บทที่ 116: แม่สื่อจอมตื๊อ
ในช่วงเวลาที่รอยต่อก่อนจะถึงฤดูเก็บเกี่ยวอันแสนวุ่นวาย งานก่อสร้างบ้านหลังใหม่ของครอบครัวอันได้กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุด และเป็นกิจกรรมที่ครึกครื้นที่สุดในหมู่บ้านสือหลี่โกวไปโดยปริยาย
ทุกเช้าตรู่ก่อนที่แสงตะวันจะโผล่พ้นขอบฟ้า ชาวบ้านจำนวนมากต่างพากันมาช่วยขุดดินทำฐานราก แม้ในช่วงกลางวันจำนวนคนจะเบาบางลงบ้างเนื่องจากภารกิจส่วนตัว แต่พอตกเย็นหลังจากเลิกงานในแปลงนาแล้ว ฝูงชนก็จะหลั่งไหลกลับมาช่วยงานกันอย่างหนาตาอีกครั้ง
ภาระหนักจึงตกอยู่ที่หลินกุ้ยฮวา นางต้องรับหน้าที่แม่ครัวหัวป่าก์เตรียมอาหารมื้อใหญ่สำหรับเลี้ยงคนงานในมื้อเที่ยงของทุกวัน แค่เรื่องในครัวก็ทำเอานางหัวหมุนจนแทบไม่มีเวลาพักหายใจตลอดทั้งวัน
ผ่านไปเพียงสามวัน รากฐานบ้านที่มั่นคงแข็งแรงของตระกูลอันก็เสร็จสมบูรณ์
คำกล่าวที่ว่า คนมากงานเดิน ดูจะสะท้อนภาพความเป็นจริงของความสามัคคีในหมู่บ้านแห่งนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุด
ทันทีที่งานฐานรากจบลง วัสดุก่อสร้างสำคัญอย่างปูนซีเมนต์และอิฐจำนวนมากที่เจียงเซี่ยเป็นธุระติดต่อไว้ก็เดินทางมาถึง
รถบรรทุกเจี่ยฟ่างคันใหญ่ที่บรรทุกวัสดุมาจนเต็มพิกัด วิ่งฝ่าฝุ่นตลบเข้ามาจอดเทียบท่าอย่างสง่างามที่ตีนเขาหมู่บ้านสือหลี่โกว
เพื่อให้งานเดินหน้าอย่างรวดเร็วและมีมาตรฐาน ตระกูลอันจึงตัดสินใจว่าจ้างช่างก่อสร้างและช่างไม้ฝีมือดีในหมู่บ้านที่เคยร่วมงานกันมาก่อนหน้านี้มาช่วยงานอย่างเป็นทางการ
งานนี้ไม่ใช่การไหว้วานฟรีๆ แต่ตระกูลอันมีค่าจ้างตอบแทนให้อย่างสมน้ำสมเนื้อ
ในขณะที่ไซต์งานก่อสร้างดำเนินไปอย่างคึกคัก ในแปลงเกษตรก็เริ่มมีการเก็บเกี่ยวพืชผลบางชนิดที่ปลูกในพื้นที่ย่อยบ้างแล้ว
อย่างเช่น งา ข้าวฟ่าง หรือข้าวฟ่างเหนียวที่เริ่มสุกงอมรอการเก็บเกี่ยว
ในช่วงที่มีการขุดฐานราก อันหนิงต้องตื่นแต่เช้ามืดและกลับบ้านค่ำมืดทุกวัน ตกกลางคืนยังต้องไปช่วยเจียงเซี่ยที่พลังงานล้นเหลือเพราะกินอิ่มเกินไปทำงานต่อจนดึกดื่น
