บทที่ 49: สัญญาณอันตรายจากยอดเขา
หลังจากใช้เวลาทั้งวันไปกับการปีนป่ายและออกแรงเหวี่ยงจอบขุดสมุนไพรจนกล้ามเนื้อล้าไปทุกสัดส่วน กู้จิ่วกัดฟันปั่นจักรยานคู่ใจมุ่งหน้ากลับสู่ตัวอำเภอด้วยร่างกายที่หนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว กว่าล้อจักรยานจะหยุดหมุนที่หน้าประตูบ้าน แสงสุดท้ายของวันก็ฉาบทาขอบฟ้าเป็นสีแดงเพลิงบอกเวลาพลบค่ำเสียแล้ว
“พี่จิ่ว วันนี้พี่หายไปไหนมาทั้งวันคะ ทำไมป่านนี้ถึงเพิ่งจะกลับ” เสียงหวานของสวี่ถิงดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเธอจากบ้านเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน
กู้จิ่วที่กำลังไขแม่กุญแจประตูบ้านชะงักมือเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงคุ้นหู เขาเพียงปรายตามองเธอนิดหนึ่งโดยไม่เอ่ยตอบ ก่อนจะออกแรงผลักประตูไม้บานใหญ่ให้เปิดกว้าง แล้วเข็นจักรยานเข้าไปด้านในลานบ้านอย่างไม่รีรอ
สวี่ถิงเห็นชายหนุ่มไม่ตอบคำถามซ้ำยังทำท่าทางหมางเมิน ก็ไม่ได้ละความพยายาม เธอถือวิสาสะกวาดสายตาสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วสายตาของเธอก็ไปสะดุดเข้ากับรองเท้าของเขาที่พอกพูนไปด้วยดินโคลนสีเหลืองแห้งกรัง
“พี่จิ่ว รองเท้าพี่มีแต่โคลน พี่ออกไปนอกเมืองมาเหรอคะ”
กู้จิ่วจอดจักรยานเข้าที่อย่างมั่นคง แล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับหญิงสาว “เธอมาหาผมมีธุระอะไรหรือเปล่า”
ใบหน้าของสวี่ถิงซับสีเลือดฝาดด้วยความขัดเขิน เธอส่งยิ้มบางๆ ที่มุมปากแล้วตอบเสียงเบา “ไม่มีธุระอะไรสำคัญหรอกค่ะ ฉันแค่ตั้งใจแวะมาดูพี่เฉยๆ”
พูดจบเธอก็ชะเง้อมองเข้าไปในตัวบ้านราวกับกำลังมองหาใครบางคน “สหายหลินซูล่ะคะ เธอกลับไปแล้วเหรอ”
“เธอกลับบ้านไปแล้ว ผมสบายดี ตอนนี้ฟ้าเริ่มมืดแล้ว เธอเองก็ควรรีบกลับบ้านไปได้แล้ว” พูดจบ กู้จิ่วก็ตัดบทด้วยการเดินดุ่มเข้าไปในห้องครัวเพื่อเตรียมก่อไฟต้มน้ำ
คำกำชับของหลินซูยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขา ตอนอยู่บนเขาเธอย้ำนักย้ำหนาว่า หลังจากทำงานหนักและตากลมปั่นจักรยานกลับมา รูขุมขนจะเปิดกว้าง ห้ามอาบน้ำเย็นทันทีเด็ดขาด ต้องต้มน้ำร้อนผสมอาบเพื่อปรับอุณหภูมิ ไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดอาการช็อกน้ำหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าลมจับได้
ในเมื่อตอนนี้เขามีสถานะเป็นคนที่มีคู่รักแล้ว หน้าที่สำคัญของผู้ชายก็คือการเชื่อฟังและดูแลตัวเองตามที่คนรักบอก
