บทที่ 107: งานที่ถูกส่งต่อและข้อแลกเปลี่ยน
อันหนิงเดินสวนกับเจียงเซี่ย หญิงสาวยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย
ไม่รู้ทำไม แต่เธอรู้สึกเหมือนว่าอารมณ์จะดีขึ้นมาอีกนิดหน่อย
เมื่อกลับมาถึงบ้านตระกูลอัน ทันทีที่ก้าวเท้าผ่านธรณีประตู เธอก็ได้ยินเสียงของอันซานเฉิงดังขึ้น
“พ่อคะ” อันหนิงเดินเข้าไปในห้องของผู้เป็นพ่อแล้วขานรับ
“มาแล้วเรอะ มานั่งตรงนี้สิ”
อันซานเฉิงตบลงบนเตียงเตาข้างตัว ท่าทางของเขาดูประหม่าเล็กน้อยราวกับคนทำอะไรไม่ถูก
“อันหนิง พ่ออยากจะถามลูกหน่อย ไอ้เรื่องงานที่ลูกพูดถึงน่ะ... ถ้าจะยกให้บ้านลุงใหญ่ของลูกจะได้ไหม”
อันซานเฉิงถามหยั่งเชิงอย่างระมัดระวัง แม้ลูกสาวจะพูดเรื่องนี้ด้วยท่าทีสบายๆ แต่คนเป็นพ่อก็ยังอดกังวลไม่ได้ นี่มันโควตางานในเมืองที่ลูกหามาได้ด้วยความสามารถตัวเองแท้ๆ
“ได้สิคะพ่อ”
“หา? จริงเรอะลูก”
ความสุขก้อนใหญ่หล่นทับจนอันซานเฉิงตั้งตัวไม่ทัน
อันหนิงพยักหน้ายืนยันเสียงหนักแน่น “จริงแน่นอนค่ะพ่อ บ้านลุงใหญ่ดีกับเรา พ่ออยากจะให้ใครไปทำล่ะคะ”
อันซานเฉิงส่ายหน้าพร้อมฉีกยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ
“พ่อเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน เมื่อกี้พ่อแวะไปนั่งเล่นบ้านลุงใหญ่มาพักนึง แต่ยังไม่ได้คุยกับลูก พ่อก็เลยยังไม่กล้าหลุดปากบอกข่าวดีออกไป”
“งั้นพ่อไปปรึกษากับลุงใหญ่เถอะค่ะ หนูไม่มีปัญหาอะไร ขอตัวไปพักก่อนนะคะ”
“ได้ๆ ไปนอนพักเถอะลูก หลายวันมานี้คงเหนื่อยแย่แล้ว”
อันหนิงกลับเข้าห้องส่วนตัว กวาดตามองกองสัมภาระมหึมาบนพื้นห้องที่ยังไม่มีใครแตะต้อง
เธอหลุดขำเบาๆ ก่อนจะลงมือเปิดกระเป๋าด้วยตัวเอง หญิงสาวรื้อเอาเครื่องนอนและหนังสือออกมาจัดวาง ส่วนพวกผ้าพับที่เหลือ กะว่าพรุ่งนี้ค่อยเอาไปให้หลินกุ้ยฮวาจัดการ
เมื่อจัดข้าวของเข้าที่เข้าทาง อันหนิงก็จัดการธุระส่วนตัว ล้างหน้าแปรงฟันแล้วปีนขึ้นเตียงเตา
วินาทีก่อนหัวจะถึงหมอน ในหัวยังแวบความคิดขึ้นมาว่า ‘ตายจริง ลืมซื้อข้าวสารกลับมา’ แต่เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว เธอก็ผล็อยหลับไปในห้วงนิทรา
เช้าวันรุ่งขึ้น ไก่หนุ่มเจ้าถิ่นที่เคยเสียขวัญจากการเห็นหลินกุ้ยฮวาเชือดไก่โชว์ ก็ทำหน้าที่ส่งเสียงขันปลุกสมาชิกบ้านตระกูลอันอย่างตรงเวลาเป๊ะ