แต่พอเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างตัวบ้านจริงๆ บทบาทของเธอกลับลดน้อยลง
ถึงเธอจะมีความสามารถในการออกแบบโครงสร้าง แต่พอเป็นภาคปฏิบัติหน้างานจริงๆ ทักษะของเธอกลับสู้ความชำนาญของชาวบ้านที่จับเสียมจับจอบมาทั้งชีวิตไม่ได้เลย
ช่วงเวลานี้เองที่ทำให้อันหนิงได้ตระหนักและซาบซึ้งถึงคำนิยามที่ว่า เกษตรกรคือยอดมนุษย์ร้อยอาชีพ
พวกเขาไม่ได้มีความรู้แค่เรื่องดินฟ้าอากาศหรือการเพาะปลูก แต่ชาวบ้านแทบทุกคนล้วนมีทักษะงานช่างติดตัวอย่างน้อยคนละอย่างสองอย่าง
แม้จะไม่ได้เชี่ยวชาญถึงขั้นวิศวกรหรือสถาปนิกมืออาชีพ แต่ทักษะที่พวกเขามีก็เพียงพอที่จะสร้างบ้านแปงเมืองให้ผู้อยู่อาศัยได้อย่างสุขสบาย
บ้านหลังใหม่ของตระกูลอันค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นทีละนิด เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นทุกวัน
ส่วนอันหนิงก็ผันตัวกลับไปทำงานในทุ่งนา เพื่อเตรียมการสำหรับการส่งสารลับผ่านกระดาษแผ่นเล็กของเธอตามแผนที่วางไว้
เมื่อเสียงสัญญาณเลิกงานตอนเที่ยงดังขึ้น อันหนิงก็ขับรถไถคู่ใจบรรทุกต้นงาที่เกี่ยวแล้วจนพูนคันรถ มุ่งหน้าไปยังลานตากที่กำหนดไว้
ส่วนอันกั๋วชิ่งที่ปกติต้องเป็นคนขับรถไถ ตอนนี้กำลังง่วนอยู่กับการก่ออิฐถือปูนที่บ้านใหม่อย่างขะมักเขม้น
หลังจากจัดการเทต้นงาลงจนหมด อันหนิงก็หักพวงมาลัยพารถไถกลับมาจอดที่หน้าลานบ้านตระกูลอัน
เสียงเครื่องยนต์รถไถที่ดังกระหึ่มดึงดูดความสนใจของแขกไม่ได้รับเชิญคนหนึ่งที่กำลังยืนเจรจาพาทีอยู่กลางลานบ้าน
“โอ้โห นี่คงจะเป็นหนูอันหนิงสินะ หน้าตาสะสวยจริงๆ ผิวพรรณก็ผ่องใส แถมยังขับรถไถคันเบ้อเริ่มได้อีก เก่งกาจรอบด้านจริงๆ แม่คุณเอ๊ย”
หญิงวัยกลางคนแปลกหน้าเอ่ยปากชมอันหนิงด้วยน้ำเสียงที่ดัดจริตจนน้ำเชื่อมแทบหกเรี่ยราด ส่วนหลินกุ้ยฮวาที่ยืนประกบอยู่ข้างๆ ทำได้เพียงยิ้มแห้งๆ ที่มุมปาก แววตาฉายชัดถึงความรำคาญใจและไม่ต้อนรับ
“อันหนิงลูก เข้าไปพักดื่มน้ำในห้องเถอะ เดี๋ยวแม่ต้องรีบไปทำกับข้าว ทางโน้นเขารอกินกันอยู่ ฉันคงต้องขอตัว...”