จังหวะที่เขาเดินผ่าน สวี่ถิงเพิ่งสังเกตเห็นสภาพเสื้อเชิ้ตสีขาวบนตัวเขาชัดๆ “พี่จิ่ว วันนี้พี่ไปบุกป่าฝ่าดงที่ไหนมาคะ ทำไมเสื้อเชิ้ตถึงมีแต่รอยโคลนกับคราบยางไม้เต็มไปหมด เสื้อตัวนี้เป็นผ้าตี้เชวี่ยเหลียงเชียวนะคะ ราคาแพงมากเลยนะ”
เธอละคำพูดบางอย่างไว้ในใจ เสื้อเชิ้ตเนื้อดีที่ดูใหม่เอี่ยมขนาดนี้ กลับถูกเขาใส่ไปสมบุกสมบันจนแทบจำสภาพเดิมไม่ได้ คราบฝังลึกพวกนั้นไม่รู้ว่าจะซักออกหรือเปล่า เห็นแล้วก็นึกเสียดายแทน
เสื้อผ้าดีๆ ต้องมาเสียของแบบนี้ เขาไม่รู้สึกเสียดายบ้างเลยหรืออย่างไร
กู้จิ่วหันขวับมามองเธอที่ยังคงเดินตามเข้ามาในเขตความเป็นส่วนตัว คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความไม่พอใจ “ผมกำลังจะต้มน้ำอาบ เธอแน่ใจนะว่าจะยืนเฝ้าผมอยู่ตรงนี้”
“ฉัน...” สวี่ถิงชะงักกึก ถึงอย่างไรเธอก็เป็นเพียงหญิงสาวที่ยังไม่ประสีประสาเรื่องทางโลกมากนัก พอสบเข้ากับสายตาดุดันและรูปร่างสูงใหญ่ที่เริ่มปลดกระดุมเสื้อ ความขัดเขินก็พุ่งขึ้นหน้าจนร้อนผ่าวไปหมด
กู้จิ๋วยืนนิ่งจ้องมองเธอกดดันโดยไม่พูดอะไรต่อ ท่าทางของเขาบอกชัดว่าถ้าเธอไม่ไป เขาก็จะจ้องอยู่อย่างนี้ สวี่ถิงทนแรงกดดันไม่ไหว ไม่ถึงนาทีก็ต้องยอมแพ้ หมุนตัววิ่งหนีออกไปจากบ้านของเขา
“เฮอะ”
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่วิ่งห่างออกไปจนเงียบเสียง กู้จิ่วก็แค่นหัวเราะในลำคอ เขาจัดการเทน้ำร้อนจากกาน้ำลงในถังไม้ เติมน้ำเย็นลงไปผสมจนได้อุณหภูมิที่พอเหมาะ แล้วนำหม้อใบเดิมกลับไปตั้งบนเตาถ่าน
ก่อนจะเริ่มจัดการธุระส่วนตัว เขาไม่ลืมที่จะเดินไปลงกลอนประตูใหญ่ของบ้านบรรพบุรุษให้แน่นหนาเพื่อป้องกันแขกไม่ได้รับเชิญ
หลังจากชำระล้างร่างกายจนสดชื่นและเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ที่แห้งสบาย เขาไม่มีอารมณ์จะพิถีพิถันกับการทำอาหาร จึงทำเพียงต้มบะหมี่ใส่ไข่ไก่ชามโตกินรองท้อง เมื่อท้องอิ่มหนังตาก็เริ่มหย่อน เขาจึงล้มตัวลงนอนบนเตียงไม้หลังเก่า ปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อนจากการใช้งานหนัก
เขาเติบโตมาในเมือง ไม่เคยต้องจับจอบเสียมทำงานเกษตรหนักๆ การปีนเขาขุดสมุนไพรในวันนี้จึงเป็นการรีดเร้นพลังงานของเขาจนหมดก๊อก ต่อหน้าหลินซูเขาต้องเก๊กมาดเข้มรักษาศักดิ์ศรีลูกผู้ชายเอาไว้ ไม่แสดงความเหนื่อยอ่อนให้เธอเห็น
แต่พอกลับถึงถิ่นฐานของตัวเอง ได้กินอิ่มนอนอุ่น หน้ากากความเข้มแข็งก็หลุดร่วง เขาหมดสภาพจนไม่อยากขยับตัวแม้แต่นิ้วเดียว