อันกั๋วผิงตื่นแต่เช้าตรู่มานั่งท่องบทเรียน ท่องเนื้อหาวิชาการเมืองอย่างขะมักเขม้น เขาหอบสมุดแบบฝึกหัดที่ทำเสร็จแล้วมายื่นให้พี่สาว
อันหนิงคว้าดินสอขึ้นมาขีดเขียนตรวจทานให้อย่างคร่าวๆ ก่อนจะส่งคืนให้น้องชาย “เอาไปแก้ด้วยตัวเองดูก่อน แล้วค่อยมาว่ากัน”
“รับทราบครับพี่”
อันกั๋วผิงรับสมุดกลับไป ท่องหนังสือต่อจนจบแล้วค่อยเริ่มลงมือแก้ไขข้อผิดพลาด
อันหนิงออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้าสาง เลือกแปลงนาสักที่แล้วลงมือทำงาน พอได้เวลาสมควรเธอก็กลับบ้านมากินข้าวเช้า
ก่อนมื้ออาหารจะเริ่ม เธอเรียกอันกั๋วผิงมาอธิบายข้อสอบข้อที่เขายังแก้ไม่ได้ให้ฟังอย่างละเอียด
หลังมื้อเช้าจบลง สมาชิกที่ต้องไปลงแรงก็แยกย้ายกันออกไป ส่วนคนที่อยู่โยงเฝ้าบ้านก็ทำหน้าที่ของตนต่อไป
กระทั่งถึงเวลาเลิกงานตอนเที่ยง อันหนิงเดินกลับมาถึงบ้าน อันซานเฉิงก็กวักมือเรียกเธอไว้ โดยมีลุงใหญ่ของบ้านอันยืนอยู่ข้างๆ
เมื่อมายืนรวมกลุ่มกันสามคน ลุงใหญ่อันก็เป็นฝ่ายเปิดประเด็น “อันหนิง พ่อเอ็งบอกว่าเอ็งมีโควตางานที่โรงงานเครื่องจักรเหรอ”
“ใช่ค่ะลุงใหญ่”
“อ้าว แล้วทำไมเอ็งไม่ไปทำเองล่ะ”
อันหนิงส่ายหน้าปฏิเสธ “หนูไม่อยากไปค่ะ”
ลุงใหญ่อันถามย้ำแล้วย้ำอีกเพื่อความมั่นใจ แต่อันหนิงก็ยังยืนกรานคำเดิม ส่วนหลานชายคนโตอย่างอันกั๋วชิ่งนั้น อันซานเฉิงไปถามมาแล้ว เจ้าตัวก็ยืนยันว่าไม่ไป
ส่วนอันกั๋วผิงที่กำลังเตรียมตัวสอบเรียนต่อ ยิ่งไม่เหมาะสมที่จะส่งไปทำงานตอนนี้
“งั้นเอาอย่างนี้ ถ้างานนี้จะตกมาถึงบ้านลุงจริงๆ ลุงรับไว้เฉยๆ ไม่ได้หรอกนะ ไม่ว่าจะส่งใครไปทำ เงินเดือนในช่วง 3 ปีแรก ลุงจะยกให้อันหนิงทั้งหมด”
“ไม่ต้องหรอกค่ะลุงใหญ่” อันหนิงรีบปฏิเสธ อันซานเฉิงเองก็ช่วยพูดเกลี้ยกล่อมพี่ชาย แต่ลุงใหญ่ก็หัวแข็งไม่ยอมรับของฟรี
สุดท้ายจึงตกลงกันได้ที่คนละครึ่งทาง เงินเดือนครึ่งหนึ่งจะต้องแบ่งให้อันหนิง ติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี
ส่วนหวยจะไปออกที่ใครในบ้านลุงใหญ่ ให้ลุงกลับไปประชุมกันเองที่บ้าน
อันหนิงเดินกลับเข้าบ้านพร้อมพ่อ ข้าวเที่ยงยังตักเข้าปากไม่ทันหมดชาม เจ้าไก่หนุ่มตัวดีก็ส่งเสียงร้องเตือนภัยขึ้นมา
อันกั๋วผิงมองเจ้าไก่แล้วเปรยขึ้นขำๆ “เจ้านี่มันชักจะกลายเป็นปีศาจเข้าไปทุกวัน ทำหน้าที่แทนหมาเฝ้าบ้านได้เฉยเลย”