“ไม่ต้องเกรงใจๆ เธอไปทำงานของเธอเถอะ ฉันไม่รบกวนเวลาทำมาหากินหรอก แค่จะขอคุยกับเด็กมันหน่อย”
หญิงแปลกหน้าพูดแทรกขึ้นมาอย่างไม่มีมารยาท ตัดบทหลินกุ้ยฮวาอย่างหน้าตาเฉย แถมยังถือวิสาสะเดินเข้ามาขวางทางอันหนิงที่กำลังจะก้าวเท้าเข้าห้อง
“มานี่สิหนูอันหนิง มาคุยกับป้าหน่อยลูก”
อันหนิงปรายตามองไปที่หลินกุ้ยฮวาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“แม่ของฉันยืนอยู่ตรงนี้นะคะ”
คำว่า แม่ ในความหมายของอันหนิงคือผู้ให้กำเนิดหรือผู้เลี้ยงดู การที่คนแปลกหน้ามาเรียกแทนตัวเองว่าป้าแล้วทำตีสนิทแบบนี้ อันหนิงที่มาอยู่ยุคนี้ได้สองเดือนกว่าย่อมเข้าใจเจตนาดี
“อุ๊ยตาย พูดจาฉะฉานน่าฟังเชียว แล้วนี่อันหนิงอายุเท่าไหร่แล้วจ๊ะ”
หญิงวัยกลางคนผู้นี้ดูเหมือนจะมีสกิลหูทวนลมขั้นเทพ นางเลือกที่จะได้ยินเฉพาะสิ่งที่อยากได้ยิน และเมินเฉยต่อประโยคที่นางไม่ถูกใจ แถมยังเปลี่ยนเรื่องเนียนๆ ได้อย่างหน้าด้านๆ
แต่น่าเสียดายที่คู่สนทนาของนางในวันนี้คืออันหนิง
อันหนิงเพียงแค่เหลือบมองสีหน้าของหลินกุ้ยฮวา ก็อ่านเกมออกทันทีว่าผู้หญิงคนนี้เป็นบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ของแม่
ในเมื่อแม่ไม่ชอบ เธอก็ไม่จำเป็นต้องปั้นหน้าเป็นเด็กดีมีมารยาท
“แล้วป้าอายุเท่าไหร่คะ”
คำถามย้อนศรของอันหนิงทำเอาหญิงวัยกลางคนถึงกับสะอึกไปชั่วขณะ แต่ด้วยความที่เป็นมืออาชีพด้านการพูด นางจึงตั้งสติและแถต่อไปได้อย่างรวดเร็ว
“โถ่ๆ กระดูกผุๆ อย่างป้า จะไปเทียบอะไรกับสาวรุ่นอย่างพวกหนูได้ล่ะจ๊ะ”
“หนูอันหนิงอายุสิบแปดแล้วใช่ไหม วัยนี้กำลังสวยสะพรั่ง จดทะเบียนสมรสได้ถูกต้องตามกฎหมายแล้วนะ”
นางยังคงพูดเองเออเองต่อไปโดยไม่สนว่าใครจะรับลูกหรือไม่ ความพยายามที่จะโยงเข้าเรื่องแต่งงานนั้นชัดเจนแจ่มแจ้ง
“อายุขนาดนี้กำลังเหมาะเจาะ ถ้าปล่อยให้แก่กว่านี้จะหาผู้ชายดีๆ ยากแล้วนะ เชื่อป้าเถอะ ป้าอาบน้ำร้อนมาก่อน ไม่พาหนูไปตกระกำลำบากแน่นอน”
“คุณกับฉันไม่ใช่ญาติพี่น้อง ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้ากันด้วยซ้ำ ทำไมฉันต้องเชื่อคุณด้วย” น้ำเสียงของอันหนิงเริ่มเย็นยะเยือก เธอหันกลับไปถามผู้เป็นแม่ด้วยเสียงที่ดังฟังชัด
“แม่คะ ป้าคนนี้เป็นใคร”
หลินกุ้ยฮวาเองก็เหม็นขี้หน้าแม่สื่อคนนี้เต็มทน แต่ด้วยความที่เป็นคนบ้านเดียวกันและเกรงใจชาวบ้าน นางจึงไม่อยากจะพูดจาหักหน้าจนดูน่าเกลียดเกินไป
เพราะอาชีพแม่สื่อนั้นใช้ปากเป็นอาวุธ ถ้าไปขัดใจนางเข้า เดี๋ยวจะเอาเรื่องที่บ้านไปนินทาเสียหายได้
“ฉันเป็นแม่สื่อน่ะจ้ะ คนหมู่บ้านข้างๆ เขาไหว้วานให้ฉันมาทาบทามหนู”
