังไง” สวี่หมิงแย้งด้วยความเป็นห่วง
หลินซูโบกมือหยอยๆ “ไม่ต้องห่วง ถ้าใครกล้าแหยมเข้ามา แม่จะเตะให้กลิ้งร้องหาแม่ไม่ทันเลยคอยดู”
“พรืด!”
เหล่าชายหนุ่มถึงกับสำลักขำ สภาพนั่งยังจะไม่ตรงยังจะมีหน้ามาคุยโต
“เอาอย่างงี้ คืนนี้เธอนอนที่บ้านกู้จิ๋วนี่แหละ ห้องหับก็เยอะแยะ จะไปนอนบ้านพักรับรองให้เสี่ยงทำไม” สวี่หมิงเสนอทางออกที่ปลอดภัยที่สุด
“ได้ นอนที่นี่แหละ” กู้จิ๋วรับคำสั้นๆ
“ฉันก็เมา! ฉันก็จะนอนบ้านพี่เก้าเหมือนกัน!” สวี่ถิงชูมือประท้วงเสียงดัง
“เด็กโง่ เดี๋ยวพี่พาไปจัดการเอง” สวี่หมิงลูบหัวน้องสาวอย่างเอ็นดูระคนขบขัน
“ไม่เอา! อย่ามาขัดใจนะ คืนนี้ฉันจะนอนกับพี่เก้า”
“เออๆ นอนก็นอน” กู้จิ๋วพยักหน้าส่งๆ
พอได้ยินดังนั้น สวี่ถิงก็ยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะ แต่ยังไม่ทันจะจบงานเลี้ยง เธอก็ฟุบหลับไปกับโต๊ะเสียก่อน สุดท้ายสวี่หมิงต้องแบกน้องสาวขึ้นหลังพากลับบ้านไป
เมื่อส่งแขกทุกคนกลับไปจนหมด ความเงียบก็เข้าปกคลุมบ้าน กู้จิ๋วถอนหายใจยาวเหยียดมองซากอารยธรรมบนโต๊ะ ก่อนจะเดินอ้อมไปหาหลินซูที่นั่งหลับคอพับอยู่ เขาโน้มตัวลงไปใช้นิ้วจิ้มแก้มป่องๆ ของเธอเล่น
“คืนนี้จะนอนกับฉันไหม”
“ฝันไปเถอะ พรุ่งนี้ฉันจะฆ่านายหมกป่า” หลินซูปัดมือเขาออกทั้งที่ตายังปิดสนิท
“โห ยังไม่หลับนี่หว่า” กู้จิ๋วนวดมือตัวเองที่โดนตบ เมาแล้วดุอย่างกับแม่เสือสาว “ลุกไหวไหม เดี๋ยวฉันพยุงไปนอนห้องฉัน”
หลินซูลืมตาปรือๆ พยายามโฟกัสภาพตรงหน้า “ฉัน-ไม่-นอน-กับ-นาย”
“เหอะ! ก็ได้ ไม่นอนก็ไม่นอน ฉันจะเสียสละเตียงนุ่มๆ ของฉันให้เธอ ส่วนฉันจะระเห็จไปนอนห้องรับรองเอง”
ถ้าไม่ใช่เพราะห้องรับรองฝุ่นจับเขรอะจนไม่กล้าให้แขกนอน เขาคงไม่ยอมแลกห้องง่ายๆ หรอก
แม้ปากจะเถียงฉอดๆ แต่ร่างกายของหลินซูกลับทรยศ ขาแข้งอ่อนแรงจนยืนไม่อยู่ กู้จิ๋วต้องรีบเข้าไปประคองร่างนุ่มนิ่มนั้นพาเดินไปทางห้องนอน ปากก็บ่นงึมงำ
“ทำไมตัวหนักอย่างนี้เนี่ย เห็นผอมๆ นึกว่าจะมีแต่กระดูก ที่ไหนได้ซ่อนรูปชะมัด”
“ผู้ชายเป็นเหมือนกันหมดเลยหรือไง ชอบฉวยโอกาสด้วยคำพูดเนี่ย” หลินซูซบหน้าลงกับอกแกร่ง กลิ่นสบู่จางๆ ผสมกลิ่นเหล้าบนตัวเขาทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ
กู้จิ๋วกระตุกยิ้มมุมปาก “ยัยตัวแสบ เธอรู้ไหมว่าเวลาผู้ชายเขาฉวยโอกาสทางคำพูดน่ะ เขาทำกันยังไง”
หลินซูมองไม่เห็นหน้าเขา จึงได้แต่ทำเสียงฮึดฮัด “ทำไงล่ะ นายจะสอนฉันเหรอ หรือว่า... หลงเสน่ห์ฉันเข้าแล้ว”