อันหนิงวางชามข้าวแล้วลุกเดินออกไปหน้าบ้าน ผู้มาเยือนไม่ใช่ใครที่ไหน อินเสวี่ยเหมยนั่นเอง
“อันหนิง”
“มาหาฉันมีธุระอะไรเหรอ”
อินเสวี่ยเหมยพยักหน้า
ทั้งสองเดินเลี่ยงออกมาคุยกันส่วนตัวเล็กน้อย อินเสวี่ยเหมยจึงรวบรวมความกล้าเอ่ยปาก
“อันหนิง... ฉันขอมาเรียนหนังสือกับเธอด้วยได้ไหม”
“ได้สิ ทำไมจู่ๆ ถึงอยากเรียนล่ะ”
อันหนิงตอบรับง่ายๆ ก่อนจะถามเหตุผล ทำให้อินเสวี่ยเหมยยิ้มกว้างออกมาอย่างโล่งอก
“รอบนี้ฉันสอบไม่ติด แต่ฉันไม่อยากจะแต่งงานมั่วซั่วเพียงเพื่อหาที่เกาะ ฉันเลยตัดสินใจว่าจะสู้ดูอีกสักตั้ง แต่พื้นฐานเลขฉันแย่มากจริงๆ เลยอยากจะขอให้เธอช่วยติวให้หน่อย”
“วางใจเถอะ ฉันไม่ให้เธอสอนฟรีๆ หรอกนะ”
อินเสวี่ยเหมยยื่นเสื้อที่ถือติดมือมาส่งให้อันหนิง
“นี่เสื้อที่ฉันตัดเย็บเอง เธอลองดูสิว่าชอบไหม”
อันหนิงรับเสื้อมาถือไว้ “ให้ฉันเหรอ”
“ใช่จ้ะ ฉันว่าแบบนี้ยุติธรรมดี มีไปมีกลับ”
ต้องยอมรับว่าวิธีการพูดตรงไปตรงมาแบบนี้ เป็นสิ่งที่อันหนิงถูกใจที่สุด
“เธอพูดถูก”
อันหนิงรับเสื้อไว้แล้วนัดแนะ “งั้นทุกตี 5 เธอมาที่บ้านฉัน ฉันจะติวให้น้องเล็ก เธอเองก็เข้ามานั่งเรียนด้วยกันสิ”
“ได้เลย! ไม่มีปัญหา ฉันจะมาให้ตรงเวลาเป๊ะๆ เลย”
อินเสวี่ยเหมยดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ กล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อันหนิงหอบเสื้อตัวใหม่เดินกลับเข้าบ้าน เล่าเรื่องข้อตกลงกับอินเสวี่ยเหมยให้ทุกคนฟัง ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครคัดค้าน
เพราะที่ผ่านมาอินเสวี่ยเหมยก็เคยมีน้ำใจช่วยเหลืออันหนิงอยู่หลายครั้ง
หลังมื้อเที่ยง ทุกคนกลับไปทำงานในนา อันกั๋วผิงเองก็ตามไปด้วย
กิจวัตรของเขาตอนนี้คือเรียนเช้าและค่ำ กลางวันก็ช่วยงานในนาตามปกติ ไม่ให้บกพร่องหน้าที่สมาชิกครอบครัว
ตกเย็นหลังเลิกงาน อันหนิงยังไม่รีบกลับ เธอเลือกทำงานต่อเพียงลำพังอีกพักใหญ่
ชาวบ้านต่างมองว่าลูกสาวบ้านอันคนนี้ช่างซื่อบื้อเสียจริง ทำงานเกินเวลาไปทำไม
แต่อันหนิงไม่สนสายตาใคร เป้าหมายเดียวของเธอคือการฟื้นฟูพลังจิตให้กลับมาสมบูรณ์โดยเร็วที่สุด
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น อันหนิงจึงยอมวางมือเดินกลับบ้าน