แม่สื่อทำหูทวนลมกับคำพูดเหน็บแนมของอันหนิง ยิ้มสู้เสืออย่างไม่สะทกสะท้าน ก็แหม ทางบ้านตระกูลหลี่เล่นเสนอค่าเหนื่อยมาตั้งหนึ่งร้อยหยวน ถ้างานนี้สำเร็จ นางก็รวยเละ
อันหนิงจ้องหน้าแม่สื่อเขม็ง ใบหน้าสวยหวานนั้นไร้ซึ่งรอยยิ้มใดๆ
ดวงตาของเธอสงบนิ่งราวกับผิวน้ำในบ่อลึก ที่ยากจะคาดเดาความรู้สึก แต่กลับแผ่รังสีอำมหิตบางอย่างออกมาจนคนถูกมองรู้สึกขนลุก
“บ้านเราไม่มีความคิดที่จะหาคู่ค่ะ เชิญคุณกลับไปได้เลย ไม่ว่าใครจะเป็นคนจ้างคุณมา คำตอบคือไม่”
สิ้นเสียงเด็ดขาดของอันหนิง หลินกุ้ยฮวาที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังก็ก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างลูกสาว นางหมดความอดทนกับความหน้าหนาของคนตรงหน้าแล้ว
“ลูกสาวฉันพูดชัดเจนแล้วนะ บ้านเราลูกยังเด็ก ไม่รีบร้อนจะให้มีผัว ยังกะว่าจะเลี้ยงดูให้อยู่ด้วยกันอีกหลายปี เธอไปบอกทางโน้นตามนี้แหละว่าเราไม่สน”
แม่สื่อได้ยินแบบนั้นก็ตาลุกวาว จะให้ยอมแพ้ง่ายๆ เงินร้อยหยวนหลุดมือไปต่อหน้าต่อตาได้ยังไง
นางยังคงยืนปักหลักยิ้มร่าอยู่ที่เดิม น้ำลายแตกฟองพ่นคำโฆษณาชวนเชื่อออกมาไม่หยุด
“แหมๆ อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธสิแม่คุณ ดีหรือไม่ดียังไงก็ต้องลองเจอกันดูก่อน ถ้าไม่ถูกใจก็ไม่เป็นไร แค่ลองดูตัวกันเฉยๆ ไม่เสียหายอะไรนี่นา”
“ให้หนุ่มสาวเขาได้ลองศึกษากันก่อน ดีหรือไม่ดีให้พวกเขาตัดสินใจกันเอง คนแก่อย่างเราอย่าไปปิดกั้น”
แม่สื่อปากกล้าคนนี้สกิลความหน้าด้านถือว่าระดับปรมาจารย์ นางไม่โกรธไม่เคืองแถมยังหันไปกล่อมอันหนิงต่อ
“พ่อหนุ่มหลี่เฉิงกงคนนั้นน่ะ หล่อเหลาเอาการเลยนะ เป็นคนขยันขันแข็ง หาในสิบหมู่บ้านแถวนี้ก็ไม่เจอคนเพอร์เฟกต์แบบนี้หรอก”
“แกพูดเพ้อเจ้ออะไรของแก! พวกเราบอกว่าไม่อยากดูตัว แกนี่มันยังไง ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง ฉันอุตส่าห์พูดดีๆ ด้วยตั้งนานแล้วนะ!”
หลินกุ้ยฮวาเส้นความอดทนขาดผึง ตะคอกใส่หน้าแม่สื่อจนลั่นลานบ้าน
“แม่คะ รับไม้กวาดไป”
อันหนิงส่งไม้กวาดด้ามยาวใส่มือแม่ แล้วหันไปยื่นคำขาดกับแม่สื่อด้วยสายตาพิฆาต
“โอกาสครั้งสุดท้าย ฉันจะไม่ดูตัว คุณจะเดินออกไปเองดีๆ หรือจะให้พวกเรา ‘เชิญ’ ออกไป”
แม่สื่อชะงักกึกทันที
ภาพที่นางเห็นคือหลินกุ้ยฮวาถือไม้กวาดอันเบ้อเริ่มง้างรออยู่ ด้านหลังยังมีป้าสะใภ้ใหญ่และกองหนุนตระกูลอันยืนคุมเชิง อีกด้านก็มีเด็กสาวหน้านิ่งที่แววตาน่ากลัวกว่านางยักษ์
“ทำไมต้องโมโหขนาดนี้ด้วยล่ะ ฉันหวังดีแท้ๆ อุตส่าห์เป็นธุระมาเป็นแม่สื่อให้ ทำไมต้องทำรุนแรงกันด้วย”
อันหนิงเห็นว่าแม่สื่อยังปากดีไม่เลิก จึงตะโกนสั่งการ
“แม่คะ จัดการเลย!”