เช้าวันต่อมา ณ หน่วยผลิตหมู่บ้านเสี่ยวเหอ
หลินซูตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสดชื่นหลังจากนอนเต็มอิ่ม
ที่ระเบียงทางเดินหน้าบ้าน หลิวเสี่ยวเอ๋อกำลังนั่งแกะเปลือกถั่วปากอ้าคู่กับหลินเสี่ยวจวินหลานชาย ส่วนเจ้าจว้างจว้างกำลังนั่งเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ อยู่บนโต๊ะอาหาร ทันทีที่เห็นหลินซูเดินขยี้ตาออกมาจากห้องนอนด้วยท่าทางงัวเงีย เด็กชายก็ตะโกนทักทายเสียงใส
“น้าเล็ก! ตะวันโด่งจนส่องก้นแล้ว น้าเพิ่งจะลุกจากที่นอนเหรอเนี่ย”
เสียงเจื้อยแจ้วของหลานชายตัวแสบเรียกความสนใจจากอีกสองคนที่ระเบียงให้หันมามอง
หลิวเสี่ยวเอ๋อโยนถั่วเม็ดสวยลงในกะละมัง เธอยิ้มให้ลูกสาว “แม่เอาข้าวเช้าอุ่นไว้ในเตา ไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นแล้วค่อยไปยกมากินนะลูก”
หลินซูพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม ขณะเดินผ่านเก้าอี้ของจว้างจว้าง เธอก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปขยี้ผมทรงกะลาครอบของเจ้าตัวแสบด้วยความหมั่นเขี้ยว
จว้างจว้างรีบเอี้ยวหัวหลบฝ่ามือพิฆาต พลางร้องประท้วง “น้าเล็ก! ผมผมยุ่งหมดแล้ว น้านี่น่ารำคาญจริงๆ”
“ฮ่าๆ” หลินซูหัวเราะร่าทำหูทวนลม เดินไปจัดการธุระส่วนตัวที่ลานซักล้าง ก่อนจะยกถาดอาหารเช้าออกมานั่งกิน
เธอนั่งลงตรงข้ามกับจว้างจว้าง แล้วเอ่ยถามผู้เป็นแม่ที่ยังง่วนอยู่กับกองถั่วปากอ้า “แม่คะ วันนี้แม่ไม่ไปลงแปลงทำงานกับพ่อเหรอ”
“พ่อเรากับพวกพี่ชายเขาลงมติกันแล้วว่า ให้แม่อยู่ดูแลงานบ้านก็พอ ต่อไปนี้ไม่ต้องออกไปตากแดดตากลมที่แปลงนาแล้ว”
มองดูรอยยิ้มที่ระบายอยู่บนใบหน้าของแม่ หลินซูก็รับรู้ได้ทันทีว่าแม่มีความสุขกับการตัดสินใจครั้งนี้มากเพียงใด
ไม่ใช่เพราะหลิวเสี่ยวเอ๋อเป็นคนขี้เกียจรักความสบาย แต่เป็นความปลื้มปริ่มใจที่ได้รับความห่วงใยและการให้เกียรติจากสามีและลูกชาย
ทว่าในความเป็นจริง การเป็นแม่บ้านดูแลปากท้องของสมาชิกทุกคนในครอบครัวใหญ่ขนาดนี้ ไม่ใช่งานที่เบาแรงไปกว่าการทำไร่ไถนาเลย
“ต้องทำกับข้าวเลี้ยงคนทั้งกองทัพ ไหนจะหมูสองตัว ไก่ทั้งเล้า แล้วยังต้องรดน้ำพรวนดินแปลงผักสวนครัวอีกตั้งสองหมู่ แม่ทำคนเดียวไหวเหรอคะ หนูว่าไปลงแปลงทำงานยังสบายกายกว่าต้องวุ่นวายอยู่กับงานบ้านพวกนี้เสียอีก”
งานบ้านในยุคสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ การหาบน้ำ ผ่าฟืน และเตรียมอาหารสามมื้อด้วยเตาถ่าน เป็นงานที่สูบพลังงานชีวิตอย่างมหาศาล