ทันทีที่ก้าวเข้าลานบ้าน ก็เห็นลุงใหญ่กับอันกั๋วเฉิง ลูกพี่ลูกน้องคนที่สาม ยืนคุยกับอันซานเฉิงอยู่
“อันหนิงกลับมาแล้ว”
อันกั๋วเฉิงร้องทัก อันหนิงเดินเข้าไปทักทายญาติผู้พี่
“อันหนิง ลุงกะว่าจะส่งเจ้าสามไปทำงาน หลานว่ายังไง”
แววตาของอันกั๋วเฉิงฉายความตื่นเต้นปนประหม่าอย่างชัดเจน สำหรับหนุ่มบ้านนา การได้เป็นคนงานในเมืองใหญ่คือความฝันอันสูงสุด
“ได้ค่ะ เดี๋ยวหนูจะโทรแจ้งผู้จัดการโรงงานจินให้ พี่สามเดินทางไปเองได้เลยนะคะ หนูคงไม่ได้ตามไปด้วย”
“ได้สิ หลานจัดการตามที่เห็นสมควรเลย”
ลุงใหญ่อันไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ เมื่อตกลงกันเสร็จสรรพ ลุงใหญ่ก็พาอันกั๋วเฉิงกลับไป ไม่ได้รับปากอยู่ทานข้าวเย็นด้วย
อันซานเฉิงถามแทรกขึ้นมาว่า “แล้วจะไปเริ่มงานได้เมื่อไหร่ล่ะลูก”
“พรุ่งนี้หนูจะโทรไปเช็คให้ค่ะ”
“ดี... ดีจริงๆ คราวนี้บ้านลุงใหญ่ของลูกจะได้ลืมตาอ้าปากกับเขาบ้าง”
อันซานเฉิงปลาบปลื้มใจจนพูดจาเจื้อยแจ้วกว่าปกติ
“ก็มีแค่เจ้าสามนี่แหละที่ยังโสด แถมจบตั้งมัธยมต้น หัวดีที่สุดในบ้านโน้นแล้ว ลุงใหญ่ให้เขาไปก็มีข้อแม้นะ เงิน 3 ปีแรก ครึ่งหนึ่งให้ลูก อีกครึ่งให้ที่บ้าน”
“ลุงใหญ่แกสั่งคำขาดไว้ว่า ภายใน 3 ปีนี้ห้ามริมีเมียเด็ดขาด พอพ้น 3 ปีไปแล้ว ถ้าจะแต่งงาน ก็ให้ส่งเงินกลับบ้านเดือนละ 10 หยวน ส่วนที่เหลือลุงแกจะไม่ยุ่ง”
อันซานเฉิงเล่าไปเรื่อยๆ ส่วนอันหนิงก็นั่งฟังเงียบๆ ไม่ได้ออกความเห็นอะไร
ทุกคนล้อมวงกินข้าว อันซานเฉิงถ่ายทอดเรื่องราวการจัดแจงของบ้านลุงใหญ่ให้ฟัง หลินกุ้ยฮวาพยักหน้าเห็นด้วย “แบบนี้ก็เข้าท่าดี กั๋วเฉิงมีความรู้ อีกอย่างจะให้สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองต้องแยกกันอยู่กับผัวตลอดไปก็คงไม่ได้การ”
อันซานเฉิงพยักหน้าเห็นพ้อง ต้องตามนั้นแหละ
หลังมื้อค่ำ อันหนิงทำหน้าที่ติวเตอร์จำเป็นให้อันกั๋วผิงต่อ
และแล้วอีกหนึ่งวันก็ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
เช้าตรู่วันใหม่ อันหนิงทานข้าวเสร็จก็แวะไปที่กองอำนวยการหมู่บ้านเพื่อใช้โทรศัพท์ก่อนไปลงนา
ปลายสายคือจินเจิ้ง ผู้จัดการโรงงานเครื่องจักร เขารับปากเรื่องคนงานใหม่อย่างไร้ปัญหา
และไม่เพียงแค่ตอบตกลง เขายังมีข่าวดีชิ้นโตมาแจ้งให้อันหนิงทราบอีกด้วย
[จบบท]