บทที่ 103: สานสัมพันธ์
หลังจากอันหนิงตัดสินใจได้อย่างมีความสุข เธอก็จัดการอาหารตรงหน้าด้วยความรวดเร็ว
เมื่อทานอิ่มแล้ว หญิงสาวจึงนำกล่องข้าวไปล้างทำความสะอาดและจัดการธุระส่วนตัวจนเรียบร้อย
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ เธอก็เดินออกจากห้องน้ำรวมเพื่อกลับไปยังหอพักของตัวเอง
ทว่าทันทีที่ก้าวเท้าออกมา เธอกลับหยุดยืนนิ่งอยู่ที่ระเบียงทางเดิน สายตาจับจ้องไปที่ห้องพักห้องหนึ่งอย่างไม่วางตา
วินาทีก่อนหน้ายังยืนเหม่อลอยคล้ายตกอยู่ในภวังค์ แต่วินาทีถัดมาเธอกลับแสดงท่าทางดีใจราวกับเด็กตัวน้อย แล้วรีบวิ่งกลับเข้าไปในห้องพักของตัวเองอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่เข้ามาในห้อง อันหนิงก็คลำหาสวิตช์ไฟ แล้วกดลงทันที แสงสว่างพลันปรากฏขึ้นขับไล่ความมืด
“ไฟฟ้า”
อันหนิงดูตื่นเต้นไม่ต่างจากเด็กน้อยที่ไม่เคยเห็นแสงไฟฟ้ามาก่อน เธอมองหลอดไฟดวงเก่าที่ส่องแสงสลัวเหนือศีรษะด้วยแววตาเป็นประกายชอบใจ
หญิงสาวปิดประตูห้องลงกลอนให้เรียบร้อย ก่อนจะยืนพิงแผ่นหลังกับบานประตูอย่างผ่อนคลาย
“ฉันคิดถึงเธอจังเลย”
เธอคิดถึงวันเวลาที่มีไฟฟ้าใช้จริงๆ
ชีวิตที่ผ่านมา เธอไม่เคยต้องเผชิญกับความยากลำบากในวันที่ไร้แสงไฟ ยามที่ใช้ชีวิตอยู่ในดวงดาวแห่งโลกอนาคต เธอไม่เคยต้องมานั่งกลุ้มใจเรื่องพลังงานไฟฟ้าเลยสักนิด
ยุคนั้นมีวิธีการผลิตไฟฟ้าสารพัดรูปแบบผุดขึ้นมาไม่ขาดสาย บริษัทไฟฟ้าหลายแห่งต่างงัดกลยุทธ์และไม้ตายสารพัดออกมานำเสนอทุกปี เพื่อดึงดูดให้ประชากรชาวดวงดาวหันมาเลือกใช้บริการไฟฟ้าของบริษัทตน
อันหนิงยืนดื่มด่ำกับช่วงเวลาที่มีแสงไฟสว่างไสวอยู่หนึ่งนาทีเต็ม ก่อนจะหยิบหนังสือที่นำติดตัวมาด้วยขึ้นมาเปิดอ่านต่อ
หนังสือเหล่านี้เธอค้นหามาจากสถานีรับซื้อของเก่า แม้จะมีจำนวนมาก แต่ด้วยความสามารถในการรับรู้ของเธอทำให้อ่านจบได้อย่างรวดเร็ว
เมื่ออันหนิงพลิกหน้ากระดาษมาถึงหน้าสุดท้าย เธอก็จดจำไว้ในใจว่าจะต้องแวะไปที่สถานีรับซื้อของเก่าอีกสักรอบ เพื่อหาตำราความรู้กลับมาเพิ่มอีกสักหน่อย
ค่ำคืนนี้ อันหนิงจมดิ่งอยู่ในโลกของหนังสือจนถึงเวลาห้าทุ่ม ถึงได้ยอมปิดไฟเข้านอน
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลังจากจัดการมื้อเช้าที่โรงอาหารเรียบร้อยแล้ว เธอก็ติดตามช่างจางไประดมสมองวิจัยเครื่องจักรต่อทันที
จากแผนกการผลิตหนึ่งเดินสายไปยังอีกแผนกหนึ่ง จากน็อตตัวเมียเล็กๆ หนึ่งตัวลามไปจนถึงชิ้นส่วนกลไกซับซ้อน อันหนิงสามารถให้คำตอบและแนวทางแก้ไขที่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่สุดได้ทั้งหมด
เธอไม่ได้เพ้อฝันนำเทคโนโลยีระดับสูงจนเกินเอื้อมออกมาใช้ แต่พยายามปรับจูนความรู้เหล่านั้นให้เข้ากับยุคสมัยของโลกใบนี้ เพื่อให้พวกเขาพัฒนาศักยภาพไปได้อีกขั้น
ใครๆ ก็อยากเดินขึ้นไปให้ถึงยอดเขา แต่ทุกย่างก้าวที่เดินไปข้างหน้านั้นล้วนมีความสำคัญไม่แพ้กัน
วันนี้ทั้งวัน อันหนิงไม่เห็นแม้แต่เงาของอู๋เหม่ยเอ๋อ ซึ่งนั่นช่วยให้เธอประหยัดพลังงานชีวิตไปได้เยอะ
การตามตอแยอย่างน่ารำคาญของอู๋เหม่ยเอ๋อ ถูกอันหนิงจัดการตอกกลับจนหน้าหงายด้วยการกระทำที่ชัดเจน ทำให้คนที่เดิมทียังมีความคิดแอบแฝงหรืออยากลองดี ต่างพากันถอดใจล้มเลิกความคิดไปตามๆ กัน