การลงแปลงทำงานถ้าเหนื่อยยังพอแอบอู้พักใต้ร่มไม้ได้ แต่การเป็นแม่บ้าน หากหยุดพักเมื่อไหร่ นั่นหมายถึงความโกลาหลของคนทั้งบ้าน
“งานในบ้านมันก็ต้องมีคนรับผิดชอบ แม่ไม่ทำจะให้พวกพี่สะใภ้เรามาทำหรือไง ขืนทำแบบนั้นน้ำลายชาวบ้านคงท่วมหัวตายพอดี”
หลิวเสี่ยวเอ๋อพูดตามความเป็นจริงของสังคมชนบท ใครบ้างจะยอมให้ลูกสะใภ้สาวๆ มาแย่งทำงานบ้าน แล้วปล่อยให้แม่สามีแก่ๆ ออกไปกรำแดดกรำฝน
ขืนมีบ้านไหนทำแบบนั้น บรรดาป้าข้างบ้านปากตะไกรคงได้เอาไปนินทาสนุกปากว่าได้ลูกสะใภ้ขี้เกียจสันหลังยาว วันๆ เอาแต่มุดหัวอยู่ในบ้านกินแรงคนแก่
“เอ้อ จริงสิ เมื่อเช้าไห่เยี่ยนแวะมาหาลูก เห็นบอกว่าจะมาชวนขึ้นเขาไปเก็บเห็ด แม่เห็นลูกยังหลับสบายอยู่เลยไม่อยากปลุก ป่านนี้คงขึ้นเขาไปก่อนแล้วล่ะ”
“ค่ะ หนูทราบแล้ว”
พอได้ยินชื่อหลินไห่เยี่ยน หลินซูก็นึกสงสัยว่าเรื่องการดูตัวครั้งล่าสุดของเพื่อนรักเป็นอย่างไรบ้าง แล้วป้าหนิวได้สรรหาหนุ่มๆ คนใหม่มาให้เพื่อนเธอดูตัวอีกหรือเปล่า
จว้างจว้างที่ก้มหน้าจัดการข้าวในชามเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาเป็นประกาย “น้าเล็ก เมื่อวานน้าเข้าเมืองไป ได้ซื้อลูกอมกลับมาฝากพวกผมไหมครับ”
“ไม่มีหรอก ก็เมื่อกี้ใครนะเพิ่งบอกว่าน้าน่ารำคาญ” หลินซูแกล้งทำเสียงน้อยใจ
“โธ่... คราวหลังผมจะไม่พูดแล้วครับ น้าเล็กคนสวย ผมรักน้าที่สุดในโลกเลย สรุปว่าน้ามีลูกอมไหมครับ” เด็กชายวัยหกขวบฉลาดพอที่จะรู้ว่าเวลาไหนควรแข็งเวลาไหนควรอ่อน
คำพูดประจบประแจงของเด็กน้อยเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ใหญ่ทั้งสามคนในบริเวณนั้น
หลิวเสี่ยวเอ๋ออมยิ้มพลางถามลูกสาว “แล้ววันนี้ลูกจะขึ้นเขาอีกไหม”
หลินซูเหลือบมองสายตาเว้าวอนของหลานชายแล้วก็ใจอ่อน แต่ก็ยังแกล้งวางมาด “อยู่บ้านก็เบื่อๆ ไม่มีอะไรทำ ขึ้นไปเดินเล่นสูดอากาศบนเขาดีกว่าค่ะ”
เมื่อคืนกลับมาดึกเกินไป เธอเลยลืมซื้อขนมจากระบบมาตุนไว้ ส่วนของเก่าก็ฝากแม่เก็บเข้าตู้ไปหมดแล้ว ไหนๆ ก็ว่าง สู้ขึ้นเขาไปหาเงินมาซื้อลูกอมกระต่ายขาวให้หลานๆ ดีกว่า
“เอาสิ ในตู้กับข้าวมีหมั่นโถวเหลืออยู่ ลูกหยิบใส่ห่อผ้าติดตัวไปด้วยนะ เผื่อหิวตอนอยู่บนเขาจะได้มีอะไรกินรองท้อง” ว่าแล้วหลิวเสี่ยวเอ๋อก็ลุกเดินหายเข้าไปในห้องนอน ครู่เดียวก็กลับมาพร้อมกับลูกอมในกำมือ
“เอ้า ยายให้คนละสองเม็ด ค่อยๆ อมนะ อย่าเคี้ยวกร้วมเดียวหมดล่ะ”