ความทรงจำตอนที่เขาช่วยเธอขึ้นจากน้ำแล้วฉวยโอกาสจับนู่นจับนี่แวบเข้ามาในหัว หลินซูเลยแกล้งหยิกเอวสอบของเขาไปเต็มแรง
“ซี๊ด! ยัยบ้านี่! กล้าทำร้ายร่างกายฉันเหรอ”
กู้จิ๋วเปิดประตูห้องนอน แสงไฟสลัวเผยให้เห็นเตียงนอนกว้าง เขาปล่อยมือจากเอวเธอมาลูบบริเวณที่โดนหยิก ความเจ็บปวดเล็กน้อยกลับกระตุ้นกระแสไฟฟ้าบางอย่างให้แล่นพล่านไปทั่วร่าง
หลินซูหัวเราะคิกคักอย่างคนเมา “คำพูดนายมันชวนให้คิดลึกนี่นา”
“คิดลึกแบบไหน ไหนลองบอกหมอซิ”
ไวเท่าความคิด กู้จิ๋วรวบเอวบางดึงร่างเล็กเข้ามาแนบชิดจนแทบไม่มีช่องว่าง
ความร้อนจากร่างกายของกันและกันส่งผ่านเสื้อผ้าบางเบา หลินซูตัวแข็งทื่อ สมองที่มึนงงอยู่แล้วเหมือนจะหยุดทำงานไปชั่วขณะ เธอพยายามดิ้นขลุกขลัก “ปล่อยนะ...”
แทนที่จะปล่อย กู้จิ๋วกลับยกมือขึ้นประคองใบหน้าหวานที่แดงระเรื่อด้วยฤทธิ์สุรา ปลายนิ้วโป้งไล้ไปตามกรอบหน้า ก่อนจะมาหยุดคลึงเบาๆ ที่ริมฝีปากอิ่มสีสด ดวงตาคมกริบของเขาฉายแววปรารถนาที่ปิดไม่มิด
“ปีศาจน้อย... เธอนี่มันน่าจับกินจริงๆ”
หลินซูขมวดคิ้วเล็กน้อย กลิ่นลมหายใจร้อนผ่าวของเขาที่รดรินใบหน้าทำให้หัวใจเธอเต้นแรงจนแทบกระดอนออกมา สัญชาตญาณเตือนภัยกรีดร้องว่าอันตราย แต่ลึกๆ ในใจที่แห้งแล้งมานานกลับโหยหาสัมผัสนี้อย่างน่าละอาย
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหล้าพาไป หรือความเหงาที่สะสมมานานหลายสิบปี ตอนนี้เธอรู้แค่ว่าผู้ชายตรงหน้านั้นช่างดูดีเหลือเกิน
ภายใต้แสงไฟนวลตา ยิ่งพิศมองก็ยิ่งหลงใหล กู้จิ๋วมองริมฝีปากที่เผยอขึ้นเล็กน้อยอย่างเชิญชวน ลมหายใจของเขาเริ่มหอบสะท้าน
“โอ๊ย! นาย...”
ความเจ็บปวดแล่นแปลบที่ริมฝีปาก เมื่อเขาฝังรอยเขี้ยวลงมาอย่างแรง ความเจ็บปวดนั้นเหมือนถังน้ำเย็นจัดที่สาดโครมลงมาปลุกสติ หลินซูเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ จ้องมองหน้าเขาอย่างไม่เชื่อสายตา
ใบหน้าของกู้จิ๋วแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู เส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบๆ เขาผลักร่างบางลงบนเตียงอย่างแรงราวกับต้องมนตร์สะกดแล้วเพิ่งได้สติ
“นอนซะ!”
สิ้นเสียงตะคอก เขาก็หมุนตัวเดินจ้ำอ้าวออกจากห้องไป พร้อมกระแทกประตูปิดตามหลังเสียงดังสนั่น
ปัง!
เสียงประตูปิดปลุกให้หลินซูตื่นเต็มตา เธอยกนิ้วแตะริมฝีปากที่บวมเจ่อ มีรสเค็มปร่าของเลือดจางๆ เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเสียดายระคนเจ็บใจ
ให้ตายเถอะ! จูบแรกของชาตินี้... โดนขโมยไปซะแล้ว!
[จบบท]