อันหนิงปักหลักทำงานอยู่ที่โรงงานเครื่องจักรเป็นเวลาสิบวันเต็ม
สิบวันนี้ เทคโนโลยีการผลิตทั้งหมดถูกยกระดับมาตรฐานขึ้นมาอีกหนึ่งขั้น ผลิตภัณฑ์ที่ออกจากสายพานการผลิตก็พัฒนาคุณภาพไปอีกระดับ เรียกได้ว่าเป็นการปฏิรูปทางเทคนิคครั้งใหญ่ของโรงงานเลยทีเดียว
ในยุคสมัยนี้ สิ่งที่ขาดแคลนที่สุดก็คือองค์ความรู้และเทคโนโลยี
คนส่วนใหญ่ หรือแม้แต่องค์กรระดับประเทศส่วนมาก ต่างมุ่งเป้าและจับจ้องไปที่ต่างประเทศ ยอมทุ่มเงินก้อนโตเพื่อแลกกับการซื้อเทคโนโลยีที่ฝั่งนั้นโละทิ้งแล้วมาใช้งาน
ทว่าอันหนิงในเวลานี้ อาศัยเพียงมันสมองและสองมือของตัวเอง นอกจากจะยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ของโรงงานเครื่องจักรแล้ว ยังช่วยบุกเบิกสายการผลิตใหม่ให้พวกเขาด้วย ทั้งรถเกลี่ยดิน และรถไถรูปแบบต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
รวมไปถึงเครื่องปักเข็มของโรงงานทอผ้า ที่บัดนี้เข้าสู่กระบวนการแปรรูปและติดตั้งสายการผลิตแล้ว อีกไม่นานก็พร้อมที่จะเดินเครื่องผลิตสิ่งทอรูปแบบใหม่
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผลิตภัณฑ์ของโรงงานทอผ้าจะไม่ใช่แค่ผ้าพื้นฐานสำหรับพลเรือนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มันจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนและพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอในอนาคต
แน่นอนว่า ความสำเร็จทั้งหมดนี้ยังไม่ได้แสดงอานุภาพที่แท้จริงออกมาในตอนนี้ ทุกอย่างเพิ่งจะเป็นเพียงต้นกล้าที่รอวันเติบโต
แต่สำหรับช่างจาง ผู้จัดการจิน และผู้จัดการหลี่ ทั้งสามคน รวมไปถึงเหล่าช่างเทคนิคในโรงงานเครื่องจักร ได้ยกย่องเชิดชูอันหนิงขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่เทียบเท่ากับเทพเจ้าผู้ทรงภูมิปัญญาไปแล้ว
เมื่ออันหนิงจัดการภารกิจทุกอย่างเสร็จสิ้นและเตรียมตัวจะเดินทางกลับ ผู้จัดการจินพยายามงัดสารพัดวิธีมารั้งตัวเธอไว้ แต่ไม่ว่าจะพูดยังไงก็ไม่เป็นผล
แม้กระทั่งเขาเสนออยากจะจัดงานเลี้ยงขอบคุณให้อันหนิงสักมื้อเพื่อเป็นเกียรติ อันหนิงก็ยังปฏิเสธอย่างไม่ไยดี
ณ โรงงานเครื่องจักร ภายในห้องทำงานผู้จัดการโรงงาน
ผู้จัดการจินยืนกระสับกระส่ายอยู่หน้าเก้าอี้ทำงานของตัวเอง โดยมีช่างจางยืนประกบอยู่ด้านข้าง และอีกด้านหนึ่งคือผู้จัดการหลี่
ชายต่างวัยทั้งสามคนในเวลานี้ กำลังช่วยกันพูดจาหว่านล้อมอันหนิงด้วยความปรารถนาดีแกมร้อนรน
“อันหนิง คุณรู้ตัวมั้ยว่าคุณเก่งกาจขนาดไหน”
ผู้จัดการจินพยายามเกลี้ยกล่อมจนควันแทบจะออกหู ด้วยความร้อนใจจริงๆ
“เอาแค่รถเกลี่ยดินรุ่นใหม่นั่นก็ได้ นี่คือเทคโนโลยีใหม่ถอดด้ามเลยนะ มันมีประโยชน์มหาศาลต่อทั้งอุตสาหกรรมและการเกษตรของพวกเรา ไอ้หมอเจียงตงเฉิงที่มาทำท่าอวดเบ่งวางก้าม สุดท้ายยังทำผิดพลาดเลย”
“แต่คุณใช้เวลาแค่ไม่กี่วันก็ทำสำเร็จ พรสวรรค์ระดับนี้ คุณรู้ตัวมั้ยว่ามันสำคัญต่อชาติบ้านเมืองขนาดไหน”
เวลานี้ อันหนิงยังคงนั่งนิ่งอย่างมั่นคงอยู่ที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของทั้งสามคน สีหน้าเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์
“ฉันรู้ค่ะว่าฉันเก่งมาก ส่วนประโยชน์ของฉัน ฉันไม่รู้หรอก”
“แต่ว่า...”