ใบหน้าของจว้างจว้างที่เมื่อครู่ยังงอง้ำเหมือนม้าหมากรุก พลันเปลี่ยนเป็นยิ้มแก้มปริทันทีที่เห็นเม็ดลูกอม
หลินเสี่ยวจวินที่แม้จะวางมาดนิ่งกว่า แต่ความไวในการแกะเปลือกลูกอมยัดเข้าปากก็ฟ้องชัดเจนว่าเขารอคอยสิ่งนี้มากแค่ไหน
หลินซูจัดการเติมน้ำชาสมุนไพรลงในกระติกทหารจนเต็ม ห่อหมั่นโถวด้วยกระดาษน้ำมันอย่างดี นำอุปกรณ์หากินอย่างเคียวและเสียมใส่ลงในตะกร้าสะพายหลัง และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการใช้เชือกรัดปลายแขนเสื้อและขากางเกงให้มิดชิดเพื่อป้องกันแมลงและหนามไม้
“มื้อเที่ยงไม่ต้องรอหนูนะคะ หนูจะกลับมาอีกทีตอนบ่ายเลย”
เมื่อเดินพ้นเขตบ้าน บรรยากาศในหมู่บ้านเงียบสงบเพราะผู้คนส่วนใหญ่ถ้าไม่ขึ้นเขาก็ออกไปทำงานในนาหมดแล้ว
ทุ่งนารอบนอกหมู่บ้านมีชาวบ้านก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ประปราย เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นจุดสนใจ หลินซูจึงเลือกใช้เส้นทางลัดเล็กๆ ด้านหลังหมู่บ้านเพื่อมุ่งหน้าสู่ภูเขา
สองข้างทางเดินเต็มไปด้วยกอหญ้าหนิวเปียน หรือที่รู้จักกันในชื่อหญ้าแส้ม้า หากนำไปผ่านกรรมวิธีจะกลายเป็นสมุนไพรจีนที่ชื่อว่า 'เปี่ยนซวี่' ซึ่งมีสรรพคุณทางยาดีเยี่ยม
แม้ชาวบ้านจะมองว่าเป็นแค่วัชพืชรกทาง แต่ในระบบร้านค้าของเธอ มันมีราคารับซื้อถึงต้นละสองเฟิน ซึ่งแพงกว่าหญ้าเอ็นยืดตั้งหนึ่งเฟิน
หลินซูเห็นกอหญ้าหนิวเปียนอวบอ้วนขึ้นเรียงราย ก็อดไม่ได้ที่จะนั่งลงใช้เสียมขุด พืชชนิดนี้มีความเหนียวทนทาน ขุดขึ้นมาได้ง่ายโดยไม่ขาดคามือ
ทว่าในขณะที่เธอกำลังเพลิดเพลินกับการขุดสมุนไพรอยู่นั้น จู่ๆ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของการวิ่งหนีตายอย่างตื่นตระหนกก็ดังแว่วมาจากด้านบนภูเขา
ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนขอความช่วยเหลือที่ฟังแล้วชวนขนหัวลุก
หลินซูผุดลุกขึ้นยืนทันที ทิ้งความสนใจจากสมุนไพรตรงหน้า “เกิดเรื่องอะไรขึ้น”
เสียงร้องขอชีวิตดังสะท้อนมาจากแนวป่ากึ่งกลางเขา พร้อมกับยอดไม้ที่สั่นไหวอย่างรุนแรงเป็นทางยาว ยืนอยู่ตรงนี้หลินซูยังได้ยินเสียงคำรามต่ำๆ ของสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่งดังลอยมาตามลม
เสียงตะโกนนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ผนวกกับเสียงก้องกังวานในหุบเขา ทำให้เสียงนั้นดังไปไกลจนชาวบ้านที่ทำนาอยู่ตีนเขายังต้องหยุดมือและเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจ
[จบบท]