“ไสหัวไป!”
หลินกุ้ยฮวาฟาดไม้กวาดลงไปที่พื้นเฉียดเท้าแม่สื่อไปนิดเดียว
“หวังดีกับผีน่ะสิ! แกฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง พวกเราบอกว่าไม่ดูตัว ไม่เอา! หูหนวกหรือไงฮะ!”
“ไสหัวไปให้พ้นหน้าบ้านฉันเดี๋ยวนี้ ถ้ากล้าโผล่มาอีก ฉันจะตีให้หลังหักเลยคอยดู!”
งานนี้หลินกุ้ยฮวาโชว์เดี่ยว จัดการกวาดล้างศัตรูหน้าบ้านได้อย่างราบคาบ
อันหนิงยืนกอดอกดูผลงานชิ้นเอก มองเห็นแม่สื่อถูกหลินกุ้ยฮวาไล่ฟาดด้วยไม้กวาดจนต้องวิ่งหนีหางจุกตูดออกไปนอกประตูรั้ว แถมแม่ยังวิ่งไล่กวดไปอีกไกล
วีรกรรมยังไม่จบแค่นั้น เจ้าไก่ตัวผู้จ่าฝูงประจำบ้าน พอเห็นเจ้านายเปิดฉากโจมตี มันก็กระพือปีกบินถลาตามสัญชาตญาณนักล่า พุ่งเข้าใส่หน้าแม่สื่ออย่างแม่นยำ
“ว้าย! ช่วยด้วย!”
แม่สื่อร้องเสียงหลง ยกมือปัดป้องพัลวัน วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนไม่คิดชีวิต
หลังจากขับไล่ตัวปัญหาไปได้แล้ว หลินกุ้ยฮวาก็ถ่มน้ำลายลงพื้นตามหลังไปอย่างเหลืออด
“เชอะ! ให้เกียรติแล้วไม่ชอบ ลับหลังไม่รู้ไปรับเงินเขามาเท่าไหร่ถึงได้หน้าด้านขนาดนี้”
เรื่องเล่ห์เหลี่ยมอื่นหลินกุ้ยฮวาอาจจะไม่ทันคน แต่กับเรื่องพวกแม่สื่อแม่ชักแบบนี้ นางรู้ไส้รู้พุงหมด
ไม่มาตอนยากจน แต่ดันโผล่หัวมาตอนที่ตระกูลอันกำลังสร้างบ้านมีฐานะขึ้นมา คนพวกนี้ไม่มีใครจริงใจสักคน หวังผลประโยชน์กันทั้งนั้น
หลินกุ้ยฮวากระแทกไม้กวาดลงกับพื้น ยืนโพสท่าราวกับขุนศึกหญิงผู้กำชัยชนะ
อันหนิงรีบเดินเข้าไปประจบเอาใจทันที
“แม่คะ แม่สุดยอดไปเลย!”
“มันแน่อยู่แล้ว ไม่ดูซะบ้างว่าแม่ใคร!”
หลินกุ้ยฮวาโยนไม้กวาดส่งต่อให้อันหนิง แล้วกระซิบสอนลูกสาวเบาๆ ว่า
“วันนี้ทำดีมาก แต่จำไว้นะลูก คราวหน้าถ้าเจอเรื่องพรรค์นี้อีก ปล่อยให้เป็นหน้าที่แม่เอง หนูเป็นสาวเป็นนางไปไล่ตีแม่สื่อมันจะดูไม่งาม เดี๋ยวชาวบ้านจะเอาไปนินทาได้ เข้าใจไหม”
“รับทราบค่ะแม่”
อันหนิงพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
ตีแม่สื่อไม่ได้เพราะกลัวเสียภาพลักษณ์ แต่ถ้าตีคนอื่นที่ไม่ใช่แม่สื่อ ก็คงไม่เป็นไรสินะ
[จบบท]