อันหนิงพูดสวนขึ้นมา ขัดจังหวะผู้จัดการจินที่กำลังจะร่ายยาว
“ฉันมีเหตุผลที่ต้องกลับไป ส่วนเหตุผลคืออะไร ขอไม่บอกนะคะ”
“ฉันออกมาช่วยงานได้ พวกคุณจ่ายเงิน ฉันทำงาน แลกเปลี่ยนกันแบบนี้ก็ดีเหมือนกันไม่ใช่เหรอคะ”
อันหนิงจำเป็นต้องกลับไปจริงๆ
ขวดไคลน์ที่อยู่ในห้วงพลังจิตของเธอเกิดการสั่นสะเทือนเตือนขึ้นมาแล้ว
แต่หลังจากเปิดใช้ขวดไคลน์ที่นี่ เธอไม่มีวิธีฟื้นฟูพลังจิตให้กลับคืนมาได้
ความเชื่อมโยงระหว่างเธอกับผืนดิน เป็นสายใยที่ตัดกันไม่ขาด เธอต้องกลับไปเติมพลัง
ผู้จัดการจินพยายามเกลี้ยกล่อมอีกครั้งแต่ก็ไร้ผล มือข้างหนึ่งเงื้อขึ้นอยากจะตบโต๊ะระบายอารมณ์ แต่พอยกขึ้นสูงแล้วก็จำต้องค่อยๆ วางลงเบาๆ เพราะไม่อยากทำให้อันหนิงตกใจ ได้แต่หันไปมองช่างจางอย่างจนปัญญา
“พอเถอะครับ อันหนิงบอกเหตุผลไปตั้งนานแล้ว คนที่เป็นอัจฉริยะมักมีความคิดเป็นของตัวเอง อย่าใช้วิธีคิดของพวกเราไปขัดขวางเธอเลย”
ปู่จางฉี่หัวมองโลกในแง่ดีและเข้าใจธรรมชาติของคนเก่งมากกว่า บางครั้งวิธีการเซ้าซี้ของพวกเขาอาจจะไปรบกวนกระบวนการความคิดของอัจฉริยะได้
“ใช่ อันหนิงบอกไปตั้งนานแล้วนี่นา”
ผู้จัดการหลี่ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ด้านข้างก็รีบออกโรงช่วยพูด เขาคำนวณในใจแล้วว่าทางฝั่งเขายังมีอันกั๋วหมิงเป็นตัวประกันทางความสัมพันธ์อยู่ สายใยนี้ตัดกันไม่ขาดง่ายๆ หรอก
ผู้จัดการหลี่ที่คิดได้ดังนี้ จึงย้ำเตือนตัวเองในใจว่า พอกลับไปถึงโรงงาน จะต้องแสดงความห่วงใยและดูแลสหายอันกั๋วหมิงให้ดีเป็นพิเศษ
“อันหนิง นี่คือเงินสามพันหยวน ทางโรงงานทอผ้าของเราเป็นคนจ่ายครับ”
ผู้จัดการหลี่วางห่อกระดาษสีน้ำตาลทรงสี่เหลี่ยมที่ถูกมัดไว้อย่างแน่นหนาลงบนโต๊ะ เสียงหนักแน่นของมันบ่งบอกว่าข้างในมีธนบัตรอัดแน่นขนาดเท่าอิฐสองสามก้อน
ครั้งนี้ ถึงคราวที่อันหนิงยอมเงยหน้าขึ้นมอง
“ผู้จัดการหลี่ เครื่องจักรที่ฉันทำให้คุณไม่คิดเงินนะคะ เป็นข้อแลกเปลี่ยนที่คุณช่วยฉันไม่ใช่เหรอ”
“ผมรู้ ผมรู้ครับ แต่ความช่วยเหลือของคุณมันมีค่ามากกว่าความช่วยเหลือของผมเยอะ ผมสมควรต้องจ่าย คุณรับไว้เถอะครับ”
ผู้จัดการหลี่เริ่มจับทางความคิดและนิสัยของอันหนิงได้บ้างแล้ว
และก็เป็นไปตามคาด พอได้ยินผู้จัดการหลี่พูดด้วยเหตุผลแบบนี้ อันหนิงก็รับห่อเงินไว้โดยไม่มีท่าทีอึดอัดใจใดๆ
“ขอบคุณค่ะ ผู้จัดการหลี่”
“ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร”
ผู้จัดการหลี่ที่เป็นคนควักเงินจ่าย กลับดูมีความสุขยิ้มแย้มมากกว่าอันหนิงที่เป็นคนรับเงินเสียอีก
ผู้จัดการจินที่เห็นดังนั้นก็เลิกสนใจเรื่องเกลี้ยกล่อม รีบกุลีกุจอหยิบห่อกระดาษสีน้ำตาลที่ดูใหญ่และหนากว่าห่อของผู้จัดการหลี่ออกมาจากลิ้นชักโต๊ะทำงานทันที เขาวางมันลงบนโต๊ะดังตึ้บ แล้วดันไปตรงหน้าอันหนิง
“อันหนิง นี่เงินห้าพันหยวน แล้วในนี้ยังมีตั๋วแลกของอีกปึกนึง คุณลองดูว่าคุณยังต้องการอะไรอีก บอกผมมาได้เลย เดี๋ยวผมจัดการให้”
“ไม่ใช่สองพันเหรอคะ”
อันหนิงถามด้วยความสงสัย
ผู้จัดการหลี่ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามเบะปากทันทีควันอย่างหมั่นไส้ ไม่ยอมให้ผู้จัดการจินได้หน้าไปคนเดียวแน่ๆ
“เอ่อ อันหนิง พี่รองของคุณเรียนขับรถได้ดีมากเลยนะ เดี๋ยวรอเขาร่างกายหายดีแล้ว ผมจะจัดการให้เขาติดรถออกไปทำงานด้วยเลย”
ได้ผลตามคาด พอผู้จัดการหลี่เอ่ยถึงเรื่องนี้ ความสนใจของอันหนิงก็ถูกดึงดูดไปทันที
“ขอบคุณค่ะ”
“เรื่องเล็กน้อยครับ เรื่องเล็กน้อย”
ผู้จัดการจินพอได้ยินดังนั้น ก็รีบฉีกยิ้มหน้าบานถามแทรกขึ้นมาว่า
“อันหนิง คุณยังมีพี่น้องคนอื่นอีกมั้ย โรงงานเครื่องจักรของพวกเราก็ขาดคนอยู่นะ”
“จริงเหรอคะ”
อันหนิงเลิกคิ้วเล็กน้อย พลางนึกถึงบทสนทนาที่ได้ยินในโรงงานเครื่องจักรช่วงหลายวันที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าการรับสมัครคนงานเข้าโรงงานนี้จะไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้นนี่นา
ผู้จัดการจินเห็นท่าทีลังเลก็รีบศอกใส่ช่างจางที่ยืนอยู่ข้างๆ ทันที ช่างจางสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบรับมุกทันควัน
“ขาดสิ ช่วงนี้ลุงอยากจะหาลูกศิษย์สักคนมาช่วยงานอยู่พอดีเลย”
“ใช่ๆๆ ก็เรื่องแบบนี้แหละครับ”
ทั้งสามคน ผู้มีอำนาจระดับสูงของโรงงาน เริ่มเปิดศึกแก่งแย่งชิงดีกันอย่างลับๆ เพื่อตีสนิทและสร้างเส้นสายความสัมพันธ์กับอันหนิงให้แน่นแฟ้นที่สุด
พวกเขาทั้งสามคนต่างรู้ทันกันดี มีเพียงอันหนิงที่ไม่ค่อยเข้าใจเล่ห์เหลี่ยมของผู้ใหญ่นัก จึงพูดตอบออกไปอย่างซื่อตรงว่า
“งั้นเดี๋ยวฉันกลับไปถามให้นะคะ”
[จบบท]